สิทธิเพ็ญ สิทธรัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรในกรุงเทพฯ ช่วงไตรมาส 2 มีอุปทานเสนอขายรวมอยู่ที่ประมาณ 88,528 ยูนิต ลดลง 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่า 692,411 ล้านบาท แบ่งเป็นอาคารชุด 66,215 ยูนิต มูลค่า 383,158 ล้านบาท บ้านจัดสรร 22,313 ยูนิต มูลค่า 309,253 ล้านบาท ขณะที่การเปิดตัวโครงการใหม่ (New Supply)เพิ่มขึ้น 77% อยู่ที่ 3,200 ยูนิต โดยเป็นการเร่งเปิดตัวของตลาดคอนโดมิเนียมเป็นหลัก ขณะที่ยอดขายใหม่ (New Sales) ของคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเป็น 4,300 ยูนิต เติบโต 14% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปีก่อน
ส่วน New Supply เพิ่ม 77.2% ฟื้นตัวฉพาะอาคารชุด แต่มูลค่าลดลง 35.2% จำนวน 3,255 ยูนิต มูลค่า 23,818 ล้านบาท แบ่งเป็นอาคารชุด 2,203 ยูนิต มูลค่า 13,336 ล้านบาท บ้านจัดสรร 1,052 ยูนิต มูลค่า 10,482 ล้านบาท
ด้าน New Sales รวมเพิ่ม 3.8%จำนวน 5,816 ยูนิต มูลค่า 47,231 ล้านบาท โดยเฉพาะอาคารชุดมียอดขายเพิ่ม +14.7%จำนวน 1,498 ยูนิต แต่บ้านจัดสรรลดลง -18.4% โดยทำยอดขายได้จำนวน 4,318 ยูนิต
ส่วนจำนวนที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสมในช่วงไตรมาส 2ที่ผ่านมา มีทั้งหมด 82,712 ยูนิต มูลค่า645,179 ล้านบาท แบ่งเป็นอาคารชุด 61,897 ยูนิต และบ้านจัดสรร 20,815 ยูนิต โดยในส่วนของอาคารชุดกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ย่านสุขุมวิทประมาณ 5,600 ยูนิต เพิ่มขึ้น 17.6% ในจำนวนนี้อยู่ในระดับราคาไม่เกิน 7.5 ล้านบาทมากที่สุดจำนวน 3,441 ยูนิต และระดับราคามากว่า 7.5 ล้านบาทมีจำนวน 2,159 ยูนิต
โดยทำเลศักยภาพยังคงเป็นโซนสุขุมวิทที่ทำยอดขายได้ดีที่สุด และจัดอยู่ในเกณฑ์ “สีเขียว” ที่มีอัตราดูดซับสูงถึง 5.2% คาดว่าจะขายหมดใน 16 เดือน ขณะที่โซนห้วยขวาง – จตุจักร – ดินแดง ยังคงเน้นระดับราคาสินค้าจับต้องได้ประมาณ 2.2 – 4 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับดีจากกลุ่มผู้ซื้อชาวจีนที่เริ่มฟื้นตัวกลับมา
แต่โดยภาพรวมระดับความเสี่ยงของตลาดคอนโดมิเนียมทั้งกรุงเทพฯ ยังจัดอยู่ใน “โซนสีส้ม” มีอัตราดูดซับประมาณ 2.2% ซึ่งยังมีอุปทานเหลือขายค่อนข้างมาก จึงต้องระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่ ซึ่งผู้ประกอบการหันมาเน้นเปิดตัวโครงการในระดับราคาที่จับต้องได้มากขึ้นเพื่อตอบรับกลุ่ม Real Demand โดยราคาเฉลี่ยของโครงการเปิดใหม่ปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 6.8 – 7.3 ล้านบาท และผู้เล่นหลักในตลาดยังคงเป็นกลุ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดในกรุงเทพฯ สูงถึง 81% ของมูลค่ารวม

ตลาดคอนโดมิเนียมไตรมาส 2 โซนสุขุมวิทถือเป็นโซนที่ขายดีและโดดเด่นที่สุดในกรุงเทพฯ โดยเป็นทำเลเดียวที่ถูกจัดอยู่ใน “โซนสีเขียว”หรือโซนตลาดร้อนแรง ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเปิดตัวโครงการใหม่ล็อตใหญ่และได้รับการตอบรับสูง ทำให้ประกอบการมีความมั่นใจในทำเลนี้สูงมาก โดยมีการเปิดตัวโครงการใหม่รวมกันกว่า 2,000 ยูนิตจาก 3 โครงการ ซึ่งเป็นการเปิดตัวสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2566 และเฉพาะโครงการเปิดใหม่นี้ สามารถทำยอดขายได้สูงถึงเกือบ 700 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขายสูงถึง 34%
ขณะที่จำนวนที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสมในช่วงไตรมาส 2ที่ผ่านมาในพื้นที่กรุงเทพฯ มีทั้งหมด 82,712 ยูนิต มูลค่า 645,179 ล้านบาท แบ่งเป็นอาคารชุด 61,897 ยูนิต และบ้านจัดสรร 20,815 ยูนิต โดยในส่วนของอาคารชุดกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ย่านสุขุมวิทประมาณ 5,600 ยูนิต เพิ่มขึ้น 17.6% ในจำนวนนี้อยู่ในระดับราคาไม่เกิน 7.5 ล้านบาทมากที่สุดจำนวน 3,441 ยูนิต และระดับราคามากว่า 7.5 ล้านบาทมีจำนวน 2,159 ยูนิต

ทั้งนี้ยอดขายคอนโดมิเนียมในโซนสุขุมวิทปรับตัวดีขึ้นติดต่อกันถึง 5 ไตรมาส โดยยอดขายในไตรมาส 2 นี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 138% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีระดับราคาสินค้าเสนอขายที่กว้าง ตั้งแต่ 2.8 ล้านบาท ไปจนถึง 52 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มราคา 3.5 – 7 ล้านบาท และ 7.5 – 10 ล้านบาท ทำให้สามารถดึงดูดผู้ซื้อได้หลากหลายกลุ่มเป้าหมาย
ส่วนกำลังซื้อและแรงหนุนจากผู้ซื้อชาวต่างชาติโซนสุขุมวิทได้รับอานิสงส์จากการโอนกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติอย่างชัดเจน โดยสัญชาติที่เข้ามารับโอนมากที่สุดคือ ผู้ซื้อชาวจีน ครองอันดับ 1 ตามมาด้วยไต้หวัน พม่า ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น จากปัจจัยทั้งหมดนี้ ส่งผลให้โซนสุขุมวิทมีอัตราการดูดซับ (Absorption Rate) สูงถึง 5.2% ต่อเดือน ซึ่งเกินเกณฑ์มาตรฐาน และคาดว่าจะใช้เวลาขายหมดเพียง 16 เดือนเท่านั้น เร็วขึ้นจากปีก่อนที่ใช้เวลาประมาณ 20 เดือน





