รัฐบาลเตรียมนำมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดภาระค่าไฟฟ้า และต่อยอดสู่การขายไฟฟ้าส่วนเกินให้การไฟฟ้า สร้างรายได้ในระยะยาว โดยเบื้องต้นกำหนดกรอบระยะเวลาไว้ 20 ปี

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand Next Economy 2027 : อนาคตเศรษฐกิจไทย” ในงาน CEO Econmass Awards 2026 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในปริมาณสูง โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ ขณะที่ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่สร้างภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ
แนวคิดส่งเสริมการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาเรือน (Solar Rooftop) จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า โดยการดึงศักยภาพทรัพยากรแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศมาผลิตกระแสไฟฟ้า ณ จุดใช้จริง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการนำเข้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเพื่อการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งช่วยลดการไหลออกของเงินตราต่างประเทศและบรรเทาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด รวมถึงยังเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับมหภาค และขับเคลื่อนประเทศไปสู่โครงสร้างพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน

โดยแนวคิดดังกล่าวมุ่งแก้ไขปัญหาโครงสร้างพลังงานของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในสัดส่วนสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความผันผวนของดุลบัญชีเดินสะพัด โดยเร่งรัดการปลดล็อกศักยภาพพลังงานสะอาดภายในประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยปรับเปลี่ยนสถานะของครัวเรือนจากผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีแต่ภาระค่าใช้จ่าย ให้กลายเป็นผู้ผลิตและผู้ขายไฟฟ้า ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่หลังคาบ้านหรือพื้นที่เหมาะสมให้เป็นสินทรัพย์สร้างรายได้ โดยภาครัฐจะเป็นสนับสนุนสินเชื่ออัตราพิเศษผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มรวมถึงผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าร่วมโครงการได้โดย ไม่ต้องลงทุนเงินก้อนเอง และใช้นำรายได้จากการขายไฟฟ้ามาผ่อนชำระสินเชื่อ
ทั้งนี้ วางเป้าหมายขับเคลื่อนให้ครอบคลุม 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ พร้อมเชื่อมโยงการเติบโตและการจัดเก็บภาษีเข้าสู่ระบบผ่านตลาดทุน เบื้องต้นคาดว่าประชาชนได้รับผลประโยชน์สุทธิและการลดภาระค่าครองชีพ ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าหรือสร้างรายได้สุทธิเฉลี่ย 500 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือน โดยกำหนดสัญญารับซื้อไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของรัฐในอัตราและเงื่อนไขที่แน่นอนเป็นระยะเวลาคงที่ 10 ปี ซึ่งสร้างความมั่นใจในผลตอบแทนและการวางแผนทางการเงินของครัวเรือนในระยะยาว เบื้องต้นเตรียมนำเสนอแนวทางเชิงยุทธศาสตร์นี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 26 ตุลาคมนี้





