ซาวิลส์ (ประเทศไทย)เผยน้ำท่วมกรุงกระทบความเชื่อมั่นชะลอเปิดคอนโดฯกว่า1,000ยูนิต ประเมินทั้งปีเปิดใหม่ 20,000 ยูนิต

บริษัทซาวิลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี  2569 ยังคงอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยผู้ประกอบการยังคงมีความระมัดระวังในการเปิดตัวโครงการใหม่ ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เน้นนำห้องชุดที่สร้างเสร็จพร้อมขายมาปรับลดราคา โดยบางรายปรับลดราคาลงมากกว่า50% ส่งผลให้บางโครงการสามารถปิดการขายได้หมด

นอกจากนี้ยังพบว่ามาตรการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยและต้นทุนการพัฒนาที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ในไตรมาส 3 มีโครงการเปิดขายใหม่เพียง 8 โครงการ รวม 3,737 ยูนิต มูลค่าประมาณ 46,340  ล้านบาท แม้จำนวนยูนิตจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 80.35%  แต่ยังสะท้อนถึงการคัดเลือกโครงการอย่างระมัดระวังของผู้ประกอบการ  ส่วนการเปิดตัวโครงการคอนโดฯใหม่ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่โดยรอบสวนลุมพินี ทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา และกลุ่มแคมปัสคอนโด

เลื่อนเปิดตัวคอนโดฯกว่าพันยูนิตรับผลกระทบน้ำท่วมกรุง

ล่าสุดจากผลการสำรวจของซาวิลส์ (ประเทศไทย) พบว่า มีโครงการคอนโดฯอีก 3 โครงการ รวมอุปทานกว่า 1,000   ยูนิต ที่เดิมมีแผนกำหนดเปิดตัวในช่วงไตรมาสดังกล่าว แต่ได้เลื่อนการเปิดตัวออกไป โดยโครงการที่เลื่อนการเปิดตัวบางส่วนตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ การรับรู้ความเสี่ยงด้านทำเล และความต้องการซื้อในระยะสั้น จึงตัดสินใจชะลอการเปิดตัวโครงการออกไป เพื่อรอประเมินสถานการณ์และความชัดเจนของผลกระทบจากน้ำท่วม

โดยภาพรวมตลาดคอนโดฯในพื้นที่กรุงเทพฯ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี  2569 ยังคงอยู่ในภาวะที่ผู้ประกอบการใช้ความระมัดระวังในการเปิดตัวโครงการใหม่ ท่ามกลางปัจจัยกดดันจากกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ภาวะการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัย และต้นทุนการพัฒนาโครงการที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา มีโครงการคอนโดฯเปิดขายใหม่แค่ 8 โครงการ จำนวนยูนิตรวมทั้งหมด 3,737 ยูนิตเท่านั้น ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 80.35%  คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 46,340 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนของผู้พัฒนาอสังหาฯรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 3,274 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 87.61% และผู้พัฒนานอกตลาดหลักทรัพย์ 463 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน12.39% สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการขนาดเล็กยังคงชะลอการลงทุนและให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องและการระบายสินค้าคงเหลือมากกว่าการขยายโครงการใหม่ ส่งให้มีคอนโดฯบางโครงการที่เพิ่งเปิดขายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้เลือกที่จะหยุดการขายชั่วคราว แม้ว่าจะเปิดขายมาได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น เนื่องจากอัตราการขายได้ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

สำหรับในช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา ภาพรวมการเปิดตัวโครงการคอนโดฯใหม่ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่โดยรอบสวนลุมพินี ทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา และกลุ่ม แคมปัสคอนโด  ซึ่ง ซาวิลส์ (ประเทศไทย) พบว่า มีโครงการคอนโดมิเนียมอีก 3 โครงการ รวมอุปทานกว่า 1,000 ยูนิต ที่เดิมมีกำหนดเปิดตัวในช่วงไตรมาสดังกล่าว แต่ได้เลื่อนการเปิดตัวออกไป โดยพบว่า โครงการที่เลื่อนการเปิดตัวบางส่วนตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้พัฒนามีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ การรับรู้ความเสี่ยงด้านทำเล และความต้องการซื้อในระยะสั้น จึงตัดสินใจชะลอการเปิดตัวโครงการออกไป เพื่อรอประเมินสถานการณ์และความชัดเจนของผลกระทบจากน้ำท่วม

ขณะเดียวกันยังมีผู้ประกอบการบางรายยังคงเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่ตามกำหนดการเดิม แม้จะอยู่ในช่วงที่ตลาดเผชิญปัจจัยกดดันจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยพบว่าโครงการที่เปิดตัวตามแผนดังกล่าวได้รับการตอบรับจากตลาดในระดับที่ดี และสามารถสร้างยอดขายในช่วง Presale รวมมากกว่า 20,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า แม้ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมจะส่งผลต่อการตัดสินใจเปิดตัวของผู้พัฒนาบางราย แต่ยังมีความต้องการซื้อสำหรับโครงการที่มีทำเล ผลิตภัณฑ์ และระดับราคาที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

อุปทานห้องชุดระดับกลางถึงกลางบน ราคาไม่เกิน 1.5 แสนต่อตร.ม.ทะลุ1แสนยูนิต

ทั้งนี้หากจำแนกอุปทานคอนโดฯที่อยู่ระหว่างการขายตามช่วงระดับราคาต่อตารางเมตร ณ สิ้นไตรมาส 3 ที่มีอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายรวม 167,841 ยูนิต พบว่าอุปทานส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในระดับราคา 50,001-150,000 บาทต่อตารางเมตร จำนวน 130,059  ยูนิต หรือคิดเป็น 77.48% ของอุปทานทั้งหมด สะท้อนว่าตลาดหลักยังคงอยู่ในกลุ่มระดับกลางถึงกลางบน ซึ่งมีฐานผู้ซื้อที่กว้างทั้งเพื่ออยู่อาศัยและการลงทุน โดยกลุ่มราคา 50,001 -100,000 บาทต่อตารางเมตร มีอุปทานสูงสุด 70,391 ยูนิต รองลงมาคือกลุ่มราคา 100,001 – 150,000 บาทต่อตารางเมตร จำนวน 59,668   ยูนิต โดยทั้งสองกลุ่มรวมกันคิดเป็นประมาณสามในสี่ของอุปทานทั้งหมด ขณะที่กลุ่มราคา 150,001 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไปมีอุปทานประมาณ 28,594 ยูนิต สะท้อนว่าตลาดระดับพรีเมียมมีขนาดเล็กกว่าและมีฐานผู้ซื้อเฉพาะกลุ่มมากขึ้น โดยทำเล คุณภาพโครงการ ขนาดห้อง สิ่งอำนวยความสะดวก และแบรนด์ของผู้ปรพกอบการยังมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ

สำหรับตลาดระดับราคาสูงขึ้น ได้แก่ 250,001-300,000 บาทต่อตารางเมตร มีอุปทาน 4,693 ยูนิต และ 300,001-500,000 บาทต่อตารางเมตร มี 3,476 ยูนิต ขณะที่ตลาดอัลตราลักชัวรีที่มีราคาตั้งแต่ 500,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป มีอุปทานเพียง 946 ยูนิต หรือประมาณ 0.56% ของตลาดทั้งหมด สะท้อนถึงตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีขนาดจำกัด และพึ่งพาความโดดเด่นของทำเล ความเป็นส่วนตัว คุณภาพการออกแบบ สิ่งอำนวยความสะดวก และชื่อเสียงของผู้พัฒนา มากกว่าการแข่งขันด้านราคา

สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างตลาดคอนโดฯในกรุงเทพฯ ยังคงกระจุกตัวอย่างชัดเจนในระดับราคากลางถึงกลางบน ขณะที่อุปทานในระดับราคาสูงกว่า 300,000 บาทต่อตารางเมตรมีสัดส่วนจำกัด ดังนั้นการพัฒนาโครงการใหม่ในตลาดระดับกลางถึงกลางบนจำเป็นต้องพิจารณาการแข่งขันจากอุปทานเดิมจำนวนมาก ขณะที่โครงการระดับพรีเมียมและ อัลตราลักชัวรี แม้มีการแข่งขันด้านจำนวนอุปทานน้อยกว่า แต่จำเป็นต้องมีจุดขายและคุณลักษณะของโครงการที่ชัดเจนและสอดคล้องกับระดับราคาที่กำหนด ทั้งนี้การประเมินศักยภาพโครงการควรพิจารณาระดับราคา อัตราการขาย และอุปทานคงเหลือของโครงการคู่แข่งในทำเลเดียวกันควบคู่กับภาพรวมของตลาดกรุงเทพฯ

ในด้านอุปสงค์ ซาวิลส์ (ประเทศไทย) พบว่า ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 มีอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด 167,841 ยูนิต  และขายออกไปได้แล้ว 103,191 ยูนิต  คิดเป็น 61.48% และยังคงมีคอนโดฯรอการขายอีกทั้งหมด  64,650 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 38.52%  โดยพบว่าห้องชุดแบบสตูดิโอ มีอัตราการขายที่สูงที่สุด 68.90%  ตามมาด้วยรูปแบบ 2 ห้องนอน ที่อัตราการขาย 65.20%

ส่วนตลาดคอนโดมิเนียมระดับ Luxury และ Super Luxury ยังคงเป็นเซกเมนต์ที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุดในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา โดยเฉพาะยูนิตประเภทเพนท์เฮาส์และห้องชุดขนาดใหญ่ในโครงการระดับพรีเมียม ซึ่งยังได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้มีฐานะทางการเงินสูง ทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง นักลงทุนระยะยาว และผู้ซื้อชาวต่างชาติบางส่วน สะท้อนว่ากลุ่มลูกค้าระดับบนยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างจำกัด และให้ความสำคัญกับคุณภาพโครงการ ความเป็นส่วนตัว การออกแบบ และทำเลมากกว่าปัจจัยด้านราคา

โดยทำเลที่ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ในพื้นที่โดยรอบสวนลุมพินี ซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางของที่อยู่อาศัยระดับบน เนื่องจากมีความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก การเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน แหล่งไลฟ์สไตล์ และสถานศึกษานานาชาติ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีอุปทานที่ดินใหม่ค่อนข้างจำกัด ส่งผลให้โครงการที่เปิดขายในทำเลดังกล่าวยังสามารถรักษาระดับราคาและสร้างยอดขายได้ดีกว่าตลาดโดยรวม ในทางกลับกันตลาดคอนโดฯระดับกลางถึงระดับล่างยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนตัว อัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Rejection Rate) ที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการเร่งระบายสต็อกคงค้าง โดยเฉพาะโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จแต่ยังมียูนิตเหลือขาย ผ่านการจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย การปรับลดราคา และการนำเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภคและเร่งการรับรู้รายได้

อุปทานคอนโดฯเปิดขายใหม่ปี’69ในพื้นที่กรุงเทพฯประมาณ 20,000 ยูนิต

ทั้งนี้ซาวิลส์ (ประเทศไทย)คาดการณ์ว่าตลอดปี 2569 จะมีอุปทานคอนโดฯเปิดขายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯประมาณ 20,000 ยูนิต ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปีก่อนหน้า  ซึ่งถือเป็นระดับการเปิดตัวโครงการที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 สะท้อนให้เห็นว่าผู้พัฒนาส่วนใหญ่ยังคงใช้กลยุทธ์ลงทุนอย่างระมัดระวัง และเลือกเปิดตัวเฉพาะโครงการที่มีศักยภาพในการสร้างยอดขายสูง

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้พัฒนารายใหญ่หลายรายเริ่มปรับสัดส่วนการลงทุนออกจากกรุงเทพฯไปยังเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจสำคัญมากขึ้น เช่น ภูเก็ต และพัทยา ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การเพิ่มขึ้นของผู้ซื้อชาวต่างชาติ และความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุนและการพักผ่อน ส่งผลให้จังหวัดดังกล่าวมีศักยภาพในการเติบโตสูงกว่าตลาดกรุงเทพมหานครในระยะสั้นถึงระยะกลาง

จากปัจจัยข้างต้น ซาวิลส์ (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่า ภาพรวมตลาดคอนโดฯกรุงเทพฯในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะยังคงเป็นตลาดของผู้ซื้อ โดยการแข่งขันจะเน้นไปที่การระบายสต็อกมากกว่าการเพิ่มอุปทานใหม่  ผู้ประกอยการยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารกระแสเงินสด ทำให้บางโครงการปรับลดราคาลงมากกว่า 50% โดยเฉพาะโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมโอน และเลือกลงทุนเฉพาะโครงการที่มีความเสี่ยงต่ำ และการพัฒนาโครงการในเซกเมนต์ที่มีอุปสงค์รองรับอย่างชัดเจน โดยคาดการณ์ว่าตลาดคอนโดฯระดับลักชัวรีจะยังคงเป็นเซกเมนต์ที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นที่สุด โดยเฉพาะโครงการ Branded Residence ในพื้นที่ศูนย์กลางเมือง ซึ่งยังได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการของกลุ่มผู้มีฐานะทางการเงินสูงและผู้ซื้อชาวต่างชาติ ขณะเดียวกัน ผู้พัฒนาจะยังคงให้ความสำคัญกับการเปิดตัวโครงการที่มีการกำหนดราคาอย่างเหมาะสมและสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันตั้งแต่วันเปิดขาย

ส่วนคอนโดฯริมแม่น้ำเจ้าพระยา และแคมปัสคอนโดฯซึ่งตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยชั้นนำและศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่ จะยังคงเป็นเซกเมนต์ที่ได้รับความสนใจจากผู้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีฐานอุปสงค์ที่ชัดเจน ทั้งจากผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย นักลงทุน และผู้ปกครองที่ต้องการซื้อที่พักอาศัยให้บุตรหลาน ส่งผลให้ตลาดทั้งสองกลุ่มยังมีศักยภาพในการพัฒนาโครงการใหม่ในระยะต่อไป แม้ว่าภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพมหานครจะยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็ตาม

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin REIC sansiri SC SC ASSET ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ จับมือ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง