ตลาดอสังหาฯ”ชลบุรี”ชะลอตัวหนักทั้งยอดขายและมูลค่า แนะชะลอเปิดตัวใหม่เพิ่ม

สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดชลบุรี่ช่วไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ในสภาวะ “ชะลอตัวอย่างหนัก และถือเป็นช่วง “ขาลง” (Down Sales) อย่างชัดเจน โดยเฉพาะโครงการอาคารชุดและวิลล่าเผชิญปัญหาอุปทานล้นตลาด ส่งผลให้อัตราการดูดซับต่ำลงและต้องใช้เวลาระบายสินค้านานขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนแอลงโดยเฉพาะกลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทที่มักถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ให้ข้อมูลว่าในช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่านมาจำนวนหน่วยที่ขายได้ใหม่ลดลงเกือบครึ่งอยู่ที่ 1,971 ยูนิต ลดลงถึง 44% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีก่อนหน้า ในขณะที่มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 9,308 ล้านบาท ลดลงถึง 48% โดยเฉพาะคอนโดแตะระดับต่ำสุด โดยยอดขายลดลงถึง 56% เหลือเพียง 939 ยูนิตจากเดิม 2,170 ยูนิต ส่งผลให้ผู้ประกอบการชะลอการเปิดโครงการรวมทุกประเภทลดลงเหลือ 1,622 ยูนิต ลดลง -18.2% เมื่อเทียบจากปีก่อน มูลค่ารวม 10,623 ล้านบาท ลดลง 39.7% เนื่องจากผู้ประกอบการตระหนักถึงยอดขายในมือที่ติดลบและต้องการปรับตัวตามสภาพตลาด แบ่งตามประเภทได้ ดังนี้ อาคารชุด 1,474 ยูนิตเพิ่มขึ้น 2% มูลค่ารวม 8,493 ล้านบาท บ้านจัดสรร 98 ยูนิต  มูลค่ารวม 975 ล้านบาท และวิลล่า 50 ยูนิต มูลค่ารวม 1,155 ล้านบาท

ด้านสินค้าเหลือขายและอัตราดูดซับ ปัจจุบันมีหน่วยเหลือขายในตลาดรวมกว่า 42, 812 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 21-22% แบ่งดป็นอาคารชุด 21,552 ยูนิต มูลค่ารวม 112,876 ล้านบาท,บ้านจัดสรร 20,800 ยูนิต มูลค่ารวม 85,894 ล้านบาท และวิลล่า 460 ยูนิต มูลค่ารวม 13,403 ล้านบาท

โดยมีสินค้าที่สร้างเสร็จพร้อมโอนแต่ยังขายไม่ได้ถึง 13,000 ยูนิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคอนโดฯและทาวน์เฮ้าส์ระดับราคา 1-2 ล้านบาท ขณะที่อัตราดูดซับ (Absorption Rate) ลดลงลดลงจาก 3.1% เหลือเพียง 1.5% โดยอาคารชุดลดลงหนักที่สุดเหลือ 1.4% และบ้านจัดสรรเหลือ 1.6%, ส่งผลให้ต้องใช้ระยะเวลาการขายยาวนานขึ้นจากเดิมที่เคยขายหมดภายใน 29 เดือน ปัจจุบันอาจต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นเป็น 64 เดือน หรือมากกว่า 5 ปี

สำหรับกลุ่มที่อยู่อาศัยราคา 1-3 ล้านบาทถือว่ามีความเปราะบางมากที่สุด  ซึ่งเป็นกลุ่มชั้นแรงงานและผู้มีรายได้น้อย แต่ประสบปัญหาการถูกปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารสูง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือน ทำให้มีหน่วยที่ขายไปแล้วต้องถูกตีกลับมาขายใหม่หลายรอบ

โดยในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมาจังหวัดชลบุรีมีจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ 30,308 ยูนิต ลดลง–7.6% และมีมูลค่า 76,945 ล้านบาท ลดลง –10.5% เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งมีจำนวน 32,797 ยูนิต และมูลค่า 85,983 ล้านบาท แบ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่บ้านแนวราบจำนวน 17,862 ยูนิต  มูลค่า 48,775 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ทาวน์เฮ้าส์มากที่สุดจำนวน 7,592 ยูนิต มูลค่า 13,948 ล้านบาท ส่วนอาคารชุดมีการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 12,446 ยูนิต มูลค่า 28,170 ล้านบาท

ขณะที่ Total Supply มีหน่วยเสนอขายรวม 44,783 ยูนิต เพิ่มขึ้น 15.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีมูลค่ารวมสูงถึง 221,482 ล้านบาท แบ่งเป็นอาคารชุด 22,491 ยูนิต มูลค่ารวม 117,742 ล้านบาท บ้านจัดสรร 21,817 ยูนิต มูลค่ารวม 89,971 ล้านบาท และวิลล่า 475 ยูนิต มูลค่ารวม 13,768 ล้านบาท

กลุ่มลูกค้าคนจีนหายไปกว่าครึ่ง ยอดโอนคอนโดลดกว่า 50%

ด้านตลาดลูกค้าต่างชาติจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 14% และมูลค่าลดลง 12.2%, โดเฉพาะกลุ่มลูกค้าจีนหายไปมากถึง 51% เหลือ 199 ยูนิต แต่ยังมีกลุ่มรัสเซีย,อังกฤษ,ฝรั่งเศส, เยอรมัน และออสเตรเลีย ที่มียอดโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มยุโรปและโอเชียเนียยังคงให้ความสนใจตลาดคอนโดฯในชลบุรีอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เฉลี่ยต่อหน่วยของชาวต่างชาติในไตรมาสนี้อยู่ที่ประมาณ 2.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ซึ่งอยู่ที่ 2.65 ล้านบาท โดยกลุ่มรัสเซียและยุโรปนิยมซื้อในระดับราคาที่หลากหลาย ตั้งแต่ 2-3 ล้านบาท สำหรับการอยู่อาศัยแบบครอบครัวในทำเลแนวราบ ไปจนถึงระดับ 3-7.5 ล้านบาท สำหรับคอนโดมิเนียมในทำเลท่องเที่ยวอย่างพัทยา

โดยโซนหลักที่ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ คือ  โซนพัทยานาจอมเทียน ถือเป็นตลาด “ระดับอินเตอร์” และเป็นศูนย์กลางหลักของอาคารชุดในจังหวัด แม้ยอดขายโดยรวมจะลดลง แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าต่างชาติได้หลากหลายที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มรัสเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อหลักอันดับสอง มีสัดส่วน 17% และมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสนี้ โดยพบว่าหน่วยเหลือขายส่วนใหญ่ในโซนนี้จะอยู่ในระดับราคา 3-5 ล้านบาทประมาณ 5,200 ยูนิต และ 5-7.5 ล้านบาทประมาณ 3,000 ยูนิต

โซนศรีราชา เป็นทำเลที่เน้นรองรับกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงาน โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น แม้สถิติการโอนกรรมสิทธิ์ของกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่นจะลดลงเล็กน้อยจาก 25 ยูนิตเหลือ 23ยูนิต แต่ศรีราชายังคงเป็นโซนที่มีคู่แข่งในตลาดคอนโดฯน้อย ทำให้ยังมีอัตราดูดซับที่น่าสนใจ

โซนสัตหีบอู่ตะเภา ถูกวางให้เป็น เมืองการบิน ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดชาวต่างชาติได้จำนวนมาก ทั้งกลุ่มที่เข้ามาทำงานด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานและการขยายสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดอาคารชุดในโซนนี้ และโซนห้วยใหญ่ แม้จะเน้นโครงการแนวราบเป็นหลัก แต่เป็นทำเลที่นิยมในกลุ่มชาวต่างชาติที่มีภรรยาเป็นคนไทย ที่เลือกซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงในลักษณะคนท้องถิ่น โครงการในระดับราคา 2-3 ล้านบาท ถือเป็นตลาดที่ร้อนแรงมาก โดยมีอัตราดูดซับสูงถึง 13%

โซนห้วยใหญ่มาแรงยอดขายโตก้าวกระโดดทำเลแห่งอนาคต 

สำหรับทำเลที่อยู่อาศัยที่ต้องระวังและทำเลที่มีศักยภาพ แบ่งออกเป็นโซนวิกฤต (Red Zone) ย่านนิคมพานทอง-พนัสนิคม และนิคมอมตะนคร มีอุปทานล้นตลาดอย่างหนัก ขณะที่อัตราดูดซับต่ำมาก และต้องใช้เวลาขายหมดนานถึง 7-8 ปี,รวมถึงทำเลบางแสน-หนองมน ที่ยอดขายบ้านจัดสรรลดลงแตะระดับ New Low ในรอบหลายปี

ส่วนโซนดาวรุ่งที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลคนซื้อ คือ โซนห้วยใหญ่ และ หนองปรือ-มาบประชัน เป็นทำเลที่น่าสนใจและมีความต้องการสูง โดยเฉพาะห้วยใหญ่ที่มีอัตราดูดซับสูงสุดถึง 5.9% และยอดขายเติบโตขึ้น 6 เท่าจากปีก่อน ส่วนสาเหตุที่ทำให้โซนห้วยใหญ่ กลายเป็นทำเลดาวรุ่งที่มีอัตราดูดซับ (Absorption Rate) สูงที่สุดในจังหวัดชลบุรีในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 เป็นเพราะปัจจัยหลักดังนี้

  • อัตราดูดซับสูงและระบายสต็อกได้เร็วที่สุดโซนห้วยใหญ่มีอัตราดูดซับสูงถึง 9% ซึ่งถือเป็นระดับ “ตลาดร้อนแรง” (สีเขียว) และสูงที่สุดเมื่อเทียบกับโซนอื่น ๆ, โดยคาดว่าจะสามารถขายหน่วยเหลือขายที่มีอยู่ทั้งหมดได้หมดภายในเวลาเพียง 14 เดือน เท่านั้น
  • การขยายตัวจากตัวเมืองพัทยาโดยโซนห้วยใหญ่เป็นทิศทางหลักของการ ขยายตัวของความต้องการที่อยู่จากฝั่งพัทยามาทางทิศตะวันออก ทำให้กลายเป็นทำเลใหม่ที่รองรับทั้งคนท้องถิ่นและกลุ่มแรงงานที่ขยายตัวออกมา
  • มีคู่แข่งยังน้อยในขณะที่พื้นที่อื่นมีอุปทานล้นตลาด แต่ในโซนห้วยใหญ่ยังมี หน่วยเหลือขายไม่มาก และมีผู้ประกอบการเข้าไปแข่งขันน้อยกว่าโซนนิคมอุตสาหกรรมหรือใจกลางเมือง
  • ยอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดดในไตรมาส 4 ปี 2568 โซนนี้สามารถทำขายได้ถึง 90 ยูนิต ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีเพียง 12 ยูนิตหรือเติบโตกว่า 6 เท่า โดยเฉพาะในระดับราคา   ที่มีความต้องการสูงและมีอัตราดูดซับเฉพาะกลุ่มสูงถึง 13%
  • กลุ่มลูกค้าหลากหลาย:นอกจากคนไทยในพื้นที่และกลุ่มแรงงานที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมแล้ว ยังเป็นทำเลที่เป็นที่นิยมของ ชาวต่างชาติที่มีครอบครัวเป็นคนไทย ที่เลือกมาอยู่อาศัยในโซนนี้
  • เป็นทำเลแห่งอนาคตโซนห้วยใหญ่ถูกมองว่าเป็น โซนอนาคต ร่วมกับโซนหนองปรือ-มาบประชัน เนื่องจากจะมีการพัฒนาโครงการระดับภูมิภาคอย่าง Smart Safety ของ EEC ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2569

ส่วนกลุ่มราคาสินค้าที่ขายในโซนห้วยใหญ่จะอยู่ในระดับราคา 2-3 ล้านบาท  ซึ่งมีอัตราดูดซับสูงถึง 13% สะท้อนถึงความต้องการที่เข้มแข็งในระดับราคานี้ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนและหลากหลาย รองรับทั้งคนท้องถิ่น แรงงานที่ขยายตัวออกมาจากตัวเมือง และกลุ่มชาวต่างชาติที่มีภรรยาเป็นคนไทย ซึ่งนิยมเลือกซื้อบ้านในย่านนี้เพื่ออยู่อาศัย

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง