กลับมาสร้างแรงกระเพิ่มในตลาดอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง สำหรับ“คีรี กาญจนพาสน์”เจ้าพ่อรถไฟฟ้าและเจ้าของโครงการธนาซิตี้ คัน ทรี คลับย่านบางนา-ตราดที่มีเนื้อที่กว่า 1,600 ไร่ หลังจากห่างหายจากการลงทุนโปรเจ็กต์ที่อยู่อาศัยไปนานกว่า 30ปี ด้วยการเปลี่ยนธุรกิจไปมุ่งเน้นการลงทุนระบบขนส่งมวลชนทางราง ภายใต้บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด เพื่อเข้าลงนามในสัญญาสัมปทานจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในการสร้างและบริหารระบบรถไฟฟ้าแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร (รถไฟฟ้าบีทีเอสสายหลัก) รวมถึงทางด่วน และรถเมล์
ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา คีรี กาญจนพาสน์ ได้ประกาศเปิดตัวโปรเจ็กต์ใหม่ภายใต้ชื่อ”บ้านชาวไทย” โดยวางงบลงทุนไว้สูงถึง 100,000 ล้านบาทภายในระยะเวลา 5ปีทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และต่างจังหวัด โดยได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์การทำอสังหาฯและระบบโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศ เพื่อมุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตด้านที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อยและคนรุ่นใหม่
โดยเน้นการแก้ปัญหาหลักอย่างภาระเงินดาวน์ที่ผู้ซื้อต้องจ่ายให้กับโครงการและการขอสินเชื่อจากธนาคารที่ยากลำบาก ด้วยการชูจุดเด่นในการเป็นบ้านที่มีราคาย่อมเยากว่าตลาดถึง 25-30% แต่ยังคงมาตรฐานการออกแบบที่ทันสมัยและใช้วัสดุคุณภาพดีจากการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกับธนาคารอาคารสงเคราะห์เพื่อกำหนดเงื่อนไขทางการเงินที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประชาชน เพื่อตอบแทนสังคมมากกว่าการมุ่งเน้นผลกำไรทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว
ฉีกรูปแบบจากการ “ขายกระดาษ” เป็นการให้ผู้ซื้อเห็นผลงานจริงก่อนตัดสินใจ

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัทบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้ต่อยอดประสบการณ์จากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า ด้วยการสร้างโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม เปิดตัวโครงการ “บ้านชาวไทย ” โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือผู้ที่ยังต้องเช่าบ้านอยู่ และประสบปัญหาไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารได้ หรือไม่มีเงินก้อนสำหรับเงินดาวน์ ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาที่ถูกกว่าในย่านเดียวกันประมาณ 25% – 30% โดยที่ยังคงคุณภาพที่ดีไว้ ด้วยการนำแนวคิดที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมดรับภาระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในระหว่างการก่อสร้างเอง เพื่อให้ผู้ซื้อไม่ต้องแบกรับภาระทั้งค่าเช่าบ้านเดิมและเงินผ่อนบ้านใหม่ไปพร้อมๆกัน
โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการ คือ ผู้ที่ยังต้องเช่าบ้านอยู่ ซึ่งคนกลุ่มนี้มักไม่สามารถซื้อบ้านได้เพราะต้องจ่ายทั้งค่าเช่าบ้านที่อยู่ปัจจุบัน และต้องผ่อนดาวน์บ้านใหม่ไปพร้อมกัน ดังนั้นการที่บริษัทเป็นผู้แบกรับภาระดอกเบี้ยในช่วงก่อสร้างแทน ทำให้ผู้ซื้อไม่มีภาระทางการเงินที่ซ้ำซ้อน และไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในการวางเงินดาวน์ ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสเข้าถึงโอกาสการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะคอนโดฯตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า
เปลี่ยนจาก “การเช่า” เป็น”ซื้อ” ได้จริง
นอกจากนี้บริษัทยังได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อจัดหาเงื่อนไขทางการเงินและข้อกำหนดต่างๆ ที่ดีที่สุดให้แก่ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิต เพราะโดยปกติกลุ่มเป้าหมายที่มีรายได้น้อยหรือคนรุ่นใหม่มักจะประสบปัญหา “ธนาคารไม่อนุมัติให้กู้” เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านศักยภาพทางการเงิน การทำงานร่วมกับ ธอส. จึงเป็นการช่วยหาทางออกเพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงระบบสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยได้ง่าย
รวมทั้งยังเน้นการออกแบบที่ทันสมัย ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่นำมาตกตแต่งห้องชุดแบบ Fully Furniched โดยร่วมมือกับสถาปนิก”รศ.ดร.เอกพงษ์ ตรีตรง” ประธานกรรมการ บริษัทไอดีล วัน จำกัด เพื่อสร้าง “หมู่บ้าน” ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน ไม่ใช่แค่คอนโดมิเนียมหรืออพาร์ตเมนต์คุณภาพต่ำ ตั้งแต่ภาพรวมของอาคารไปจนถึงรายละเอียดของพื้นที่ใช้สอย เน้นลวดลายเส้นโค้งมนที่พลิ้วไหวดุจเกลียวคลื่น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของภูเขา และสายน้ำ ได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมือง

ผมใช้เวลาคิดหลายเดือน ลงรายละเอียดตั้งแต่การเลือกใช้ที่ดินของบริษัท การออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย คัดเลือกเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงการเลือกวัสดุก่อสร้างด้วยตัวเอง พร้อมเจรจาต่อรองต้นทุนด้วย ความตั้งใจ เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะเฟอร์นเจอร์ที่นำมาใช้ตกแต่งห้องชุดทั้งหมดผมได้เดินทางไปดูเฟอร์นิเจอร์ด้วยตนเองถึง 2 ประเทศ เพื่อเลือกว่าเฟอร์นิเจอร์แบบไหนที่เหมาะสมจะนำมาใช้ในโครงการบ้านชาวไทย
เบื้องต้นบริษัทได้ตั้งงบลงทุนในการพัฒนาโครงการ “บ้านคนไทย”ไว้ที่ 100,000 ล้านบาทภายในระยะเวลา 2 ปีทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และต่างจังหวัด นำร่องเปิดตัว 2โครงการในรูปแบบคอนโดฯโลว์ไรส์ มูลค่าโครงการรวม 20,000 ล้านบาทบนที่ดินเดิมของกลุ่มธนายงตั้งอยู่บนถนนศรีนครินทร์ ใกล้รถไฟฟ้ามหานครสายนัคราพิพัฒน์ (สายสีเหลือง) และอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี รวมถึงในอนาคตมีแผนที่จะขยายโครงการไปอีกหลาย ๆ พื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่สนใจ

รังสิน กฤตลักษณ์ กรรมการบริหาร และผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ บริษัทบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงรายละเอียดขอ 2โครงการแรก ประกอบด้วย โครงการ D:CODE SRI NAKARIN ห่างจากรถไฟฟ้ามหานครสายนัคราพิพัฒน์ (สายสีเหลือง) สถานีศรีเอี่ยม (YL17) ประมาณ 300 เมตร บนพื้นที่ 42 ไร่ออกแบบเป็นคอนโดฯLow Rise สูง 8 ชั้น จำนวน 24 อาคาร มีห้องชุดพักอาศัยรวม 4,150 ยูนิต แบ่งออกเป็น 3 Type ได้แก่ ห้องชุดขนาด 30 ตารางเมตรราคาเริ่มต้น 1.86 ล้านบาท ,ขนาด45 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 2.85 ล้านบาทและ 60 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 3.78 ล้านบาท
ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างการขอรับใบอนุญาตและการอนุมัติที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ซึ่งรวมถึงใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร และการพิจารณาให้ความเห็นชอบการประเมินผลกระทบและมาตรการแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยคาดว่าจะเริ่มทยอยก่อสร้างได้ประมาณเดือนกันยายน 2569 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จช่วงปลายเดือนธันวาคม

ส่วนโครงการ D:CRAFT KHLONG LUANG จะเป็นโครงการในอนาคต ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี บนเนื้อที่ 115 ไร่ เป็นคอนโดฯโลว์ไรส์จำนวน 60 อาคาร รวม 7,500 ยูนิต แบ่งออกเป็น 3 Type ได้แก่ ห้องชุดขนาด 30 ตารางเมตรราคาเริ่มต้น 1.6 ล้านบาท,ขนาด 45 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 2.4 ล้านบาท และ 60 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 3.2 ล้านบาท
ทั้งนี้บริษัทจะเปิดให้ประชาชนได้ลงทะบเยนจองรับสิทธิ์ตั้แต่ช่วง 12.00 น.ของวันที่ 19 มกราคมเป็นต้นไป หากมีจำนวนผู้ลงทะเบียนจองสิทธิ์มากกว่าจำนวนห้องชุดที่เปิดขาย จะใช้วิธีจับสลากเพื่อคัดเลือกผู้ซื้อ โดยให้สิทธิ์คนไทย 1 ชื่อจองสิทธิ์ได้แค่ 1ยูนิตเท่านั้น รวมทั้งยังเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติจองสิทธิ์ซื้อคอนโดฯได้ตามโควต้าไม่เกิน 49%






