COTTO คือผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายในประเทศไทยที่ควบคุมทุกขั้นตอนการผลิตด้วยตนเอง โดยมีฐานการผลิตกระเบื้องครบวงจร ที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของแบรนด์มาอย่างยาวนาน ปัจจุบันยังได้ขยายศักยภาพการผลิตสู่กลุ่มวัสดุอย่าง SPC และ Luxury Vinyl จาก LT By COTTO เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารต้นทุน และซัพพลายเชน ท่ามกลางการแข่งขันที่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงพึ่งพาการจัดหาวัสดุจากต่างประเทศ

ทนงชัย อัศวินชัยโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทสยามซานิทารีแวร์อินดัสทรี จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์มีสภาวะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องมาหลายปี โดยในปีนี้คาดว่าตลาดวัสดุก่อสร้างอาจจะติดลบประมาณ 10% โดยกลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือ กลุ่ม Developer หรือโครงการต่าง ๆ ที่มีการชะลอตัวลงมากที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายวัสดุก่อสร้างอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้โครงการอสังหาฯหลายแห่งเริ่มมีการประกาศชะลอการเปิดตัวโครงการออกไป
ส่วนปัจจัยลบภายนอก เกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ทำให้การดำเนินงานต่าง ๆ ไม่เป็นปกติและหยุดชะงัก ทำให้การแข่งขันจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น มีการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนเข้ามาในไทยเป็นสัดส่วนที่สูงมาก โดยเฉพาะกลุ่มกระเบื้องแผ่นใหญ่ที่มีผิวลื่น ซึ่งเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งการตลาดในหลายกลุ่มลูกค้า

ทั้งนี้แม้ตลาดในภาพรวมจะชะลอตัว แต่ยังมีบางกลุ่มสินค้าที่ยังเติบโตได้ดีและเป็นโอกาสทางธุรกิจ อาทิ สุขภัณฑ์อัตโนมัติ (Smart Toilet) ซึ่งเป็นเทรนด์ความต้องการความสะดวกสบายเพิ่มสูงขึ้นในทุกกลุ่มลูกค้า ส่วนวัสดุปูพื้น SPC เป็นสินค้าที่เติบโตในระดับเลข Double digits อย่างต่อเนื่องทั้งในปีที่ผ่านมาและปีนี้ เนื่องจากสามารถใช้ทดแทนไม้ลามิเนตได้ดีกว่าในเรื่องความทนทานต่อปลวกและน้ำ ขณะที่ความต้องการกระเบื้องแผ่นใหญ่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเพื่อลดรอยต่อระหว่างแผ่น และชอบผิวสัมผัสที่ไม่ลื่นจนเกินไป ด้านสินค้าทดแทนหินธรรมชาติ มีการใช้กระเบื้องแผ่นใหญ่ที่มีความหนา (Worktop) มาใช้แทนหินจริงในงานเคาน์เตอร์ เนื่องจากดูแลรักษาง่ายกว่าและมีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำกว่าหินธรรมชาติ
สำหรับกลยุทธ์การปรับตัวของบริษัทในปีนี้ จะเน้นการบริหารต้นทุนและกำไร แม้ยอดขายในภาพรวมอาจจะไม่เติบโตหรือติดลบเล็กน้อย แต่บริษัทจะเน้นการเพิ่มกำไรจากการลดต้นทุนหลังบ้าน เช่น การใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation)แทนการเพิ่มคน และการติดตั้งโซล่าฟาร์มเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ส่วนกลยุทธ์ของคอตโตสำหรับสินค้าสุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Sanitary Ware) และกลุ่ม SPC จะเน้นไปที่การใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างการเติบโตและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยคอตโตมองเห็นโอกาสในตลาดสินค้าสุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Sanitary Ware)เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น ทำให้ราคาจับต้องได้ง่าย จากเดิมที่สุขภัณฑ์อัตโนมัติมีราคาสูงมากประมาณ 70,000-80,000 บาท ซึ่งคอตโต้ได้ปรับแผนการพัฒนาสินค้าให้มีช่วงราคาที่กว้างขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น พร้อมการขยายฐานราคาสินค้า โดยปัจจุบันมีการเปิดตัวรุ่นที่ราคาต่ำกว่า 10,000 บาท เช่น ซีรีส์ Clear รวมถึงรุ่นระดับกลางราคาประมาณ 30,000 บาท ที่มีฟังก์ชันและดีไซน์เทียบเท่ากับสินค้าระดับไฮเอนด์ของแบรนด์อื่น,

สำหรับ COTTO BATHROOM ปีนี้จะเปิดตัว “SENSIS” สุขภัณฑ์อัตโนมัติแห่งยุค ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Kick Sensor สั่งชำระล้างด้วยเท้าแบบไร้สัมผัส โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการกลางปีนี้ และอ่างล้างหน้า “SILN Series” ที่ปฏิวัติงานดีไซน์ด้วยการซ่อนช่องระบายน้ำไว้อย่างแนบเนียน

นอกจากนี้ยังมีแผนขยายพอร์ตแบบครบวงจร โดยนำเสนอนวัตกรรมและเปิดตัวสินค้าซีรีส์ใหม่กลุ่มสินค้าสุขภัณฑ์ และเพิ่มพอร์ตกลุ่มวัสดุปิดผิวอีกประมาณ 10 ประเภทครอบคลุมตั้งแต่ Tile, Vinyl Tile (SPC), Wood, Clay Decor, Stone Décor, Worktop, Mosaic, Grout, ไปจนถึง Door & Window และ Bathroom Furniture เพื่อเจาะกลุ่มสถาปนิกและมัณฑนากรรุ่นใหม่ที่เน้นการใช้งานวัสดุปิดผิวให้สอดคล้องกับงานออกแบบของตัวเอง
โดยกลุ่ม COTTO THE SURFACE จะเป็นการนำเอาวัสดุปิดผิวทั้ง 10 ประเภทมาจัดระบบในรูปแบบ “5 CURATIONS” ภายใต้แนวคิด “REFINED / FLOW” สะท้อนการเชื่อมโยงวัสดุที่ไหลลื่นไปกับการออกแบบ โดยถ่ายทอดผ่านมุมมองของ “3 CURATORS” หรือ 3 สถาปนิกชั้นนำ ได้แก่ PHTAA, IDIN Architects และ stu/D/O Architects ที่ร่วมตีความโจทย์ในแบบของตัวเองอย่างไร้ขีดจำกัดบนพื้นที่จริง อาทิ Specialty Café (Matcha room), Wellness Space และ Bathroom and More ซึ่งนอกจากมิติของงานดีไซน์ที่สวยงามแล้ว ยังตระหนักถึงการเลือกใช้วัสดุทีดีต่อโลก สะท้อนการพัฒนาสินค้าคุณภาพที่ควบคู่กับการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
แม้ปัจจุบันสัดส่วนในตลาดจะยังไม่มากนัก แต่คอตโตเชื่อว่ามีโอกาสเติบโตสูงและสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดได้ดีขึ้นจากการปรับกลยุทธ์ด้านราคา ส่วนกลยุทธ์ด้านสินค้ากลุ่ม SPC (Stone Plastic Composite) ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Product Champion ที่ช่วยขับเคลื่อนยอดขายในปีนี้ บริษัทมีกลยุทธ์ในการใช้สินค้า SPC ทดแทนสินค้าไม้ลามิเนต เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าในด้านการกันปลวกและกันน้ำ เพราะมีพื้นฐานเป็นโพลิเมอร์
อย่างไรก็ตามในแม้ตลาดสุขภัณฑ์ในประเทศไทยจะเกิดภาวะชะลอตัว แต่บริษัทจะมุ่งเน้นเจาะตลาดในเวียดนามมากขึ้น ซึ่เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและเติบโตไม่หยุดคล้ายกับยุครุ่งเรืองของจีน ปัจจุบันมีการดำเนินการโรงงานในเวียดนามถึง 5 แห่ง ซึ่งเปิดดำเนินการมาเกือบ 10 ปีแล้วเพื่อรองรับการเติบโตทั้งในประเทศและส่งออกไปทั่วโลก โดยตลาดเวียดนามถูกยกให้เป็นตลาดหลักในการขยายตัวแทนตลาดในประเทศที่เริ่มอิ่มตัว แม้ว่าจะมีการแข่งขันที่สูงมากจากคู่แข่งท้องถิ่นกว่า 10 รายก็ตาม โดยบริษัทจะเน้นการอัปเกรดโรงงานเดิมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเปลี่ยนจากการผลิตสินค้ากลุ่ม Low-end มาเป็น High-end มากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดเวียดนามที่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและดีไซน์ดีขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ
ขณะที่ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจสินค้า ทั้งกลุ่ม COTTO BATHROOM (สุขภัณฑ์) และ COTTO THE SURFACE (วัสดุปิดผิว) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ ทำให้บริษัทครองส่วนแบ่งตลาดด้านกระเบื้องและสุขภัณฑ์มายาวนานมาจากความน่าเชื่อถือ และความใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดย COTTO มีการพัฒนาและนำเสนอสินค้าด้วยความแตกต่างด้านนวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดเวลา อาทิ สินค้ากลุ่ม SMART เช่น KLIRR Collection Smart Edition และสุขภัณฑ์อัตโนมัติที่เปิดตัวใหม่ในปีนี้อย่าง SENSIS และ SILN Series รวมทั้งสินค้ากลุ่มวัสดุปิดผิว ที่เน้นไปที่กลุ่ม HVA (High Value Added Products) ขณะเดียวกันได้ผลักดันสินค้ากลุ่ม SVP (Smart Value Products) ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าคุณภาพดีในราคาสมเหตุสมผล เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีความต้องการที่หลากหลาย พร้อมเติมเต็มมุมมองการออกแบบใหม่ๆ ท่ามกลางเทรนด์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว





