
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานเปิดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 50 ของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า รัฐบาลได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยกระตุ้นธุรกิจเกี่ยวเนื่องและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะเมื่อภาคอสังหาริมทรัพย์มีความมั่นคงและยั่งยืน ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืนตามไปด้วย รวมถึงกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจเกี่ยวเนื่องและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain เพราะการมีบ้านหรือที่อยู่อาศัยไม่ได้จบลงแค่การก่อสร้าง แต่ส่งผลกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น งานผู้รับเหมาก่อสร้าง การตกแต่งภายใน เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งช่วยสร้างงานและกระจายรายได้ไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อย โดยล่าสุดรัฐบาลได้ขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือ 0.01% ออกไปอีก 1 ปี ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 จนถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2570 ช่วยกระตุ้นให้เกิดการทำธุรกรรมจริง โดยส่งผลให้ยอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยเติบโตขึ้นประมาณ 17% ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา และช่วยให้สินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์กลับมาเติบโตขึ้นประมาณ 12% จากเดิมที่เคยติดลบ
นอกจากนี้ยังได้ขยายโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยและลดภาระทางการเงินของประชาชน ด้วยการเปิดตัวโครงการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ เช่น โครงการบ้านคนละหลัง พลัส อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.8% ใน 2 ปีแรก ช่วยให้ประชาชนและผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางสามารถเข้าถึงการมีบ้านของตัวเองได้ง่ายขึ้น รวมถึงส่งเสริมสินเชื่อบ้านประหยัดพลังงาน สินเชื่อสีเขียว และการติดโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายพลังงานในครัวเรือนลง และเปิดโอกาสให้ประชาชนเปลี่ยนจากผู้บริโภคมาเป็นผู้สร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าคืนเข้าระบบ ซึ่งช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าและหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งยังให้ความสำคัญกับการรับมือกับวิกฤตโลกเดือด ด้วยการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวและการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน พร้อมทั้งร่วมมือกับสถาบันการเงินภาครัฐในการออก มาตรการค้ำประกันและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีคุณภาพ
โดยการคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอโครงการ Solar ภาคประชาชน กรอบวงเงินงบประมาณ 50,000 ล้านบาท โดยใช้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 มอบหมายให้การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เร่งดำเนินการการขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการติดตั้งระบบ (Vendors) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาเชื้อเพลิงและราคาพลังงานยังคงมีความผันผวนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของประชาชน ดังนั้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตทางด้านพลังงาน รัฐบาลได้สนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างแพร่หลาย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชนลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคประชาชนตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการผลิตและใช้พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นการสนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
การติดโซลาร์เซลล์ช่วยเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจาก “ผู้บริโภค” ที่ต้องเสียค่าไฟ มาเป็น “ผู้ผลิต” ที่สามารถนำไฟฟ้าส่วนเกินจากการใช้งานขายคืนเข้าระบบได้ จึงช่วยสร้างรายได้เสริมและเพิ่มเงินในกระเป๋า นอกจาหนี้ยังช่วยสร้างรายได้ให้ผู้รับเหมาและซัพพลายเออร์รายย่อย เมื่อมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ช่วยกระตุ้นความต้องการในตลาด ส่งผลให้เกิดการสร้างงานและสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้รับเหมาติดตั้ง รวมถึงซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของพลังงานสะอาด
ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทยได้จัดทำโครงการ Solar ภาคประชาชน วงเงินรวมทั้งสิ้น 50,000ล้านบาท เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายจำนวน 1,000,000 ครัวเรือน เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยได้ให้กำหนดลงทะเบียนขอรับสิทธิ เป็นระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม 2569 – 31 มกราคม 2570 ส่วนการสำรวจสถานที่ติดตั้งและประเมินขนาดติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 และเบิกจ่ายเงินกู้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2570
ส่วนการกำหนดราคา การรับประกัน และบริการหลังการขาย ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันของผู้ให้บริการติดตั้งระบบจากการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือผู้ประกอบการติดตั้งระบบ (Vendors) ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้านครหลวง หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้แก่
- ราคาติดตั้ง :ระบบ Solar ขนาด 5 kW ราคาไม่เกิน 140,000.00 บาท
- การรับประกัน : รับประกันงานติดตั้ง 7 ปี และประกันอัคคีภัย 7 ปี
- บริการหลังการขาย : บริการล้างแผง 7 ปี ปีละ 1 ครั้ง ตามรอบการบำรุงรักษา
โดยมอบหมายให้ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร คิดค่าธรรมเนียมแบงก์การันตีไว้ต่ำมากไม่เกิน 1% ต่อปี เช่น งานติดตั้งมูลค่า 50,000 บาท จะคิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 500 บาทต่อปี และค้ำประกันโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อย (บสย)เพื่อลดอุปสรรคทางการเงินของผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเข้าถึงการวางแบงก์การันตีได้ง่ายขึ้น
ส่วนการวางเงินประกันผลงานของผู้ให้บริการติดตั้งระบบ (Bank Guarantee) ให้วาง Bank Guarantee จำนวน 50,000บาทต่องาน ระยะเวลา 6 เดือน หากไม่สามารถส่งมอบงาน ภายในระยะเวลา 6 เดือนจะถูกยึด Bank Guarantee ส่วนผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ จะต้องการวางหนังสือค้ำประกันผลงาน (Performance Guarantee) โดยผู้รับเหมาหรือผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์เซลล์จะต้องวางหนังสือค้ำประกันกับธนาคาร เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่า งานติดตั้งจะมีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน และช่วยป้องกันปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน หรือการนำอุปกรณ์ที่ไม่ได้คุณภาพมาติดตั้งให้ประชาชน โดยกำหนดระยะเวลาการค้ำประกันแบงก์การันตีไว้ที่ 6 เดือน เพื่อครอบคลุมการดำเนินงานให้การติดตั้งเสร็จสิ้นอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจได้ว่าระบบสามารถใช้งานและเชื่อมต่อได้จริง

ส่วนความหน้าของการจัดงาน มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 50 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Hall 8 ชั้น LG ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคมถึง 1พฤศจิกายน ภายใต้แนวคิด “The Future of Sustainable Living” ยกระดับสู่ Green Expo เชื่อมผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน และนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย เข้ากับผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองมากกว่าราคาและทำเล โดยรวบรวมกว่า 1,000 โครงการทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกระดับราคาและทุกทำเล พร้อมข้อเสนอพิเศษและบริการสินเชื่อภายในงาน
กอบเดช ตั้งไชยวงศ์ ประธานการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 50 กล่าวว่า งานครั้งนี้เป็นหมุดหมายสำคัญที่วงการอสังหาฯก้าวจากการแข่งขันด้านราคา ทำเล และโปรโมชั่น ไปสู่การแข่งขันด้านคุณค่าของการอยู่อาศัย หรือ Value of Living โดยนำแนวคิด Green Economy และ Sustainability มาใช้ซึ่งสิ่งที่ผู้บริโภคซื้อได้จริง เพราะความคุ้มค่าของการซื้อบ้านไม่ได้วัดจากราคาขายอย่างเดียว แต่ต้องมองต้นทุนการอยู่อาศัยตลอดอายุบ้าน ทั้งค่าไฟฟ้า การใช้พลังงาน และการดูแลรักษา
รวมทั้งแนวคิด The Future of Sustainable Living เชื่อมที่อยู่อาศัยเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่อาคารเขียว การออกแบบบ้านให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ Solar Rooftop ระบบ Smart Home และ EV Charger ไปจนถึงวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและพื้นที่สีเขียว ซึ่งเชื่อมโยงกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจโดยตรง เช่น การออกแบบให้ระบายอากาศและรับแสงธรรมชาติช่วยลดการใช้พลังงาน Solar Rooftop ช่วยลดค่าไฟระยะยาว และ Smart Home ช่วยบริหารการใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้านการขับเคลื่อน Green Economy ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคการเงิน โดยเฉพาะการสร้างโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนบ้านประหยัดพลังงาน เช่น Green Home Loan และ Green Finance ซึ่งจะช่วยขยายตลาดบ้านประหยัดพลังงานจากกลุ่มเฉพาะไปสู่ตลาดวงกว้าง งานครั้งนี้จึงรวมโครงการที่อยู่อาศัยและบริการสินเชื่อไว้ในพื้นที่เดียว เพื่อให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบทางเลือกควบคู่ไปกับความสามารถในการผ่อนชำระ





