คอลลิเออร์สฯหวั่นอสังหาฯกลาง-เล็กเดินหน้าต่อยาก ทุนไทย-เทศจ่อฮุบยกโครงการ

ปัจจัยลบส่งผลอสังหาฯไทยเจอวิกฤตรุมเร้า หวั่นผู้ประกอบการกลาง-เล็กไปต่อไม่ไหว หยุดพัฒนาหรือขายยกโครงการ ระบุนักลงทุนไทย-เทศจ้องฮุบซื้อโครงการทำเลศักยภาพในกทม.-หัวเมืองท่องเที่ยว  คาดเกิดมูลค่าซื้อขายกว่า 1 แสนล้านบาท  เชื่ออุปทานเหลือขายและคงค้างสต๊อก ใช้เวลาระบายอีกกว่า 25 เดือน
นายภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสแผนกวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ท่ามกลางปัจจัยลบต่างๆ มากมายที่กำลังรุมเร้าภาคอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมตั่งแต่ช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2561 ที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศว่าจะมีการปรับใช้มาตราการกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย  (Loan to Value Ratio : LTV) หลักเกณฑ์ใหม่ และประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา  รวมถึงเรื่องเกณฑ์การปรับเกณฑ์การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ และปัญหาราคาที่ดินที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง  รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศที่ถือว่าอยู่ในภาวะชะลอตัว  และล่าสุดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งล่าสุดทางการจีนสั่งปิดเมืองแล้วจำนวนมาก พร้อมออกคำสั่งห้ามบริษัทนำเที่ยวทั่วประเทศหยุดดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยว รวมทั้งหยุดการขายผลิตภัณฑ์ตั๋วเครื่องบินและโรงแรมเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าว

จากสถานการณ์ดังกล่าวค่อนข้างมีผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเทศไทยในปี 2563 เป็นอย่างมาก ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวกำลังซื้อในภาคอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมอย่างชัดเจน แม้ว่าทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดความเข้มงวดในมาตรการดังกล่าวในบางข้อลง เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด และกระตุ้นกำลังซื้อให้ตื่นตัวมากขึ้น แต่แผนกวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย คาดการณ์ว่าในปี 2563 จะยังคงเป็นอีกปีที่ยากลำบากสำหรับผู้ประกอบการในภาคอสังหาริมทรัพย์  ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงชะลอตัวการเปิดขายในส่วนของโครงการใหม่ จากข้อมูล ณ ปัจจุบัน ของแผนกวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย คาดการณ์ว่า คอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในกรุงเทพมหานครในปี 2563  จะอยู่ที่ประมาณ  35,000 – 40,000 ยูนิต เท่านั้น   เน้นนำโครงการเก่าที่เหลือขายในส่วนที่มีการก่อสร้างแล้วเสร็จมาลดราคา ซึ่งผู้ประกอบการบางรายมีการลดราคามากกว่า 30% เพื่อเป็นการระบายสต๊อกคงค้างก่อน

อีกทั้งพบว่าผู้ประกอบการบางรายมีการนำโครงการที่เคยเปิดขายในปีก่อนหน้า ทำการพรีเซลใหม่อีกครั้ง และมีการปรับลดราคาลงจากราคาที่เคยพรีเซลไปในครั้งก่อนลง นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ประกอบการบางรายมีการปรับรูปแบบโครงการใหม่ ด้วยการลดราคาลงจากที่ขายไปในช่วงก่อนหน้า ปรับลดสเปกโครงการลง เพื่อให้โครงการสามารถแข่งขันได้ในภาวะที่ตลาดยังคงชะลอตัว  และพบว่ายังมีโครงการคอนโดมิเนียมอีกหลายโครงการที่ผู้ประกอบการอยู่ระหว่างการตัดสินใจระหว่างการเดินหน้าพัฒนาโครงการต่อหรือหยุดการพัฒนาไว้ เพื่อรอให้ตลาดกลับสู่ภาวะสมดุลแล้วนำกลับมาขายใหม่ หรือขายทั้งโครงการออกไปให้กับผู้ประกอบการรายอื่นๆ หรือกลุ่มทุนที่สนใจที่จะนำไปพัฒนาต่อ ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีนักลงทุนหลายรายทั้งกลุ่มทุนรายใหญ่ในประเทศหรือกลุ่มนักลงทุนจากต่างประเทศให้ความสนใจที่จะซื้อโครงการคอนโดมิเนียม ทั้งโครงการต่อจากผู้ประกอบการที่ต้องการหยุดการพัฒนาแล้ว มีความประสงค์ที่จะขายโครงการให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาพัฒนาต่อทั้งโครงการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในพื้นที่สุขุมวิทชั้นใน สีลม สาทร รัชดาภิเษก พระราม 9 เป็นต้น และเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเช่น พัทยา ภูเก็ต เป็นต้น

“ความต้องการซื้อของกลุ่มนักลงทุนมีทั้งในรูปแบบของการซื้อทั้งโครงการ การเหมาซื้อยูนิตที่เหลือขายทั้งโครงการ หรือแม้กระทั่งการเหมายกชั้น โดยเงื่อนไขของการเข้าซื้อจะต้องเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดี ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง และที่สำคัญผู้ประกอบการที่ต้องการขายโครงการต่อ หรือขายแบบเหมายกตึกยกชั้น จะต้องปรับลดราคาลงมากกว่า 20-30% จากราคาตลาดที่มีการเสนอขายหรือขึ้นอยู่กับการตกลงร่วมกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในระดับราคาที่เป็นที่พอใจกันทั้ง 2 ฝ่าย” นายภัทรชัย กล่าว

ทั้งนี้คาดการณ์ว่า จากกรณีดังกล่าวอาจก่อให้เกิดมูลค่าการซื้อขายรวมสูงกว่า 1 แสนล้านบาทในปี 2563 นี้ ซึ่งตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ถึงช่วงครึ่งแรกปี 2563 พบว่า มีผู้ประกอบการหลายรายมีความสนใจที่จะขายโครงการแบบขายยกโครงการ หรือขายแบบเหมายกตึกยกชั้นเป็นจำนวนมาก เพื่อต้องการระบายสต๊อกที่คงค้างอยู่เป็นจำนวนมาก หรือสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่ต้องการหยุดการพัฒนาโครงการเนื่องยอดขายที่วางไว้ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ในช่วงก่อนหน้า

จากอัตราขายคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในปี2562 ที่ผ่านมา พบว่าจากอุปทานที่เปิดขายใหม่ทั้งหมด สามารถขายไปได้ประมาณ 46% ปรับลดลงจากในปีก่อนหน้า 12% โดยพบว่าผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ฯยังคงเป็นผู้เล่นหลักในตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอัตราการขายสูงกว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นว่า จากกลยุทธการตลาดและการจัดกิจกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการที่ดีและเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากกว่าของผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งพบว่าในปี 2562 ที่ผ่านมา โครงการคอนโดมิเนียมบางโครงการจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถปิดการขายในช่วงพรีเซลได้เพียงแค่ 10-15% เท่านั้น ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการบางรายจึงเกิดความลังเลใจว่าจะเดินหน้าพัฒนาโครงการต่อ หรือหยุดการพัฒนาชั่วคราว หรือประกาศขายโครงการให้ผู้ประกอบการรายใหม่หรือกลุ่มนักลงทุนเข้ามาพัฒนาโครงการต่อไป

นอกจากอัตราการขายเฉลี่ยของโครงการคอนโดมิเนียมที่ปรับลดลงกว่ามากกว่า 10% แล้วพบว่า อัตราดูดซับเฉลี่ยโดยภาพรวมของตลาดคอนโดมิเนียมก็ปรับตัวลงเช่นเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความสามารถในการขายของผู้ประกอบการช้าลง ส่งผลให้คอนโดมิเนียมที่ยังคงค้างอยู่ในตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครอีกกว่า 60,000 ยูนิต ต้องใช้เวลาในการระบายออกช้าออกไป ซึ่งแผนกวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย คาดการณ์ว่า จากอุปทานที่เหลือขายและยังคงค้างอยู่ในตลาดอาจจะต้องใช้เวลาอีกกว่า 25 เดือนในการระบายสต๊อกในส่วนนี้

 

 

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง