แสนสิริยกระดับความยั่งยืนให้เป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 ผ่านกลยุทธ์ “Green Framework” ที่เน้นการออกแบบที่เลือกวัสดุที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ และนวัตกรรมการก่อสร้างที่ลดขยะ ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ผู้อยู่อาศัยได้ถึง 25-30% พร้อมทั้งสร้างมาตรฐานใหม่ผ่านความร่วมมือด้าน Green Financing เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างยั่งยืน

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน EARTH JUMP 2026 Bridge to Empowered Actions ในหัวข้อ Real Estate Reset : Sustainability as the New Game Changer พลิกเกมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยความยั่งยืนว่า ตลอด 42 ปีของการดำเนินงาน แสนสิริได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยพัฒนาโครงการมาแล้วกว่า 500 โครงการ ใน 20 จังหวัดทั่วประเทศไทย มีมูลค่าสินทรัพย์รวมประมาณ 150,000 ล้านบาท ขณะเดียวกลุ่มแสนสิริได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเป็นพันธมิตรกับ UNICEF มานานกว่า 10 ปี และโครงการด้านการศึกษา รวมถึงแนวคิด Net Zero ที่มีเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ผ่านการคำนวณต้นทุนคาร์บอนล่วงหน้า 60 ปีจากการอยู่อาศัยของลูกค้า โดยใช้ “Green Framework” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบที่คำนึงถึงสภาพอากาศ ทั้งการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ และกระบวนการก่อสร้างที่ลดขยะ คาดคำนวณการปล่อยคาร์บอนโดยรวมประมาณ 2 ล้านตันต่อปี โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติจริงที่ครอบคลุมตั้งแต่การวางกลยุทธ์ภายในไปจนถึงการร่วมมือกับพันธมิตรภายนอก ประกอบด้วย
– การประเมินและวางแผนงาน (Assessment & Roadmap) แสนสิริได้เริ่มต้นด้วยการศึกษาและคำนวณการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินธุรกิจทั้งหมดในปี 2564 ซึ่งพบว่ามีการปล่อยก๊าซคาร์บอนประมาณ 2 ล้านตันต่อปี โดยคำนวณครอบคลุมทั้งกระบวนการสร้างบ้าน และการคาดการณ์การใช้พลังงานของลูกบ้านต่อเนื่องไปอีก 60 ปีข้างหน้า เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

– การดำเนินงานผ่าน 3 แกนหลัก (Green Framework)เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แสนสิริได้ปรับกระบวนการทำงานผ่าน 3 ส่วน คือ Green Design ออกแบบบ้านให้สอดคล้องกับสภาพอากาศเมืองร้อน เพื่อลดการใช้พลังงาน เช่น การจัดทิศทางลมเพื่อระบายความร้อน การเลือกใช้วัสดุที่ไม่สะสมความร้อน และการนำ Universal Design มาใช้เพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้อยู่อาศัย,Green Constructionใช้เทคโนโลยี Precast จากโรงงานของบริษัท ซึ่งช่วยลดขยะจากการก่อสร้าง (Waste) จากเดิม 10% เหลือเพียง 1-2% และผนัง Precast ยังช่วยป้องกันความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ตัวบ้านได้ดีกว่าการก่อสร้างทั่วไป,Green Procurement คัดเลือกวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Material) และไม่มีสารพิษเช่น Low VOCs) โดยกำหนดเป็นเงื่อนไขในการจัดซื้อจัดจ้าง
– การสร้างความร่วมมือกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Collaboration) แสนสิริให้ความสำคัญกับการดึงพันธมิตรและคู่ค้ากว่า 4,000 ราย ตั้งแต่ผู้รับเหมาไปจนถึงผู้ผลิตวัสดุ ทั้งการยกระดับคู่ค้าไปจนถึงการจัดสัมมนาและให้ความรู้แก่คู่ค้า โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs เพื่อให้เติบโตไปพร้อมกับเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทและการคัดเลือกคู่ค้า โดยให้ความสำคัญกับคู่ค้าที่มีแนวคิด Green Supply Chain ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 โดยมีการจัดสัมมนาให้ความรู้และเปลี่ยนทิศทางการดำเนินธุรกิจร่วมกัน เช่น โครงการ “บ้านคาร์บอนต่ำ” ที่ร่วมมือกับ 18 พันธมิตร เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และระบบรีไซเคิลน้ำ ซึ่งสามารถลดคาร์บอนได้ถึง 80% เมื่อเทียบกับบ้านปกติ

– การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Innovation) มาปรับใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและลดการใช้พลังงาน นวัตกรรมที่ช่วยลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การติดตั้ง EV Charger ในคอนโดมิเนียมเป็นรายแรกๆ การติดตั้งเครื่องกรองอากาศที่ทำให้บ้านเป็น Positive Pressure เพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 และการใช้พลังงานสะอาดผ่าน Solar Cell ในโครงการต่างๆ พร้อมระบบแบตเตอรี่ เพื่อกักเก็บพลังงานไว้ใช้ภายในบ้าน ช่วยลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากฟอสซิล การจัดการทรัพยากรหมุนเวียน ด้วยการติดตั้งระบบ รีไซเคิลน้ำ (Water Recycle) ภายในโครงการเพื่อนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเลือกใช้วัสดุสีเขียวมาใช้ในการก่อสร้างที่ลดการปล่อยสารพิษ เช่น วัสดุที่มีสาร Low VOCs เพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้อยู่อาศัยและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้เทคโนโลยี Precast โดยใช้ผนังคอนกรีตสำเร็จรูปจากโรงงานของตนเอง ซึ่งช่วยลดขยะ (Waste) จากการก่อสร้างจากเดิม 10% เหลือเพียง 1-2% นอกจากนี้ผนัง Precast ยังมีคุณสมบัติป้องกันความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ตัวบ้านได้ดีกว่าการก่อสร้างทั่วไป
– การใช้เครื่องมือทางการเงินสีเขียว (Green Financing) โดยแสนสิริได้ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยในการทำ Green Financing และออก Green Bond เพื่อระดมทุนมาพัฒนาโครงการที่ผ่านเกณฑ์ Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการวัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการวัดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission Intensity) ต่อตารางเมตรต่อปี และต้องมีผู้ตรวจสอบอิสระ (Auditor) เข้ามา Verify ตัวเลขเพื่อความโปร่งใส โดยมี 6 โครงการตัวอย่างที่ผ่านเกณฑ์สีเขียว และได้รับวงเงินกู้เพื่อความยั่งยืน รวมถึงความสำเร็จของหุ้นกู้สีเขียวมูลค่า 1,000 ล้านบาทที่จำหน่ายหมดในเวลารวดเร็ว โดยในปี 2569 นี้บริษัทได้กำหนดเพดานการปล่อยคาร์บอนที่ 60 kg/sqm/year และจะลดลงเหลือ 50 kg/sqm/year ในปี 2574





