การร่วมมือระหว่างแอสเสท เวิรด์ฯ และ AWR ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างโมเดลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ผสมผสานระหว่างการเป็นเครื่องยนต์ในการพัฒนา และการสร้างรายได้ที่มั่นคง โดยมุ่งเน้นการเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นผ่านนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอและการบริหารจัดการโครงสร้างเงินทุนที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานการออกแบบโครงการเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและยั่งยืนให้กับนักลงทุนในตลาดทุนไทยและระดับสากล โดยขับเคลื่อน AWR REIT FREEH กองทรัสต์อสังหาฯ แบบกรรมสิทธิ์ Freehold ที่ใหญ่ที่สุดของไทย ด้วย 3 กลไกสร้างมูลค่าการเติบโตอย่างมั่นคง ต่อเนื่องก้าวกระโดด มูลค่าการลงทุนเริ่มต้นไม่เกิน 51,388 ล้านบาท
- THE LARGEST FREEHOLD – with Value Appreciation Growth กรรมสิทธิ์ Freehold ขนาดใหญ่ รองรับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ สร้างการเติบโตต่อเนื่องบนทรัพย์สินทำเลศักยภาพ ช่วยให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์ได้รับประโยชน์จากมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น
- BEST-IN-CLASS – with Performance Growth สินทรัพย์คุณภาพ 5 แห่งในธุรกิจ Hospitality และ Commercial ได้แก่ ดิ เอ็มไพร์ (The Empire),บันยันทรี เกาะสมุย (Banyan Tree Koh Samui Hotel),บันยันทรี กระบี่ รีสอร์ท (Banyan Tree Krabi),มีเลีย เกาะสมุย (Meliá Koh Samui) และพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา (Pattaya Marriott Resort and Spa) พร้อมฐานลูกค้าสมาชิกรวมกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก
- SUSTAINABLE – with Acquisition Growth สร้างการเติบโตก้าวกระโดดและยั่งยืน เพิ่มโอกาสขยายพอร์ตจากโครงการของ AWC ผ่านสิทธิในการปฏิเสธก่อน (ROFR) ครอบคลุมสินทรัพย์ที่คัดเลือกไว้เบื้องต้น 9 แห่ง และอีก 48 โครงการในพอร์ตปัจจุบันของ AWC และโครงการในอนาคต

ทั้งนี้โมเดลธุรกิจของแอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC และ AWR จะทำงานร่วมกันในลักษณะ Synergy Model เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยแบ่งบทบาทหน้าที่ชัดเจนและส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดย AWC ทำหน้าที่เป็น Development Engine โฟกัสการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ สร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วโอนทรัพย์สินให้แก่ AWR เพื่อรับรู้กำไรจากการพัฒนา (Capital Gain) และค่าธรรมเนียมการบริหาร (Fee Income) นอกจากนี้ AWC ยังเข้าถือหุ้นใน AWR ในสัดส่วน 28% ทำให้สามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรและผลตอบแทนรวม (Total Return) ได้ต่อเนื่อง
ขณะที่ AWR ทำหน้าที่สร้าง Stable Income & Asset Growth เป็นกองทุนรองรับทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ (Stable Income) พร้อมสร้างการเติบโตจากการดำเนินงาน (Performance Growth) การเข้าซื้อทรัพย์สินใหม่ (Acquisition Growth) และมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นตามเวลา (Appreciation Growth)
กลยุทธ์ทางการเงินที่เสริมความแข็งแกร่งและการเติบโต
โดยโมเดลนี้ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) และ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เอดับเบิ้ลยูซี ไลฟ์สไตล์ พร๊อพเพอร์ตีส์ (AWC Lifestyle Property Real Estate Investment Trust) หรือ AWR จะมีมูลค่าการลงทุนเริ่มต้นไม่เกิน 51,388 ล้านบาท ถือเป็นการปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินและดัน ROE ดึงมูลค่าทรัพย์สินที่ซ่อนอยู่ในบัญชี (Unrealized Gain) ออกมาเป็นเงินสดและกำไรที่รับรู้จริง ช่วยดันผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นให้สูงขึ้น อีกทั้งเมื่อโอนทรัพย์สินออกไป ภาระค่าเสื่อมราคาจะลดลง ส่งผลให้กำไรหลักเติบโตและสะท้อนมูลค่าจริงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการลดสัดส่วนหนี้สินเสริมความมั่นคง โดยเงินทุนที่ได้จากการโอนทรัพย์สินจะถูกนำไปชำระคืนเงินกู้เพื่อลดภาระดอกเบี้ย โดยตั้งเป้าลดอัตราส่วนหนี้สินลงจาก 0.9 เท่า สู่ 0.6 เท่า ซึ่งเป็นระดับมาตรฐานสากล และหมุนเวียนเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงการใหม่โดยเงินสดที่ได้รับการฟื้นฟูประกอบกับวงเงินกู้ระยะยาวจะถูกนำกลับไปใช้พัฒนาโครงการคุณภาพใหม่ๆ ใน Pipeline ของ AWC เพื่อต่อยอดการเติบโตในระยะยาว
ขณะที่ AWR มี 3 กลไกหลักในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ได้แก่ Performance Growth การเติบโตจากผลการดำเนินงาน โดยทรัพย์สินทั้ง 5 แห่งมี EBITDA เติบโต 20% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา,Appreciation Growth มูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นจากการถือกรรมสิทธิ์ (Freehold) ในทรัพย์สินคุณภาพ 5 แห่ง บนทำเลศักยภาพที่มีอยู่อย่างจำกัดและไม่อาจสร้างขึ้นใหม่ได้ และ Acquisition Growth การขยายพอร์ตจากทรัพย์สินเริ่มต้น 5 แห่งสู่สินทรัพย์ 9 แห่งที่ AWC คัดเลือกไว้ให้ AWR พิจารณาลงทุน พร้อมโครงการอีก 48 แห่งในพอร์ตปัจจุบันของ AWC และในอนาคต ภายใต้สิทธิในการปฏิเสธก่อน (Right of First Refusal: ROFR) และโอกาสในการเข้าลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพจากตลาด
ล่าสุดแอสเสท เวิรด์ คอร์ป รีท ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ของ AWR ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหน่วยทรัสต์และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างการลงทุน ประมาณการทางการเงิน สมมติฐาน และความเสี่ยงได้จากเอกสารดังกล่าว
วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า AWC จัดตั้ง AWR ขึ้นมาเพื่อสร้างโมเดลแพลตฟอร์มการเติบโตเต็มรูปแบบอย่างยั่งยืนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดย AWC คือ Development Engine ที่มีบทบาทในการพัฒนา สร้างจุดหมายปลายทาง คำนึงถึงพื้นที่ ชุมชน อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยวเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าคุณภาพของแต่ละพื้นที่ และสร้างผลตอบแทนรวมกำไรจากการพัฒนา ขณะที่ AWR เป็นผู้ถือครองสินทรัพย์ที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง ต่อเนื่อง ก้าวกระโดดอย่างยั่งยืน ทำให้โมเดลนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของไทย
โดยเบื้องต้นได้คัดเลือกทรัพย์สิน 5 แห่งที่ตอบโจทย์ทั้งภาคธุรกิจและการท่องเที่ยว ด้วยการรวมดิ เอ็มไพร์ และรีสอร์ตแบรนด์ระดับโลกกลุ่ม Ultra-Luxury Wellness Destination 2 แห่ง คือ บันยันทรี เกาะสมุย และ กระบี่ และอีก 2 แห่งในกลุ่ม Family & Friends Luxury Lifestyle Destination คือ มีเลีย เกาะสมุย และ พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปาไว้ด้วยกัน โดย AWR ได้เปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ลงทุนได้มีส่วนร่วมในมูลค่าและการเติบโตของจุดหมายปลายทางเหล่านี้ผ่านทรัพย์สินแบบกรรมสิทธิ์ Freehold ที่บริษัทได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องหลายปี ช่วยให้ผู้ถือหุ้น AWC ได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่เกิดขึ้นจริงของทรัพย์สินที่มีผลการดำเนินงานมั่นคงแล้ว ขณะที่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ AWR ได้รับรายได้ค่าเช่าและโอกาสการเติบโตของมูลค่าพอร์ต ควบคู่กับโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการที่ดี ภายใต้พันธกิจ ‘Building Better Future’

ปัจจุบันพอร์ตของ AWC เติบโตเป็น 62 โครงการ มูลค่าทรัพย์สินรวม (Gross Asset Value) เพิ่มขึ้นจาก 96,460 ล้านบาท ณ วันเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปี 2562 เป็น 224,100 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569
ทั้งนี้หน่วยทรัสต์จะจัดสรรให้แก่ผู้ลงทุนอย่างน้อย 72% และ AWC จะถือหน่วยทรัสต์ไม่เกิน 28% เพื่อให้ผลประโยชน์ของ AWC สอดคล้องกับผู้ถือหน่วยทรัสต์ (Alignment of Interest) รวมถึงโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการระดับมาตรฐาน โดยคณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการอิสระกว่า 60% และกรรมการอิสระได้รับการแต่งตั้งร่วมจาก Trustee เพื่อดูแลคุณค่าให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์
เปิดทรัพย์สิน 5 แห่งในพอร์ตของ AWR
ดิ เอ็มไพร์ (The Empire) อาคารสูง 58 ชั้นย่านสาทรที่พัฒนาให้ผสมผสานอาคารสำนักงานเกรดเอเข้ากับด้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ และเวลเนสไว้ในจุดหมายเดียว ด้วยพื้นที่เช่าสุทธิ 158,021 ตารางเมตร และจำนวนผู้เช่ากว่า 200 รายจากหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมอัตราการต่อสัญญาของผู้เช่าสูงถึง 99% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานรายได้ค่าเช่าในระยะยาว โดดเด่นด้วย EA Rooftop at The Empire ที่รวมร้านอาหารและไลฟ์สไตล์บนรูฟท็อปขนาดใหญ่,EA Wellness Club เวลเนสชั้นนำของกรุงเทพฯ และ Co-Living Space แห่งแรกของประเทศไทย
The Empire Residence ที่เชื่อมโยงเป็น Free Facility ให้ผู้เช่าและคอมมูนิตี้คุณภาพกว่า 25,000 คนต่อวัน นอกจากนี้ The Empire ยังได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารระดับสากล ได้แก่ LEED Gold, WELL Core Platinum และ Fitwel 2 Star
บันยันทรี เกาะสมุย (Banyan Tree Koh Samui Hotel) รีสอร์ตเวลเนสระดับอัลตราลักชัวรี ประกอบด้วยพูลวิลล่าส่วนตัว 88 หลัง ตั้งอยู่บนริมชายหาดของเกาะสมุย ทำเลบนเนินเขาที่สามารถมองเห็นอ่าวแบบพาโนรามา พร้อมชายหาดส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในสมุย โดยในช่วง 13 ปีที่ผ่านมามี RevPAR CAGR 9.6% และ EBITDA CAGR 11%
บันยันทรี กระบี่ รีสอร์ท (Banyan Tree Krabi) รีสอร์ตลักชัวรีบนหาดทับแขก ประกอบด้วย ห้องสวีทและวิลล่าวิวทะเล 72 ห้อง โดยทุกห้องมีสระว่ายน้ำส่วนตัว มอบประสบการณ์การพักผ่อนและเวลเนสระดับพรีเมียม ไฮโดรเทอราพี และร้านอาหารระดับสากล ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รีสอร์ตมี RevPAR CAGR 12.9% และ EBITDA CAGR 21.7%
มีเลีย เกาะสมุย (Meliá Koh Samui) รีสอร์ตลักชัวรีริมชายหาดเชิงมนขนาด 200 ห้องพัก ภายใต้การบริหารของ Meliá แบรนด์โรงแรมชั้นนำระดับโลก เสริมความหลากหลายของพอร์ตด้วยการเข้าถึงกลุ่มนักเดินทางคุณภาพและครอบครัวจากทั่วโลก โดดเด่นด้วย Boat Suites ที่สร้างจากเรือไม้สักแบบดั้งเดิม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมารีสอร์ตสร้าง RevPAR CAGR 23.5% และ EBITDA CAGR 22.7%
พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา (Pattaya Marriott Resort and Spa) รีสอร์ตริมชายหาดจอมเทียนขนาด 287 ห้องพัก ซึ่งได้รับการ Repositioning ใหม่ให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวแบบครอบครัวและกลุ่มเพื่อน ภายใต้แบรนด์ Marriott โดดเด่นด้วย Waterplay และกิจกรรมทางน้ำริมชายหาดส่วนตัว โดยมีฐานลูกค้าจาก Marriott Bonvoy กว่า 300 ล้านรายทั่วโลกช่วยสนับสนุนให้เกิดดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพ และการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมี RevPAR เติบโต 150% หลังเปิดดำเนินงานเพียง 1 ปี






