คนไทย 3 ใน 4 ต้อง ‘กู้ยืม’ หรือ ‘ใช้เงินออม’ เพื่อรับมือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจําวัน

ผลการศึกษาผู้บริโภคปี 2569 ของ Milieu จัดทําในเดือนเมษายน 2569 พบว่าผู้บริโภคชาวไทยกําลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของความระมัดระวังทางการเงิน โดย 2 ใน 3 หรือ 66% ระบุว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเองมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้นจาก 56% ในปี 2568 ขณะที่ 71% คาดว่าจะระมัดระวังเรื่อง เงินมากยิ่งขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคไม่ได้หยุดใช้จ่ายโดยสิ้นเชิง แต่กําลังเลือกใช้จ่ายอย่างรอบคอบและคุ้มค่า มากขึ้น สืบเนื่องจากแรงกดดันทางการเงินยังคงชัดเจน โดยมากกว่าครึ่งหรือ 55% ระบุว่าขาดความมั่นใจต่อสถานะ ทางการเงินของตนเองในอีก 3 เดือนข้างหน้า ขณะที่ 51% ยอมรับว่าตนเองใช้จ่ายมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 3 เดือน ก่อนหน้า การช้อปปิ้งหรือการจับจ่ายยังคงเปลี่ยนผ่านสู่ช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดย 82% ของผู้บริโภคเลือก ใช้ช่องทางดิจิทัล ขณะที่หมวดสุขภาพและการดูแลส่วนบุคคล ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่หมวดที่ผู้บริโภคยังลังเลที่จะลดค่าใช้จ่ายลง โดยในแทบทุกการตัดสินใจซื้อ “ความคุ้มค่า” กลายเป็นปัจจัยสําคัญที่สุด

การศึกษาติดตามผลครั้งใหม่ที่จัดทําขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 เผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ความระมัดระวัง ทางการเงินของผู้บริโภคในทางปฏิบัติเป็นอย่างไร และผู้บริโภคจํานวนมากต้องแลกด้วยต้นทุนทางการเงินใดบ้าง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยผู้บริโภคไทย 3 ใน 4 หรือ 77% ระบุว่า ได้พึ่งพาการกู้ยืม หรือ ดึงเงินออมมาใช้ เพื่อรับมือกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจําวันตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่มีเพียง 23% ที่ระบุว่าไม่ได้พึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติมใดๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน

ในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องหาวิธีรับมือกับค่าใช้จ่ายให้เพียงพอ 34% ระบุว่าได้ถอนเงินจากเงินออมฉุกเฉินมาใช้จ่ายกับสิ่งจําเป็นในชีวิตประจําวัน เช่น ของชํา อาหาร ค่าเดินทาง และของใช้ส่วนตัว ขณะที่บางส่วนหันไปใช้บริการหรือช่องทางการเงินอื่นประกอบด้วย 29% ใช้บริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later BNPL) 26% ใช้บัตรเครดิต 15% ยืมเงินจากครอบครัวหรือเพื่อน และ 11% ใช้แอปพลิเคชันเงินกู้ ผลการศึกษาชี้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็น เพียงการรับมือกับเหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้า แต่สะท้อนให้เห็นว่าหลายครัวเรือนกําลังพึ่งพาเครื่องมือทางการเงินเหล่านี้ มากขึ้นเพื่อบริหารค่าใช้จ่ายในการดํารงชีวิตประจําวัน

ที่น่าสนใจคือ แนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจํากัดเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยเท่านั้น โดยการใช้บริการซื้อก่อนจ่าย ทีหลัง (Buy Now, Pay Later: BNPL) พบว่าตํ่าที่สุดในกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือนที่ 14% และพบว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางและสูง ซึ่ง 48% เป็นกลุ่มผู้มีรายได้ระหว่าง 30,000 – 39,999 บาทต่อเดือน สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคหันมาใช้ทางเลือกการชําระเงินที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรักษารูปแบบ การใช้ชีวิตของตนเองขณะรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น

แรงกดดันทางการเงินไม่ได้เปลี่ยนเพียงพฤติกรรมการใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนวิธีคิดขอผู้บริโภคต่อการใช้เงินด้วย โดยผลการศึกษาติดตามผลพบว่า ผู้บริโภคไทยเกือบ 7 ใน 10 หรือ 69% ยอมรับว่าเคยคิดว่า “ชีวิตไม่แน่นอนอยู่ แล้ว ขอใช้เงินให้มีความสุขตอนนี้ดีกว่า” ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า แม้การใช้จ่ายกับสินค้าฟุ่มเฟือยชิ้นใหญ่อาจถูก เลื่อนออกไป แต่ผู้บริโภคจํานวนมากยังคงยอมให้ตัวเองใช้จ่ายกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ให้รางวัลทางใจในทันที ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเงิน

ในขณะเดียวกัน เรื่องเงินก็กลายเป็นเรื่องส่วนตัวมากขึ้นสําหรับผู้บริโภค โดยเกือบ 6 ใน 10 หรือ 59% ระบุว่าเคย ปกปิดการซื้อสินค้าหรือจํานวนเงินที่ใช้จ่ายจริงจากคู่สมรส คู่รัก หรือสมาชิกในครอบครัว ซึ่งรวมถึง 8% ที่ระบุว่าทํา เช่นนี้เป็นประจํา สะท้อนให้เห็นว่าความโปร่งใสทางการเงินในครอบครัวอาจลดลงในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน

แม้จะเผชิญความท้าทายเหล่านี้ ผู้บริโภคไทยยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่ออนาคตอย่างน่าสนใจ โดย ครึ่งหนึ่ง หรือ 50% เชื่อว่าสถานการณ์ทางการเงินของตนจะดีขึ้นในปี 2570 ขณะที่มีเพียง 22% ที่ คาดว่าสถานการณ์จะแย่ลง ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้บริโภคจะรู้สึกถึงแรงกดดันทางการเงินในวันนี้ แต่หลายคนยังเชื่อว่าสถานการณ์ทางการเงินของตนเองจะดีขึ้นในที่สุด

ยุวดี เอี่ยมสนธิทรัพย์ รองประธานฝ่ายการพาณิชย์ Milieu Thailand ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคชาวไทยระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ผลการศึกษาล่าสุดนี้เผยให้เห็นว่าผู้บริโภคจํานวนมาก กําลังทําอะไรอยู่เบื้องหลังเพื่อประคองความระมัดระวังดังกล่าว หลายคนต้องดึงเงินออมมาใช้ กู้ยืม หรือเลื่อนการ ชําระเงินออกไป เพียงเพื่อบริหารค่าใช้จ่ายในชีวิตประจําวัน ขณะเดียวกันพวกเขายังคงมองหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ และยังมีความหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น สําหรับแบรนด์แล้วการทําความเข้าใจทั้งสองด้านของเรื่องราวนี้เป็นสิ่งสําคัญ ผู้บริโภคยังคงใช้จ่าย แต่ทุกการซื้อจะถูกพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้นกว่าเดิม

ผลการศึกษาล่าสุดตอกยํ้าแนวโน้มสําคัญที่พบตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยค่าใช้จ่ายจําเป็นเช่นการซื้อของชํา (groceries) 61% และค่าสาธารณูปโภค 58% ยังคงเป็นลําดับความสําคัญสูงสุดของผู้บริโภค ขณะที่หมวดท่องเที่ยว 23% และ แฟชั่น 18% เป็นค่าใช้จ่ายกลุ่มแรกๆ ที่ผู้บริโภคเลือกปรับลดเมื่องบประมาณตึงตัว 75% ของผู้บริโภคชาวไทยมองว่าราคายังคงเป็นปัจจัยสําคัญที่สุดในการตัดสินใจซื้อของ ขณะเดียวกัน 78% ระบุว่าใช้การชําระเงินแบบไร้เงินสด

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคไทยที่ระมัดระวังค่าใช้จ่าย ไม่ใช่แค่ใช้จ่ายน้อยลงแต่กําลัง บริหารความสมดุลระหว่างค่าครองชีพที่สูงขึ้น การพึ่งพาเงินกู้ การยืมและเงินออม เพื่อเติมเต็มช่องว่างทางการเงิน การ ให้รางวัลตัวเองด้วยความสุขเล็กๆ น้อยๆ เป็นครั้งคราว และความเชื่อว่าสถานการณ์ทางการเงินที่ดีขึ้นยังรออยู่ ข้างหน้า

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin REIC sansiri SC SC ASSET ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19 โรงแรม

โพสที่เกี่ยวข้อง