ไอร่า พร็อพเพอร์ตี้ ในเครือกลุ่มบริษัทไอร่าเน้นกลยุทธ์แผนการลงทุนโรดแมป 3-5 ปี ปรับองค์กร พอร์ตสินทรัพย์ ต่อยอดการลงทุนใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ โรงแรม-อาคารสำนักงาน-การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ และตั้งกอง REIT เพื่อสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มในอนาคต

เจนวิทย์ รุ่งกิจวรเสถียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไอร่า พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ภายใต้กลุ่มบริษัทไอร่า เปิดเผยว่า ปี 2568 เป็นอีกหนึ่งปีที่มีความท้าทาย และเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนทางการค้า ซึ่งส่งผลต่อแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคและผู้ใช้อาคาร ทำให้บริษัทต้องวางกลยุทธ์ปรับแผนการลงทุน ทั้งองค์กร พอร์ตสินทรัพย์ เพื่อรองรับแผนการต่อยอดธุรกิจในอีก 3–5 ปีข้างหน้า ภายใต้แผนการลงทุน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม โดยบริษัทจะพัฒนาโครงการโรงแรมในทำเลซีบีดีของกรุงเทพฯ เช่น ย่านสีลม สาทร และสามย่าน รวมทั้งเน้นความร่วมมือกับเชนโรงแรมระดับนานาชาติ ผ่านรูปแบบเช่าพื้นที่ + สัญญาบริหาร เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นทั้งในด้านผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยง
โดยโครงการแรกในพอร์ตจะเป็นโรงแรมย่านสีลมระดับ Upper Upscale มูลค่าโครงการรวมกว่า 2,300 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในช่วงการพัฒนา และคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในต้นปี 2573
ธุรกิจอาคารสำนักงาน โดยมีอาคารสปริงทาวเวอร์ เป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำคัญของไอร่า พร็อพเพอร์ตี้ ตั้งอยู่บนถนนพญาไท และในอนาคตจะมีสถานีรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าอาคารด้วย ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพพื้นที่ให้ตอบโจทย์ผู้เช่ามากขึ้น สอดรับกับแนวโน้ม Flight-to-Quality และความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของผู้เช่า
ขณะเดียวกันบริษัทได้วางแผนการปรับปรุงอาคารดังกล่าว ภายใต้แนวคิด Repositioning + ESGครอบคลุมทั้งการลงทุนในระบบอาคาร เช่น MEP, IT Infrastructure และการปรับปรุงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้รับการรับรองในระดับ Green Building Certification โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว รักษาอัตราการเช่าให้แข็งแรง และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง
นอกจากนี้ยังเตรียมความพร้อมในการตั้งกอง REIT และการเข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยตรียมปรับโครงสร้างองค์กร การบริหารการเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์ในพอร์ตให้พร้อม สู่การเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ภายในปี 2569 รวมทั้งยังมีแผนจัดตั้งกอง REIT ในปี 2576 เพื่อบริหารสินทรัพย์ระยะยาวและรองรับการเติบโตของกลุ่มอสังหาฯ

“ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ภาคธุรกิจอสังหารฯไทยจะก้าวเข้าสู่ช่วงการปรับพอร์ตเชิงกลยุทธ์ ซึ่งจะมุ่งเน้นการคัดกรองเชิงคุณภาพมากกว่าการขยายพอร์ตแบบปริมาณ ทำให้นักลงทุนต้องเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถเพิ่มมูลค่า ปรับเปลี่ยนได้ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานในอนาคต”
โดยในส่วนของตลาดสำนักงานถือว่ามีศักยภาพการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะโครงการที่สามารถปรับปรุงและอัพเกรดอาคารเก่าที่อยู่ในทำเลดีให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ESG ขณะที่ภาพรวมธุรกิจโรงแรม มองว่าในอนาคตจะมีโอกาสเลือกกลุ่มลูกค้าเฉพาะทางได้ เช่น กลุ่ม Wellness, Long-stay หรือ MICE และเน้นทำเลที่มีจุดเด่นเฉพาะตัว ส่วนภาคอุตสาหกรรมมีการเติบโตชัดเจนจากกระแส China Plus One (China+1) และการลงทุนใน Data Center ที่ได้รับการสนับสนุนจาก BOI โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ซึ่งกำลังกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดทุนต่างชาติ
อย่างไรก็ตามปัจจุบันตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯ ยังต้องเผชิญความท้าทายจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น โดยในปีนี้คาดว่าจะมีอาคารใหม่เข้าสู่ตลาดมากกว่า 500,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ ขณะที่ดีมานด์ก็เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะในกลุ่มอาคารเกรด A และอาคารที่ผ่านเกณฑ์ ESG โดยข้อมูลจาก JLL ระบุว่า 76% ของการย้ายสำนักงานในปีที่ผ่านมา เป็นการย้ายเพื่ออัปเกรด โดยผู้เช่ายอมจ่ายค่าเช่าสูงขึ้นเฉลี่ย 42 % เพื่อแลกกับคุณภาพที่ดีขึ้น ทั้งด้านระบบอาคาร ความยั่งยืน และการบริหารจัดการที่ตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่
ขณะที่อาคารที่ได้รับการรับรอง ESG สามารถเพิ่มค่าเช่าได้สูงกว่าตลาดทั่วไปถึง 26 % ในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในช่วงที่ผ่านมา กระตุ้นให้ผู้เช่าซึ่งเป็นคนไทย ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของอาคารมากขึ้น ทั้งด้านโครงสร้าง การซ่อมบำรุง และความพร้อมในการรับมือต่อสถานการณ์ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเจ้าของอาคาร ที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจเช่าพื้นที่





