เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอลเดินหน้าตามแผน Jump+ ขยายธุรกิจจากฐานความเชี่ยวชาญด้านอสังหาOสู่ธุรกิจการเงินต่อเนื่อง ล่าสุดดันกลุ่มเคหะสงเคราะห์แคปปิตอล บริษัทในเครือภายใต้กลุ่ม MMM Mega Fin Holding ให้บริการสินเชื่อจำนอง สินเชื่อขายฝาก และสินเชื่อเคหะเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างแหล่งรายได้ประจำและต่อยอดโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว หวังปั้นพอร์ตสินเชื่อปี2571 แตะ 700 ล้านบาท

ณิชา โรจน์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การขยายธุรกิจสินเชื่อผ่านบริษัทเคหะสงเคราะห์แคปปิตอล จำกัด เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญภายใต้แผน Jump+ ที่บริษัทกำลังเดินหน้า โดยมีเป้าหมายในการสร้างฐานรายได้ใหม่ที่มีความต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการต่อยอดธุรกิจหลักด้านอสังหาริมทรัพย์ ในการให้บริการสินเชื่อจำนอง ขายฝาก และสินเชื่อเคหะ เพื่อต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่ม MMM ไปสู่ธุรกิจการเงินอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และ Property Finance เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ สร้างรายได้ประจำ และวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว
การเปิดให้บริการของ HAC ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ MMM ในการขยายธุรกิจสู่ Property Finance โมุ่งพัฒนา Ecosystem ด้านอสังหาฯให้ครบวงจร ตั้งแต่การขายอสังหาริมทรัพย์ การให้บริการสินเชื่อที่มีอสังหาฯเป็นหลักประกัน ไปจนถึงการสนับสนุนการซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้และสร้างความต่อเนื่องให้กับธุรกิจในระยะยา;
สำหรับธุรกิจสินเชื่อจำนอง ขายฝาก และสินเชื่อเคหะ จะมุ่งให้บริการแก่ลูกค้าที่มีศักยภาพในการชำระหนี้แต่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ นักลงทุน และผู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน โดยการขยายฐานลูกค้าดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสให้บริษัทเข้าถึงความต้องการทางการเงินที่หลากหลาย และสร้างโอกาสในการต่อยอดความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว
ขณะเดียวกันสินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ยังสามารถสนับสนุนธุรกิจหลักของกลุ่มเอ็มเอ็มเอ็มฯ โดยเพิ่มโอกาสในการปิดการขายและเร่งการโอนกรรมสิทธิ์ของทรัพย์ที่บริษัทรับประกันการขาย ซึ่งสะท้อนแนวทางการสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
โดยกลุ่มเอ็มเอ็มเอ็มฯ ตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อรวมไว้ที่ 700 ล้านบาทภายในปี 2571 ตามแผน Jump+ โดยคาดว่ารายได้ดอกเบี้ยจะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างรายได้ ช่วยเพิ่มความหลากหลายและความต่อเนื่องของกระแสรายได้ในอนาคต ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเพดานที่กฎหมายกำหนด





