พีดีเฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยยอดจองสร้างบ้านครึ่งปีหลังของ 2569 มีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าครึ่งปีแรก สอดรับกับการประเมินก่อนหน้านี้ของสมาคมไทยรับสร้างบ้าน โดยผลการดำเนินงานล่าสุดของบริษัทฯ ในช่วงไตรมาส 3 ประจำปี 2569 สามารถสร้างการเติบโตอย่างโดดเด่น มียอดจองสร้างบ้านรวมภายใต้แบรนด์ “พีดีเฮ้าส์” และ “เอคิวโฮม” เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 38% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ที่ผ่านมา และขยายตัวถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

จิราภา สุวรรณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดีเฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงสำคัญในเชิงโครงสร้างกลุ่มลูกค้า โดยสัดส่วนลูกค้ากลุ่มชาวต่างชาติที่มีคู่สมรสเป็นชาวคน ขยับขึ้นมาครองสัดส่วนสูงถึง 35% ของยอดจองสร้างบ้านรวมในปี 2569 นี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานการก่อสร้าง และความไว้วางใจในการเลือกใช้บริการ เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยระยะยาวในประเทศไทย
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกสร้างบ้านกับแบรนด์ ยึดจุดแข็ง 3 ประการหลัก ได้แก่ ศูนย์รับสร้างบ้านบริการครอบคลุมทั่วประเทศ ความพร้อมของสาขาให้บริการทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ช่วยอำนวยความสะดวกในการให้บริการและการควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างได้อย่างใกล้ชิดและมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ, ตอบโจทย์กลุ่มตลาดระดับบน กลุ่มลูกค้านิยมเลือกสร้างบ้านในระดับราคาสูงและคุ้มค่า ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อแข็งแกร่งและมีความพร้อมในการลงทุนเพื่อที่อยู่อาศัยคุณภาพ และ นวัตกรรมการออกแบบบ้านเพื่อสุขภาวะและทุกวัย การพัฒนาแบบบ้านที่ให้ความสำคัญเรื่องสุขอนามัย ความปลอดภัย และการอยู่อาศัยร่วมกันของสมาชิกหลากหลายเจเนอเรชันผสานเข้ากับการสื่อสารการตลาดดิจิทัลผ่านสื่อโซเชียลที่สามารถเข้าถึงและตอบโจทย์พฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด

สำหรับทิศทางธุรกิจในไตรมาส 4 ปี 2569 บริษัทฯ ประเมินว่าความต้องการสร้างบ้านยังคงมีแรงส่งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสถานการณ์อุทกภัยและน้ำท่วมขังที่สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนในหลายพื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งอาจกลายมาเป็นตัวเร่งให้ผู้ประสบภัยหันมาพิจารณาเลือกทำเลใหม่ที่ปลอดภัยจากน้ำท่วมและตัดสินใจปลูก
นอกจากนี้บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวแบบบ้านใหม่ จำนวน 6 แบบ ภายใต้แบรนด์ พีดีเฮ้าส์ รูปแบบบ้านชั้นเดียว ที่มีฟังก์ชันครบรองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ รวมถึงผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยในระยะยาว
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี บริษัทฯ ต้องติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือ ทิศทางราคาพลังงานและต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาบ้านจำเป็นต้องปรับตัวตามสถานการณ์ต้นทุนจริงในอนาคต อันจะส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ประกอบการและภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค ทั้งนี้ พีดีเฮ้าส์ ยังคงมุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษามาตรฐานการส่งมอบบ้านที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าทุกหลัง





