การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสพุ่งทะยานยาวถึงปี 2573 โดยพื้นที่รอบแนวรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว และ MRT สายสีน้ำเงิน ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีการลงทุนหลัก โดยตั้งแต่ปี 2567–2573 มีโครงการมิกซ์ยูสรวมทั้งสิ้น 11 โครงการที่วางแผนจะเปิดตัว มีมูลค่ารวมกันกว่า 400,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีบิ๊กโปรเจกต์อีก 2 โครงการ มูลค่ารวม 9,000 ล้านบาท ที่มีกำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2568 ที่ผ่านมา
บริษัทคอลลิเออร์ส ประเทศไทย รายงานภาพรวมตลาดมิกซ์ยูส (Mixed-Use)ว่า โครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use) ยังเป็นหนึ่งในโครงการที่มีการเปิดตัวค่อนข้างมาก เช่น One Bangkok, Dusit Central Park หรือกลุ่มนายณ์ แอสเซทก็มีการเปิดตัวโครงการใหม่ค่อนข้างคึกคัก ส่งผลให้พื้นที่ Mixed-Use ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ในกรุงเทพฯ อยู่ที่ประมาณ 22 ล้านตารางเมตร โดย Market Share ที่เยอะที่สุดคือ อาคารสำนักงานและรีเทล คิดเป็น 34% หรือประมาณ 7 ล้านกว่าตารางเมตรสำหรับการพัฒนาโครงการใหม่ของดีเวลอปเปอร์รายใหญ่ที่เตรียมจะเปิดตัวในอนาคต มีโครงการของ BDMS ตรงหลังสวนโครงการย่านราชดำริ และบริเวณสุขุมวิท 53 ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนานาชาติเพื่อเตรียมพัฒนาเป็นโครงการ Mixed-Use ระดับ Luxury
ขณะที่ผลตอบรับ Future Supply ในกลุ่มอาคาร Mixed-Use ยังคงเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโครงการที่ Operate ไปแล้วก่อนหน้านี้อย่าง One Bangkok หรือ Dusit Central Park ได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี เช่น Dusit Central Park มีการขาย คอนโดฯแบบLeasehold ไปมากกว่าตารางเมตรละ 585,000 บาท ส่วนห้อง Penthouse อาจต้องมีการเปิดประมูล ซึ่งราคา Per Unit ทะลุไปมากกว่า 400 – 500 ล้านบาท

สำหรับโครงการมิกซ์ยูสใหม่ที่เตรียมจะเปิดตัวในปีนี้เป็นต้นไป ประกอบด้วย โครงการ Bangkok Terminal มูลค่า 26,000 ล้านบาท มีทั้งพื้นที่ค้าปลีก,โรงแรม และพื้นที่สำนักงาน คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2571,โครงการ Grand Rama 9 มูลค่า 12,000 ล้านบาท มีทั้งคอนโดฯ, สำนักงาน และค้าปลีก คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2569,โครงการDusit Central Park ประกอบด้วย ห้างค้าปลีก, คอนโดฯ,โรงแรม และสำนักงาน มูลค่า 46,000 ล้านบาท กำหนดแล้วเสร็จปี 2568-2569,One Bangkok มูลค่า 120,000 ล้านบาท ทยอยสร้างเสร็จปีตั้งแต่ 2567-2569, โครงการ Cloud 11 by MQDC มูลค่า 16,000 ล้านบาท / คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2569,โครงการBangkok Mall จะทยอยเปิดให้บริการบางส่วนในปี 2569 และโครงการ The Forestias: มูลค่า 125,000 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดปี 2569 ประกอบด้วย พื้นที่ค้าปลีก,คอนโดฯ, โรงแรม,สำนักงาน และโครงการ The Central พหลโยธิน พื้นที่ 460,000 ตารางเมตร มีทั้งคอนโดฯ โรงแรม ศูนย์การค้า และออฟฟิศ กำหนดเปิดตัวพื้นที่ศูฯญ์การค้าขนาด 1 แสนตารางเมตรในไตรมาส 1ปี 2570
เทรนด์ Super Luxury-Branded Residence มาแรง
ด้านแนวโน้มตลาด Branded Residence ปัจจุบันพื้นที่กรุงเทพฯ และภูเก็ตได้กลายเป็น Hub ของเอเชีย ในการพัฒนาโครงการ Branded Residence ที่จับมือกับแบรนด์โรงแรมระดับสากล โดยแบรนด์ล่าสุดที่มีการเปิดตัวเข้าสู่ตลาด คือ Iedro พัฒนาในชื่อครงการ Iedro Residence จังหวัดภูเก็ต ราคาต่อตารางเมตรสูงถึง 1 ล้านบาท
ส่วนตลาด Premium Markup ที่มีการนำแบรนด์โรงแรมระดับโลกเข้ามาบริหาร สามารถเพิ่ม Value หรือทำราคา Markup ได้สูงขึ้นอีก 15 – 20% จากโครงการปกติทั่วไป เพราะตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อระดับ Super High-End ที่ต้องการบริการระดับโรงแรมสากล เช่น บริการทำความสะอาด (Cleaning), บริการอาหาร (Cooking) โดยที่เจ้าของห้องไม่ต้องทำเอง อาทิ โครงการของ Banyan Tree ในภูเก็ต ที่มีการพัฒนาโครงการคอนโดฯขนาดใหญ่อยู่ด้านหลัง และมีวิลล่าจำนวน 10 ยูนิตอยู่ด้านหน้าราคาขายระดับ 300 – 500 ล้านบาท ส่วนคอนโดราคาขายประมาณ 80-90 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มผู้ซื้อยอมจ่ายค่าส่วนกลางและค่าธรรมเนียมที่สูงเพื่อแลกกับ Operator ระดับโลกที่จะเข้ามาดูแลบริการในระดับสูง
อย่างไรก็ตามตลาดกลุ่ม Super Luxury และ Branded Residence ในไทย ยังเป็นตลาดที่มีวอลลุ่มน้อยแต่ราคาสูง (High price) และบริการเป็นเลิศ (High service level) เนื่องจากประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญและทำได้ดีมากในตลาดเซกเมนต์นี้ โดยโครงการแรกๆ ที่เข้ามาบุกเบิกตลาดในภูเก็ต เช่น Amanpuri ปัจจุบันขายหมดแล้วและมีการรีเซลในราคาที่พุ่งสูงขึ้นมาก และในอนาคตอันใกล้จะมีแบรนด์ระดับ Top Tier เข้ามาเปิดตัวเพิ่มอีก เช่น โครงการในโซนกมลา รวมถึงค่ายเอพี ไทยแลนด์ก็มีกระแสข่าวว่าเตรียมพัฒนาโครงการ Branded Residence ในภูเก็ตเช่นกัน






