กรุงเทพฯ-ภูเก็ตฮับตลาด Branded Residenceตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว-การพำนักระยะยาว

CBRE ประเทศไทย ได้จัดงานสัมมนา “Thailand Real Estate Market Outlook 2026” นำเสนอภาพรวมและทิศทางของอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 ภายใต้แนวคิดการสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเนื้อหาครอบคลุมการวิเคราะห์เจาะลึกในหลายภาคส่วน ทั้งตลาดที่อยู่อาศัย ที่เน้นกลุ่มคอนโดมิเนียมระดับหรูและ Branded Residencecc และตลาดค้าปลีกคึกคักมีNew Supplyเข้าสู่ตลาดสูงสุดรอบ 10 ปี ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนในอนาคต

แนวโน้มภาพรวมตลาดอสังหาฯปี 2569

ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ถูกกำหนดภายใต้แนวคิด “การปรับสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนในสภาวะที่มีความไม่แน่นอน” เนื่องจากตลาดจะไม่ได้เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด โดยมีทั้งทรัพย์สินที่ต้องเผชิญกัแรงกดดันและกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตสูง ทำให้ผู้ประกอบการต้องเน้นการเข้าใจความเสี่ยงและเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสม

ตลาดคอนโดมิเนียมมีแนวโน้มโดดเด่นกว่าบ้านแนวราบ เนื่องจากผู้พัฒนาชะลอการเปิดโครงการใหม่ในช่วงก่อนหน้า ทำให้สินค้าคงเหลืออยู่ในระดับที่ค่อนข้างเสถียร โดยเฉพาะกลุ่ม Luxury และ Super Luxury ในย่านใจกลางเมืองที่มียอดขายสูงถึง 93% แม้อาจปรับลดลงมาอยู่ที่ 83% เนื่องจากการแข่งขันที่สูงขึ้นแต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ดี

บ้านแนวราบเผชิญความท้าทาย เพราะมีสินค้าคงเหลือสูงเกือบ 200,000 ยูนิต ทำให้ผู้พัฒนาต้องชะลอการเปิดโครงการใหม่เพื่อรอการดูดซับ นอกจากนี้ยังต้องแข่งขันกับตลาดบ้านมือสอง (Resale) และกลุ่มรับสร้างบ้านเองที่เติบโตขึ้นต่อเนื่อง

สัดส่วนผู้ซื้อต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 24% ในพอร์ตของ CBRE ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 4% นอกจากนี้ ชาวต่างชาติยังมีกำลังซื้อต่อยูนิตสูงกว่าคนไทย โดยมักเน้นโครงการในเซกเมนต์ Luxury และ Super Luxury โดยกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่ม Ultra High Net Worth (UHNW) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์ลงทุนในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาหรือออสเตรเลียมาก่อน และเริ่มหันมาขยายพอร์ตการลงทุนในไทยมากขึ้น

รองลงมาเป็นกลุ่มรัสเซีย แต่เดิมกลุ่มรัสเซียมักเน้นลงทุนในเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยาหรือภูเก็ต แต่ปัจจุบันเริ่มขยายความสนใจเข้ามาลงทุนในตลาดกรุงเทพฯ มากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยงและขยายพอร์ตการลงทุน และไต้หวัน ยังคงเป็นกลุ่มที่มีความต้องการซื้ออย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี โดยมีการสลับอันดับขึ้นลงตามช่วงเวลา ส่วนกลุ่มลูกค้าคนจีน ปัจจุบันความสนใจจากชาวจีนในพอร์ตของ CBRE อยู่ในอันดับที่ 6 ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดต่างประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ ที่ความสนใจจากชาวจีนเริ่มชะลอตัวลง

ส่วนทำเลหลักที่ชาวต่งาชาติให้ความสนใจลงทุนยังเป็นกรุงเทพฯ โดยเน้นทำเล”สุขุมวิท”มากที่สุด เนื่องจากมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนและการเดินทางสะดวก ตามมาด้วยย่าน Central CBD และสาทร ส่วนทำเลต่างจังหวัด ตลาดใหญ่ยังอยู่ที่ภูเก็ต โดยมีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์เป็นชาวต่างชาติถึง 58% ซึ่งสูงกว่าปี 2567 อย่างชัดเจน โดยมีชาวรัสเซียและญี่ปุ่นเป็นกลุ่มหลักที่ให้ความสนใจ โดยสัดส่วนการซื้อเพื่อการลงทุน (Investment) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 51% ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ส่วนใหญ่เป็นการซื้อเพื่อปล่อยเช่า เพราะชาวต่างชาติยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนตลาดเช่า โดยเฉพาะกลุ่มชาวญี่ปุ่นที่ครองอันดับหนึ่งในฐานะผู้เช่ามาอย่างยาวนาน ซึ่งปัจจัยที่ดึงดูดคือ คุณภาพของอาคารและการบริหารจัดการที่เป็นระบบ รวมถึงการมีบริการที่ตอบโจทย์ Lifestyle เช่น Branded Residences หรือโครงการที่เน้น Wellness

เทรนด์ตลาด Branded Residenceมาแรงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เฉพาะตัวและการพำนักระยะยาว

ด้านตลาด Branded Residence ในปี 2569 นี้ถูกจัดว่าเป็นเซกเมนต์ที่ “มาแรง” และน่าจับตามองอย่างมากในภาคที่อยู่อาศัย โดยมีทิศทางที่เน้น “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” และการสร้างความแตกต่างผ่านการวางตำแหน่งทางการตลาด ที่ชัดเจน ทั้งการนิยามศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า Branded Long-term Accommodation หรือ BTA ซึ่งเกิดจากความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของทั้งเจ้าของโครงการและผู้พัฒนา นอกจากนี้ยังมีการ Slow Travel Trend หรือเทรนด์การท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาวที่เกิดขึ้นหลังสถานการณ์โควิด ทำให้มีความต้องการที่พักอาศัยที่มีการบริหารจัดการโดยแบรนด์ชั้นนำเพื่อรองรับกลุ่มผู้เข้าพักระยะยาว  รวมถึง Active Lifestyle Communities จากเดิมที่เน้นการจับมือกับพันธมิตรด้านการแพทย์หรือโรงพยาบาล (Medical/Hospital) ในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นการสร้างคอมมูนิตี้ที่เน้น ไลฟ์สไตล์ที่คล่องตัว มากขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนและลดความผันผวนของตลาด

โดยโครงการไฮไลท์และแบรนด์ที่กำลังจะเปิดตัวมีโครงการระดับ Luxury และ Super Luxury หลายแห่งที่นำรูปแบบ Branded Residence มาใช้เพื่อดึงดูดกำลังซื้อจากทั้งชาวไทยและต่างชาติ เช่น โครงการ Upper House Residences และ The Wireless Residences by Upper House ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมชื่อดังจากฮ่องกงที่กำลังจะเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้,โครงการSLS Residence Z Bangkok ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 24 คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงกลางปีouh และโครงการ SC Residence: โครงการ Branded Residence จากกลุ่ม SC Asset ที่เตรียมจะเปิดตัวแบรนด์ในช่วงไตรมาสถัดไป

อย่างไรก็ตามแม้บางโครงการจะไม่ได้เป็น Branded Residence โดยตรง เช่น โครงการในกลุ่ม Aman Nai Lert แต่ก็ได้นำรูปแบบ Service เปรียบเสมือนโรงแรม เข้ามาเป็นจุดขายสำคัญเพื่อเพิ่มมูลค่า (Value-added) ให้กับที่อยู่อาศัย

ปัจจุบันตลาด Branded Residence และกลุ่ม Hospitality ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยมักจะเป็นการลงทนในรูปแบบการร่วมทุน (Joint Venture) โดยเฉพาะกับกลุ่มทุนจากเอเชียตะวันออกอย่าง “ญี่ปุ่น” และ “เกาหลีใต้” ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาโครงการรูปแบบนี้ เพราะการมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งช่วยให้โครงการสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่มีความท้าทายสูง และยังช่วยในการดึงดูดผู้ซื้อระดับ Ultra High Net Worth ที่มองหาความเชื่อมั่นในมาตรฐานการบริการ

สำหรับทำเลที่มีศักยภาพสูงสุดในการพัฒนา Branded Residence และโครงการที่พักอาศัยระดับบนที่เน้นการบริหารจัดการโดยแบรนด์ (Branded Resident/BTA) จากการวิเคราะห์ข้อมูลของ CBRE ระบุว่า มี 2 พื้นที่หลัก คือ

  • กรุงเทพฯ (ทำเลใจกลางเมือง – Downtown)ยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับการพัฒนา Branded Residence โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงและต้องการบริการมาตรฐานโรงแรม, ทำเลที่มีศักยภาพโดดเด่น ประกอบด้วย ถนนสุขุมวิท ซึ่งเป็นทำเลที่ผู้เช่าและผู้ซื้อชาวต่างชาติให้ความสนใจสูงสุด เนื่องจากมีความหลากหลายของสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่ครบถ้วน ถนนวิทยุ Central CBD และสาทร เป็นอีกทำเลที่ได้รับความนิยมอย่างสม่ำเสมอ โดยมียอดความสนใจในตลาดเช่าจากชาวต่างชาติในระดับที่ใกล้เคียงกันประมาณ 16% นอกจากนี้ยังมีโครงการใหม่ที่นำเสนอบริการเปรียบเสมือนโรงแรม (Service-led) แม้จะไม่ใช่ Branded Residence โดยตรง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ในย่านนี้
  • ภูเก็ต ถูกมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากพึ่งพาตลาดต่างชาติเป็นหลัก ขณะที่ภูเก็ตมีศักยภาพด้านการลงทุนสูง เป็นพื้นที่ที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ของต่างชาติเติบโตสูงถึง 58% ในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้าอย่างชัดเจน เนื่องจากภูเก็ตเป็นทำเลที่ดึงดูดทั้งกลุ่มที่ซื้อเพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศ (Vacation Home) และกลุ่มที่เน้นการลงทุน (Investment) โดยมีสัดส่วนการซื้อเพื่อลงทุนสูงถึง 66%

นอกเหนือจากทำเลเดิมแล้ว ยังมีแนวโน้มการพัฒนาในรูปแบบ Branded Long-term Accommodation (BTA) ซึ่งเป็นคำนิยามใหม่ที่ผู้พัฒนาโครงการให้ความสนใจอย่างมาก เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว (Slow Travel) โดยเน้นการสร้าง Active Lifestyle Communities แทนที่รูปแบบดั้งเดิมที่เน้นเฉพาะบริการด้านการแพทย์ (Medical/Hospital)

ตลาดค้าปลีกคึกคักมีNew Supplyเข้าสู่ตลาดสูงสุดรอบ 10 ปีกว่า 330,000 ตร.ม.

พื้นที่ค้าปลีก (Retail) ในปี 2569นี้ถือว่าเป็นปีที่มีความท้าทายและการแข่งขันสูง เนื่องจากจะมีอุปทานใหม่ (New Supply) เข้าสู่ตลาดสูงที่สุดในรอบ 10 ปี คาดว่าจะมีอุปทานใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 330,000 ตารางเมตร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่อยู่เพียงปีละ 200,000 ตารางเมตร ส่งผลให้อุปทานรวม ณ สิ้นปี 2569จะอยู่ที่ประมาณ 8.6 ล้านตารางเมตร

ส่วนการขยายตัวสู่พื้นที่ใหม่ส่วนใหญ่ประมาณ 75% จะตั้งอยู่นอกใจกลางเมือง ทำให้โครงการเหล่านี้ต้องพึ่งพากำลังซื้อจากตลาดในประเทศ (Domestic Market) เป็นหลัก โดยโครงการที่จะเปิดตัวในปีนี้ เช่น Central North West  ซึ่งเป็นการพัฒนาใหม่ของเซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์), The Central พหลโยธิน เฟสแรก, Cloud 11 และ Happitat at the Forestias

ด้านรูปแบบพื้นที่ค้าปลีกยุคใหม่จะเป็นรูปแบบ Mixed-Use จะไม่ใช่ห้างเดี่ยว (Stand-alone) แต่จะอยู่ในโครงการ Mixed-Use ซึ่งมีระบบนิเวศ (Ecosystem) ของตัวเอง เพื่อช่วยดึงดูดศักยภาพในพื้นที่รอบข้างให้สูงขึ้น

สำหรับแนวโน้มกลุ่มสินค้าและแบรนด์ (Brand Trends)ที่ได้รับความนิยม คือ กลุ่ม F&B ยังครองแชมป์ ทั้งกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ที่ยังคงเป็นกลุ่มที่คึกคักที่สุดในการเข้ามาเปิดแบรนด์ใหม่ในไทย คิดเป็น 58% ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มที่มาแรงในปีนี้จะเป็นกลุ่ม Health, Wellness, Beauty และ Fitness ซึ่งจะมีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาอีกพอสมควร

นอกจากนี้ยังมีแบรนด์อินเตอร์ที่เริ่มมองหาพื้นที่แบบ Unconventional Property เช่น การเช่าที่ดินเพื่อสร้างตึกเอง การรีโนเวทตึกเก่า หรือการเปิดใน Luxury Resort Destination แทนการอยู่ในห้างใหญ่เพียงอย่างเดียว รวมถึงแบรนด์ท้องถิ่น: ที่เน้นการทำ “Multiple Brands under One Roof” เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองค่าเช่า และการทำ “One Brand various concept” เพื่อสร้างประสบการณ์เฉพาะตัวให้กับแต่ละสาขา

ขณะที่ราคาค่าเช่าพื้นที่ในปีนี้ อาจจะไม่ได้เติบโตหวือหวาเหมือนช่วงก่อนโควิด เนื่องจากสภาวะอุปทานล้นตลาดและการแข่งขันจาก e-commerce ด้านผู้เช่ามีแนวโน้มต้องการขนาดพื้นที่ที่เล็กลง ทำให้โครงการมีผู้เช่าที่หลากหลายขึ้น ซึ่งอาจช่วยพยุงภาพรวมค่าเช่าของโครงการได้ แต่เจ้าของพื้นที่ยังคงต้องรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาไว้ด้วย

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง