ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เผยเทรนด์ Well-being กำลังเข้ามาเปลี่ยนทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยไทย สู่การพิจารณาคุณภาพชีวิต สุขภาวะ และความคุ้มค่าในระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และครอบครัวยุคใหม่ที่มองหาบ้านซึ่งตอบโจทย์ทั้งการทำงาน พักผ่อน และการใช้ชีวิตร่วมกัน ส่งผลให้การออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่ยืดหยุ่น ประหยัดพลังงาน สภาพแวดล้อมที่ดี รวมถึงพื้นที่สีเขียว กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินใจซื้อบ้าน พร้อมเดินหน้ายกระดับภายใต้แนวคิด Green Living Standard และ Hybrid Living

ชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN เปิดเผยว่า หัวใจของการพัฒนาบ้านยุคใหม่คือการออกแบบให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของผู้อยู่อาศัย เพราะความต้องการของครอบครัวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บ้านที่ดีจึงควรมีความยืดหยุ่น สามารถปรับฟังก์ชันให้รองรับทั้งคนวัยทำงาน เด็ก และผู้สูงวัยได้อย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกัน การมีพื้นที่สีเขียว แสงธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพักผ่อน ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว ลลิลฯจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบ้านที่ผสานทั้งดานความสวยงาม สะดวกสบาย และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับคุณค่าที่เหมาะสมกับการลงทุนซื้อบ้านหนึ่งหลัง
ปัจจุบันตลาดที่อยู่อาศัยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากเดิมที่ผู้บริโภคใช้ราคา ทำเล และขนาดพื้นที่เป็นเกณฑ์หลักในการเลือกซื้อบ้าน โดยปัจจัยด้านคุณภาพชีวิตและสุขภาวะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างชัดเจน บ้านจึงต้องตอบโจทย์การเป็นพื้นที่ที่ช่วยสร้างสมดุลให้กับการดำเนินชีวิต ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ ความปลอดภัย และความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งแนวคิด Well-being จึงกำลังเปลี่ยนสถานะจากคุณสมบัติเสริมของที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม สู่หนึ่งในมาตรฐานพื้นฐานที่ผู้บริโภคคาดหวังจากบ้านยุคใหม่
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนถึงนิยามใหม่ของความคุ้มค่าในการซื้อที่อยู่อาศัย โดยผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับ Value for Money ในมิติของคุณภาพชีวิตมากขึ้น จากการพิจารณาเพียงราคาซื้อขาย สู่การประเมินต้นทุนการอยู่อาศัยตลอดระยะเวลาการใช้งาน ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าบำรุงรักษา ความสะดวกสบาย และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ขณะที่ปัจจัยด้านทำเลยังคงมีความสำคัญ แต่ขอบเขตการพิจารณาขยายไปสู่คุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ความสงบ ความปลอดภัย การเข้าถึงพื้นที่สีเขียว ตลอดจนความสะดวกในการเชื่อมต่อแหล่งงานและสิ่งอำนวยความสะดวก อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการทำงานแบบ Hybrid Working และการให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance ส่งผลให้บ้านต้องรองรับกิจกรรมหลากหลายภายในพื้นที่เดียวกัน ตั้งแต่การทำงาน การพักผ่อน การออกกำลังกาย ไปจนถึงการดูแลสมาชิกต่างช่วงวัยในครอบครัว โดยเน้นการออกแบบพื้นที่ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามความต้องการและช่วงชีวิตของผู้อยู่อาศัย

สำหรับแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัย ลลิลฯ นำเอกลักษณ์สถาปัตยกรรม French Colonial Style มาผสานกับแนวคิด Green Living Standard และ Hybrid Living เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความสวยงามและประโยชน์ใช้สอย ควบคู่กับการคำนึงถึงทิศทางลมและการระบายอากาศแบบ Cross Ventilation ซึ่งช่วยเสริมความโปร่งสบายและลดการพึ่งพาพลังงานในช่วงเวลาที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการจัดสรรพื้นที่ภายในบ้านให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง ทั้งการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางภายในบ้านให้เชื่อมต่อกันอย่างเป็นสัดส่วน การเพิ่มความกว้างขวางของห้องนอนหลักและพื้นที่รับประทานอาหาร ตลอดจนการพัฒนาห้องอเนกประสงค์ชั้นล่างที่สามารถปรับเป็นห้องทำงาน ห้องนอนสำหรับผู้สูงวัย หรือพื้นที่ทำกิจกรรมของครอบครัว เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงชีวิต
อย่างไรก็ตาม ลลิลฯ ให้ความสำคัญ ภายใต้แนวคิด Green Space & Central Park โดยมุ่งพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางให้เป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อนและทำกิจกรรมร่วมกันของผู้อยู่อาศัย พร้อมให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่ต้นไม้ใหญ่เพื่อสร้างร่มเงา ลดความร้อนในบริเวณโดยรอบ และเสริมบรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติ แนวทางดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับการสร้างชุมชนที่มีคุณภาพ เนื่องจากพื้นที่ส่วนกลางสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน สนับสนุนกิจกรรมทางกาย และสร้างโอกาสในการใช้เวลาร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว สอดคล้องกับแนวคิด Well-being ที่ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และคุณภาพของสังคมที่อยู่อาศัย
ในด้านนวัตกรรม ลลิลฯ เดินหน้าประยุกต์ใช้แนวคิด Green Living Standard & ECO Innovation ผ่านการเลือกใช้วัสดุและองค์ประกอบอาคารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน รวมถึงการออกแบบระบบระบายอากาศบริเวณใต้หลังคาเพื่อลดความร้อนสะสมภายในตัวบ้าน พร้อมให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุและสีประเภท Low VOCs ซึ่งมีการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่ายในระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนคุณภาพอากาศภายในอาคาร ด้านความปลอดภัย บริษัทฯให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยภายในโครงการ ผ่านแนวคิด Double Security และระบบกล้องวงจรปิด CCTV เพื่อเสริมความอุ่นใจในการอยู่อาศัย ควบคู่กับการวางผังโครงการที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวและการใช้พื้นที่ร่วมกันอย่างเหมาะสม

สำหรับกลุ่มโครงการที่สะท้อนแนวคิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิต ประกอบด้วย บ้านลลิล The Prestige บ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม French Colonial เน้นพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางและสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่น Lanceo CRIB ที่พัฒนาภายใต้แนวคิด Hybrid Living เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของครอบครัวยุคใหม่และครอบครัวขยาย รวมถึง Lio ทาวน์โฮมที่เน้นการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า พร้อมฟังก์ชันรองรับการอยู่อาศัยสูงสุด 4 ห้องนอนในแบบบ้านที่กำหนด ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และครอบครัวเริ่มต้นที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยครบครันในระดับราคาที่เหมาะสม
ทั้งนี้ บริษัทฯ ประเมินว่า แนวคิด Well-being Home บ้านประหยัดพลังงาน และการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อการแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับต้นทุนการอยู่อาศัยตลอดอายุการใช้งาน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น





