10 ปัจจัยฉุดรั้งธุรกิจอสังหาฯปีหนู

ประเมินทิศทางตลาดที่อยู่อาศัย ปี 2563 โตท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง “วิชัย  วิรัตกพันธ์”รักษาการผู้อำนวยการ REIC เผยกำลังซื้อในตลาดยังมีอยู่ แต่ก็มีไม่มากเท่ากับ 2 ปีก่อนพร้อมคาดการณ์ตลาดขยายตัวไม่เกิน 5 % ขณะที่นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย “พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์”ให้ความเห็นอสังหาฯปีหนูคาดเดายาก ประเมินธุรกิจยัง “ทรงตัว” รอดูแรงส่งตลาดหลังโครงการ “บ้านดีมีดาวน์”มาตรการรัฐที่ออกมากระตุ้นในฝั่งของผู้ซื้อออกฤทธิ์

 

นับถอยหลังสู่ศักราชใหม่ 2563 –“ปีหนู” ผู้ประกอบการนักวิเคราะห์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างออกมาประสานเสียงถึงภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยว่า 1).มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปลายปี 2562 แต่จะมีการขยายตัวไม่มากนักโดยจะขยายตัวไม่เกิน 5% ,2).โครงการที่อยู่อาศัยใหม่จะมีการเปิดตัวต่อเนื่องจากช่วงปลายปีเพื่อรองรับมาตรการ ซึ่งคาดว่าจะมีจานวนใกล้เคียงกับยอดการเปิดตัวในปี 2562 ที่ผ่านมา ,3).ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสาคัญคืออัตราดอกเบี้ยขาลง และ มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ส่งผลให้อุปทาน (Supply)ในตลาดจะถูกทยอยดูดซับ และ 4).ในปี 2563 ผู้ประกอบการยังคงต้องให้ความสำคัญกับการบริหาร Inventory และ stock เพื่อให้ ให้อุปทานไม่ค้างอยู่ใน Stock มากเกินไป

อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี 2562 ซึ่งรวมถึงมาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย ภายใต้โครงการ “บ้านดีมีดาวน์” เพื่อเป็นการลดภาระและสนับสนุนให้ประชาชนทั่วไปมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง นับเป็นการออกมาตรการที่เกี่ยวเนื่องกับการลดภาระรายจ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นครั้งที่ 3 ในรอบปี 2562 …

ต่อโครงการ“บ้านดีมีดาวน์”นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภาครัฐสนับสนุนเงินเพื่อลดภาระการผ่อนดาวน์ 50,000 บาทต่อราย สำหรับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อเดือนหรือไม่เกิน 1,200,000 บาทต่อปี จำนวน 100,000 ราย เป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกท่ามกลางตลาดที่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลาย โครงการสนับสนุนเงินเพื่อลดภาระการผ่อนดาวน์ (Cash Back) ช่วยแบ่งเบาภาระรายจ่ายของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สำหรับผู้ซื้อที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการฯ นี้ จะเป็นกลุ่มผู้ที่กำลังจะโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยหรือกลุ่มที่มีความพร้อมทางการเงินที่กำลังตัดสินใจจะซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ ซึ่งการลดภาระการผ่อนดาวน์ (Cash Back) 50,000 บาทต่อราย จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยแต่ละรายได้อย่างน้อย 1.25% ของราคาที่อยู่อาศัยที่ 4 ล้านบาทต่อยูนิต ซึ่งผู้ซื้อที่อยู่อาศัยสามารถที่จะนำเงินมาผ่อนชำระที่อยู่อาศัยต่อไป หรือนำไปใช้จ่ายในการซื้อสินค้าตกแต่งที่อยู่อาศัย รวมถึงการนำไปใช้จ่ายเพื่อการอื่นได้

ทั้งนี้ การสนับสนุนเงินจากภาครัฐ 50,000 บาทต่อราย เป็นจำนวน 100,000 ราย จะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรง 5,000 ล้านบาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า โครงการฯ ดังกล่าวที่ออกมานับว่าเป็นผลด้านบวกต่อตลาดที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ดี เนื่องจากโครงการฯ นี้ ผู้ที่จะได้รับเงินสนับสนุนจะต้องผ่านการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะต้องขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อ ภาระหนี้ครัวเรือน ภาวะรายได้และการมีงานทำ รวมถึงคุณสมบัติต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่โครงการฯ กำหนด  กอปรกับการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยยังขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ อาทิ ราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อ รูปแบบของโครงการ และความพร้อมของผู้ซื้อ เป็นต้น

ท่ามกลางปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรวมถึงโครงการ“บ้านดีมีดาวน์” ดังกล่าวที่ออกมานี้จะเป็นผลด้านบวกต่อตลาดที่อยู่อาศัยหรือตลาดอสังหาริมทรัพย์  แต่ก็มีความท้าทายหลากหลายทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศจนกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะฉุดรั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี2563 ดังนี้

  • สถานการณ์ทางเศรษฐกิจแม้จะกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่ความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายภายในประเทศยังคงฟื้นตัวอยู่ในระดับต่ำ
  • หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง
  • ผู้บริโภคกังวลภาวะรายได้และการมีงานทำไม่กล้าซื้อบ้าน
  • สถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ Pre-finance และ Post-finance
  • ที่ดินราคาแพงและการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทำให้ต้นทุนอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาขายสูงขึ้น
  • ผลกระทบจากกลุ่มนักลงทุนที่เป็นกลุ่มลูกค้าต่างชาติและนักลงทุนในประเทศหดตัว
  • ผลกระทบมาตรการ LTV (Loan to Value)
  • การออกใบอนุญาตรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ล่าช้า
  • กฎหมายใหม่ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แม้จะเลื่อนการบังคับใช้ออกไป แต่ก็กระทบเชิงจิตวิทยาต่อตลาด ผู้บริโภคไม่กล้าที่จะซื้อที่อยู่อาศัย(บ้าน-คอนโดฯ)หลังที่สอง หรือบ้านพักตากอากาศ
  • สงครามการค้า เงินบาทแข็งค่าขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในภาวะผันผวน ซึ่งมีผลต่อตลาดส่งออกของไทย

สรุปสาระสำคัญผลวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย ไตรมาส 3-4/2562

 “ ปี 2563 ยังต้องระมัดระวังการเปิดตัวโครงการใหม่ๆที่มากจนตลาดไม่สามารถดูดซับไม่ทัน เพราะว่ากำลังซื้อในตลาดถึงแม้ยังมีอยู่ แต่ก็มีไม่มากเท่ากับ 2 ปีก่อน” ดร.วิชัย  วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์  (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวให้ความเห็น

ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้ประมาณการหน่วยเหลือขายอยู่อาศัยในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ณ สิ้นปี 2562 มีจำนวนประมาณ 149,000 ยูนิต และคาดว่า ณ สิ้นปี 2563 จะมีจำนวนประมาณ 139,000 ยูนิต ลดลงจากปี 2562 ประมาณ  6.7 %

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ยังได้ประเมินว่าจากรัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยการลดค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ และค่าจดจำนอง เหลือ 0.01 % ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2562 จนถึงสิ้นปี 2563 คาดว่าจะทำให้มีการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยที่สร้างใหม่โดยผู้ประกอบการ และจะช่วยให้อุปทานเหลือขายสะสมในตลาดถูกดูดซับออกไป จนสามารถปรับสมดุลของอุปทานเหลือขายให้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 138,720 ยูนิตได้

สำหรับทิศทางตลาดปี 2563 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์วิเคราะห์ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยโดยคาดว่าว่าจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปลายปี 2562 แต่จะมีการขยายตัวไม่มากนักโดยจะขยายตัวไม่เกิน 5 % การเปิดตัวโครงการใหม่น่าจะใหล้เคียงกับปี 2562  ส่วนด้านความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญคืออัตราดอกเบี้ยขาลง และ มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ส่งผลให้อุปทานในตลาดจะถูกทยอยดูดซับ ซึ่งภาพรวมทั่วประเทศครึ่งแรกปี 2563 คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเหลือขายประมาณ 245,371 ยูนิต

อสังหาฯปี 63 คาดเดายาก ! ลุ้นว่าจะดีได้เท่ากับปี 2562 หรือไม่ ?

ด้านนายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวให้ความเห็นถึงแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 ส่วนตัวมองว่ายังคงต้องลุ้นว่าจะดีได้เท่ากับปี 2562 หรือไม่ มาตรการรัฐที่ออกมากระตุ้นในฝั่งของผู้ซื้อ 3 ครั้งในรอบปี 2562  ยอมรับว่ามีผลต่อจิตวิทยาเชิงบวก แต่ก็ต้องรอผลลัพธ์ที่จะออกมาโดยเฉพาะโครงการ “บ้านดีมีดาวน์”ภาครัฐสนับสนุนเงิน (Cash Back) จำนวน 50,000 บาทต่อราย โดยระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – วันที่ 31 มีนาคม 2563

ส่วนมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจาก 2% เหลือ 0.01% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ และค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% ของมูลค่าจดจำนอง สำหรับผู้ซื้อที่อยู่อาศัย ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อยูนิต โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562-วันที่ 24 ธันวาคม 2563นั้น นายพรนริศ บอกว่า มาตรการนี้มีเวลาถึงสิ้นปี ผู้บริโภคยังมีเวลาตัดสินใจ “ทุกวันนี้ผู้ซื้อแทบไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายในส่วนนี้  ผู้ประกอบการออกให้ ประเด็นกลุ่มคนที่ซื้อบ้านกลุ่มนี้คือ ยื่นขอกู้แบงก์ไปแล้วจะได้รับอนุมัติหรือไม่

“อสังหาฯปี 63 คาดเดายาก ส่วนปัจจัยภายนอกเช่นส่งครามการค้าเราควบคุมไม่ได้ แต่หากเศรษฐกิจภายในประเทศดีขึ้น ระยะข้างหน้าอาจทำให้ผู้บริโภคกล้าหรือกลับมาซื้อที่อยู่อาศัย มาตรการรัฐที่ออกมาและสิ้นสุดสิ้นปี 63 จะเป็นอีกแรงส่งกระตุ้นผู้ซื้อเร่งตัดสินใจ ในทางตรงกันข้ามหากเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นอย่างที่หวัง หรือ หากประเมินแล้วอยู่ในภาวะทรงตัวก็ต้องมาดูว่ารัฐบาลจะออกมาตรการอะไรมากระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมในปี 2563นายพรนริศ กล่าวให้ความเห็นในตอนท้าย

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง