หนี้เสียบ้าน-รถ ทะลุ 5 แสนล้าน เมื่อ “สินทรัพย์” ที่สร้างความมั่นคง กำลังกลายเป็นภาระระยะยาว

ในอดีตคนไทยจำนวนไม่น้อยเติบโตมากับความเชื่อว่า “บ้าน” คือ สัญลักษณ์ของความมั่นคง “รถ” คือ ความสะดวก และ “ที่ดิน” คือ สินทรัพย์ที่ยิ่งถือไว้นานยิ่งมีมูลค่าเพิ่ม แต่ในปัจจุบันที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ค่าครองชีพสูงขึ้นต่อเนื่อง รูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า

สิ่งที่เราเป็นเจ้าของอยู่ในวันนี้
กำลังช่วยให้ชีวิตมั่นคงขึ้น
หรือกำลังทำให้ต้องแบกรับภาระมากขึ้นกว่าเดิม

เพราะบ้านไม่ได้จบแค่วันที่ซื้อ และรถไม่ได้จบแค่วันที่รับกุญแจ และสินทรัพย์จำนวนมากอาจมาพร้อมค่าใช้จ่ายต่อเนื่องที่ยาวนานกว่าที่คิด เมื่อ “บ้าน” และ “รถ” กลายเป็นต้นตอของหนี้เสียกว่า 5 แสนล้านบาท

ข้อมูลจาก บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร ในปี 2568 สะท้อนภาพที่น่ากังวลมากขึ้น โดยพบว่า จากหนี้เสียหรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทั้งระบบจำนวน 1.22 ล้านล้านบาท เป็นหนี้เสียจากสินเชื่อรถยนต์ประมาณ 2.7 แสนล้านบาท และจากสินเชื่อบ้านอีกประมาณ 2.4 แสนล้านบาท รวมเป็นมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท หรือมากกว่า 40% ของหนี้เสียทั้งหมดในระบบ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้บ้านและรถยังเป็น “สินทรัพย์หลัก” ของคนไทยจำนวนมาก แต่หากไม่วางแผนให้รอบด้านก็กลายเป็น “ภาระระยะยาว” ที่ผูกชีวิตทางการเงินไว้เช่นกัน และเมื่อรายได้สะดุด เศรษฐกิจชะลอตัว หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็น “ความมั่นคง” อาจกลายเป็นภาระที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการประคอง

บัตรเครดิต KTC ชี้มุมมอง ผ่าน 3 คำถามสำคัญ ก่อนตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ชิ้นใหญ่ การวางแผนก่อนตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่เรื่องกำลังซื้อในวันนี้ แต่คือการประเมินความสามารถทางการเงินสำหรับการดูแลภาระนั้นในระยะยาว

1. มอง “ต้นทุนทั้งหมด” ไม่ใช่แค่ราคาวันซื้อ

บ้านไม่ได้มีเพียงเงินดาวน์และค่างวด แต่ยังมีค่าส่วนกลาง ค่าซ่อม ค่าตกแต่ง ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายที่ตามมาอีกหลายปี เช่นเดียวกับรถที่ไม่ได้จบแค่ค่างวด แต่ยังรวมถึงค่าประกัน ค่าบำรุงรักษา ค่าน้ำมัน ค่าเสื่อม และค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน การประเมินต้นทุนระยะยาวให้ครบจึงสำคัญไม่แพ้ราคาซื้อในวันแรก

2. อีก 3–5 ปีข้างหน้า ชีวิตเราจะยังเหมือนเดิมหรือไม่

หากยังไม่แน่ใจว่าจะทำงานที่เดิม ใช้ชีวิตในเมืองเดิม หรือมีรูปแบบการใช้ชีวิตแบบเดิม การผูกตัวเองกับภาระระยะยาวอาจทำให้ความยืดหยุ่นของชีวิตลดลง เพราะบางครั้ง “ความพร้อมในการเปลี่ยนแปลง” อาจสำคัญพอ ๆ กับ “ความพร้อมในการซื้อ”

3. หลังจ่ายทุกอย่างแล้ว เรายังมีเงินเหลือพอหรือไม่

หนึ่งในเรื่องสำคัญที่มักถูกมองข้าม คือ “สภาพคล่องหลังผ่อน” หลังหักค่าใช้จ่ายและภาระหนี้ทั้งหมดแล้ว เรายังมีเงินพอใช้ พอเก็บ และพอรับมือเหตุไม่คาดคิดหรือไม่ หลักทั่วไปที่นักวางแผนการเงินมักแนะนำ คือ ภาระหนี้รวมไม่ควรเกินประมาณ 40% ของรายได้ และควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3–6 เดือน เพื่อให้ชีวิตยังเดินต่อได้ แม้เกิดเหตุไม่คาดฝัน

ในยุคที่การเป็นเจ้าของไม่ได้แปลว่าประสบความสำเร็จเสมอไป บ้านที่ดีอาจไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ที่สุด แต่คือบ้านที่ซื้อแล้วยังเหลือพื้นที่ให้ใช้ชีวิต รถที่ดีอาจไม่ใช่รถที่แพงที่สุด แต่คือรถที่พาเราไปถึงเป้าหมายโดยไม่ทำให้การเงินถอยหลัง เพราะท้ายที่สุดแล้วการบริหารเงินที่ดีอาจไม่ใช่การรีบเป็นเจ้าของทุกอย่างให้เร็วที่สุด แต่คือการรู้ว่า

“สินทรัพย์ชิ้นนี้ กำลังช่วยให้ชีวิตเดินไปข้างหน้า”
หรือ “กำลังทำให้ชีวิตต้องแบกรับภาระหนักเกินจำเป็น”

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง