ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี’69 ตามแรงหนุนจากมาตรการรัฐ-ภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะคงประมาณการ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 2.0% แต่มองว่าจีดีพีน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่ไม่ลดลงเร็ว จะทำให้เงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นต่อ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 3.1% ขณะที่ กนง.น่าจะรอติดตามสถานการณ์และเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ส่วนทิศทางค่าเงินบาท อาจอ่อนค่าลงจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย ปิดสิ้นปี 2569 ที่ 32.80 บาท จากประมาณ 32.50-32.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในปัจจุบัน

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2569 และทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในไตรมาส 3/2569 จากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ ในขณะที่ความเสี่ยงเศรษฐกิจยังอยู่ที่ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ แม้ความขัดแย้งอิหร่านจะได้ข้อยุติ แต่ราคาพลังงานโลกยังคงไม่ลดลงเร็วมากนัก ทำให้การส่งผ่านต้นทุนราคาผู้ผลิตไปยังตะกร้าสินค้าผู้บริโภคจะยังคงมีต่อเนื่อง โดยจะยังเห็นเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวสูงสุดในไตรมาส 3-4 ของปี

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ มีทิศทางที่ดีขึ้นจากการบรรลุข้อตกลงเบื้องต้น ซึ่งส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นในตลาดโลกโดยเฉพาะประเด็นการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุส อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความไม่แน่นอนที่ต้องติดตามในระยะ 60 วันข้างหน้า แม้ราคาจะย่อตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่มีการประเมินว่าจะไม่กลับไปอยู่ที่ระดับ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเหมือนช่วงก่อนสงคราม ส่งผลกระทบต่อไทย ด้านราคาพลังงานที่ยังคงสูงกว่าในอดีตจะเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งปีหลัง

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยรายไตรมาสในปีนี้มีลักษณะการฟื้นตัวที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา เช่น ไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานสูงอย่างเต็มที่ ขณะที่มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐยังเข้ามาไม่ถึงในช่วงต้นไตรมาส, ไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจได้รับแรงหนุนสูงสุดจากมาตรการภาครัฐ (เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส) ซึ่งจะช่วยประคองการบริโภคภายในประเทศ และไตรมาสที่ 4 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปัจจัยลบด้านภัยแล้ง และการส่งออกที่คาดว่าจะลดความร้อนแรงลง รวมถึงเป็นช่วงที่ผู้ผลิตจะเริ่มทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า (Inflation Pass-through) ทำให้เงินเฟ้อมีโอกาสเร่งตัวขึ้นสูงสุดในช่วงไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4

การส่งออกของไทยในครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดีกว่าที่คาด แต่มีแนวโน้มจะเผชิญความท้าทายในครึ่งปีหลัง โดยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ขยายตัวถึง 20% และคาดว่าครึ่งปีแรกจะโตได้ในระดับ Double Digit ที่ประมาณ 14% ซึ่งมีปัจจัยหนุนในการส่งออกสินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์ AI ไปยังตลาดสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวได้ดี

ด้าน เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบภาคธุรกิจชัดเจนขึ้น แม้มีสัญญาณบวกแต่กว่าสถานการณ์จะเป็นปกติยังต้องใช้เวลา โดยการผลิตสินค้าส่วนใหญ่จะแผ่วลง (YoY) หลักๆ จากการแบกรับต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีที่สูงขึ้น ผลจากภาษีสหรัฐฯ และการแข่งขันกับสินค้านำเข้า ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) หดตัวเป็นปีที่ 4 ที่ -0.5% ขณะเดียวกัน การปรับลดเที่ยวบินที่ยังเกิดขึ้น จะกระทบธุรกิจท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ก่อนที่การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกจะช่วยหนุนการฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้าย โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านคน แม้ยังมีโอกาสเพิ่มได้ แต่ยังต่ำกว่าระดับ 33 ล้านคนในปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากจีน อาจไม่พอชดเชยตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลส่วนใหญ่ที่ลดลง

ภาคการผลิตเผชิญกับปัจจัยผสมผสานทั้งบวกและลบ แต่โดยรวมยังมีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งปัจจัยบวกและโอกาสการบริโภคภายในประเทศ เช่นโครงการหรือกิจกรรมที่กระตุ้นการใช้จ่ายช่วยหนุนกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงเทคโนโลยี และ AI ที่เป็นปัจจัยหนุนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตบางหมวด ส่วนนโยบายรัฐบาลจากพ.ร.ก. เงินกู้ 2.2 แสนล้านบาท (อยู่ระหว่างติดตามรายละเอียด) คาดว่าจะส่งผลบวกต่อกลุ่มรถยนต์ โซลาร์เซลล์ และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนปัจจัยลบและความเสี่ยงยังมีข้อพิพาททางการค้า จากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราภาษีประมาณ 12.5% โดยจะมีการเจรจาในไตรมาสที่ 3 และภาคการผลิตไทยยังคงได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันของสินค้าต่างชาติที่เข้ามาตีตลาด ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ ปิโตรเลียม, เคมีภัณฑ์, สิ่งทอ และวัสดุก่อสร้าง

สภาวะและแนวโน้มภาคบริการและการท่องเที่ยวยังมีความเปราะบางสูงและเผชิญกับสภาวะการหดตัวในหลายตลาดหลัก จากสถิตินักท่องเที่ยว ในช่วง 13 วันแรกของเดือนมิถุนายน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัวในระดับเลขสองหลัก (Double Digit) หลังจากที่เคยชะลอตัวไปในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน ส่วนอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ปรับตัวลดลงในช่วงไตรมาสที่ 2 และผลสำรวจจากสมาคมโรงแรมไทยระบุว่าแนวโน้มในไตรมาสที่ 3 ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน และข้อจำกัดด้านการบิน โดยแผนการบินล่วงหน้าในไตรมาสที่ 3 ลดลงในตลาดหลัก เช่น จีน อินเดีย เกาหลี และญี่ปุ่น แม้จะเริ่มมีการเปิดเส้นทางบินตรงในบางประเทศเพิ่มขึ้นบ้าง

สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของไทยในหลายมิติ เช่น ราคาวัตถุดิบและโภคภัณฑ์ยังคงค้างอยู่ในระดับสูง แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเริ่มย่อตัวลง แต่ราคาวัตถุดิบโภคภัณฑ์ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมหลายรายการยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม ยังส่งผลให้ราคาวัตถุดิบมีความหนืด คือไม่ปรับลดลงเร็วอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้ภาคธุรกิจต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงต่อเนื่องนานกว่าปกติ ส่วนด้านอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือกลุ่มที่ได้รับแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมปิโตรเลียม, เคมีภัณฑ์, สิ่งทอ และวัสดุก่อสร้าง นอกเหนือจากปัจจัยในตะวันออกกลางแล้ว ยังมีเรื่องมาตรการห้ามส่งออกวัตถุดิบของจีน เช่น ซัลเฟอร์ (กำมะถัน) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในหลายอุตสาหกรรมรวมถึงอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาเป็นตัวกดดันต้นทุนเพิ่มเติมในขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย และต้นทุนที่สูงขึ้นนี้เป็นปัจจัยหลักที่ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจให้ลดลงแตะระดับที่แย่ที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี และส่งผลให้ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มหดตัวลง 0.5% ในปีนี้ ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

ขณะที่ ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสฟื้นตัวอย่างจำกัด โดยแม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะปรับตัวเลขประมาณการสินเชื่อทั้งปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัว -0.7% มาเป็นการขยายตัวเล็กน้อยที่ราว 0.5% แต่ก็เป็นการสะท้อนแรงส่งจากการเติบโตของสินเชื่อที่ขับเคลื่อนจากสินเชื่อภาครัฐ และธุรกิจรายใหญ่ มากกว่ารายย่อย นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องติดตามเพิ่มเติมสำหรับภาคธุรกิจ ได้แก่ ต้นทุนการระดมทุนที่ยังมีแนวโน้มทรงตัวสูง และประเด็นความสำเร็จในการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ ตลอดจนปัญหาเอ็นพีแอลของระบบธนาคารไทยที่ปัจจุบันอาศัยการปรับโครงสร้างหนี้และบริหารจัดการหนี้เชิงรุกในการประคองภาพรวมเอ็นพีแอลไม่ให้ถดถอยลงเร็ว

ทิศทางนโยบายดอกเบี้ย คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% จนถึงสิ้นปี แม้จะมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัว แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ระยะกลางถึงยาวมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการระดมทุนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่

ตลาดยังมีความต้องการสินทรัพย์คุณภาพสูง (Flight to Quality) ธุรกิจที่มีเรตติ้งดีสามารถระดมทุนได้ด้วยต้นทุนต่ำ ในขณะที่ธุรกิจที่ต่ำกว่าระดับ Investment Grade หรือ Non-rated ประสบความสำเร็จในการระดมทุนเพียง 50-60% เท่านั้น ส่วนการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก ระดับ NPL ของไทยทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งเป็นผลมาจากการผลักดันการปรับโครงสร้างหนี้อย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อธุรกิจที่มีแนวโน้มการปรับโครงสร้างหนี้สูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026

นอกจากนี้ สินเชื่อโตแบบกระจุกตัว  มีการปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของสินเชื่อรวมเป็น 0.5% แต่การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ (Large Corporate) และการกู้ยืมของภาครัฐเป็นหลัก ในขณะที่สินเชื่อ SME และรายย่อย (บ้านและรถ) ยังคงหดตัว

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ไว้ที่ 2% โดยปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงผลกระทบจากการส่งผ่านต้นทุนการผลิตที่จะมีต่ออัตราเงินเฟ้อในช่วงปลายปี

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin REIC sansiri SC SC ASSET ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง