- แสนสิริประเมินภาพรวมอสังหาฯอยู่ในภาวะประคองตามสภาวะเศรษฐกิจขณะที่บริษัทยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้เช่นเดิมเหมือนช่วงต้นปี เพราะยังมีปัจจัยหนุนจากยอดโอนคอนโดฯที่ทยอยสร้างเสร็จและกำลังซื้อจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติในหัวเมืองท่องเที่ยว
- ตุนยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ในมือทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมรวมกัน 26,000 – 27,000 ล้านบาท จะทยอยรับรู้รายได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ไตรมาส 2 เตรียมเปิดตัวทั้งโครงการบ้านเดี่ยวและคอนโดฯรวมเกือบ 10 โครงการ
อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลังจะเน้นการประคองตัวตามสภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากยังไม่เห็นปัจจัยบวกใหม่ๆ ที่ชัดเจนเข้ามาหนุนตลาด อสังหาฯ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เติบโตล้อไปตามสภาพเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นภายในประเทศ หากเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นไม่เติบโต ภาคอสังหาฯ ก็คงไม่สามารถเติบโตได้มากนัก ทำให้บริษัทที่มีความแข็งแกร่งด้านการเงินและชื่อเสียงของแบรนด์ (Branding)ที่แข็งแกร่ง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สามารถประคองตัวผ่านสถานการณ์ในช่วงนี้ไปได้ดี
โดยบริษัทยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้เช่นเดิมเหมือนช่วงต้นปี แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ท้าทาย เพราะมีปัจจัยที่ช่วยหนุนตัวเลขผลประกอบการจากยอดโอนคอนโดมิเนียมที่ทยอยสร้างเสร็จและกำลังซื้อจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติในหัวเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและพัทยา รวมถึงการทำโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดขาย

สำหรับสาเหตุหลักที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตยังคงเติบโตได้ดีกว่าพื้นที่อื่น เป็นผลมาจากปัจจัยกำลังซื้อจากชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ยอดขายในพื้นที่นี้ยังคงรักษาประดับที่สูงไว้ได้ เพราะยังมีความต้องการอสังหาฯที่แตกต่างจากพื้นที่ทั่วไป และเป็นปัจจัยหนุนที่ช่วยให้ยอดขายในต่างจังหวัดโดยรวมดูดีขึ้น ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นภายในประเทศยังไม่เติบโตเท่าที่ควร ทำให้อสังหาฯในหลายพื้นที่ต้องอยู่ในสภาวะประคองตัว

ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ในมือทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมรวมกันประมาณ 26,000 – 27,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวเลขยอดขายรวมดูสูงขึ้นมาจากยอดโอนคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ตามกำหนด ซึ่งเป็นยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) เดิมที่สะสมไว้ เมื่อโครงการเสร็จและถึงกำหนดโอน จึงกลายเป็นรายได้จริงที่เข้ามาช่วยพยุงภาพรวม
นอกจากนี้ความสามารถในการทำยอดขายใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องประคองตัว แต่คอนโดมิเนียมยังเป็นสินค้าที่ยังขายได้อยู่ โดยมียอดขายรายสัปดาห์ (Weekly sales) อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากกลุ่มกำลังซื้อต่างชาติ ซึ่งช่วยให้ภาพรวมยอดขายยังคงเติบโตได้ดีกว่าพื้นที่อื่นๆ ในขณะที่ยอดขายบ้านแนวราบอาจต้องอาศัยการทำโปรโมชั่นอย่างหนักเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ ซึ่งบริษัทได้มีการจัดทำโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ขณะที่สินค้าของบริษัทยังคงเป็นที่ต้องการและสามารถไปต่อได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน
ส่งผลให้ผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 มีแนวโน้มดีกว่าไตรมาสแรก เป็นผลมาจากปัจจัยเกื้อหนุนหลายประการทั้งการรับรู้รายได้จากการโอนคอนโดมิเนียม โดยปัจจัยหลักมาจากยอดการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดฯที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ตามกำหนด ซึ่งเป็นการเปลี่ยน Backlogเดิมที่มีอยู่ให้กลายเป็นรายได้จริงในช่วงเวลานี้พอดี รวมถึงแรงหนุนจากตลาดต่างจังหวัดและต่างชาติมีส่วนช่วยอย่างมากในการผลักดันตัวเลขรวมให้สูงขึ้น
ส่วนแผนการเปิดตัวโครงการคอนโดฯใหม่ในช่วงที่เหลือของปี จะเน้นการประคองตามเป้าหมายเดิมให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในประเทศที่ยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ โดยบริษัทยังคงยึดเป้าหมายการเติบโตตามแผนงานเดิม ที่วางไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี ไม่ได้มีการปรับลดเป้าหมายลง โดยในช่วงไตรมาส 2 มีทั้งโครงการบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมที่เตรียมทยอยเปิดตัวรวมเกือบ 10 โครงการ
นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการขายและการโอน โดยทิศทางในช่วงที่เหลือของปีจะเน้นไปที่การผลักดันยอดโอนจาก Backlog เดิม โดยเฉพาะโครงการคอนโดฯที่สร้างเสร็จตามกำหนด เพื่อรับรู้รายได้ รวมถึงการรักษายอดขายรายสัปดาห์ (Weekly sales) ของคอนโดฯที่ปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับสูง และเน้นการโฟกัสทำเลศักยภาพอย่างเมืองท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อต่างชาติที่ช่วยพยุงยอดขายรวมได้ดี
สำหรับมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะสิ้นสุดลงในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ นายอุทัยกล่าวว่า ภาคธุรกิจคาดหวังให้รัฐบาลพิจารณาขยายระยะเวลามาตรการดังกล่าวออกไป เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่สามารถช่วยกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังต้องการเห็นมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงิน เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลางถึงล่าง หรือกลุ่ม Affordable Housing ที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านการขอสินเชื่อเนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยยังมีอยู่ แต่กลุ่มคนที่สามารถกู้ซื้อบ้านและได้ได้รับอนุมัติสินเชื่อจริง ๆ ยังมีไม่มาก โดยเฉพาะกลุ่ม Affordable เพราะสถาบันการเงินมีความกังวลเรื่องความเสี่ยงในการปล่อยกู้ จึงอยากให้ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาช่วยดูว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นตลาดได้บ้าง





