แสนสิริจัดฟอรัม “Green Up 2026” รับกติกาใหม่ Thailand Taxonomyสู่โรดแมป Net Zero

บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) จัดฟอรัมใหญ่แห่งปี “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future” เพื่อขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ คู่ค้า และพันธมิตรใน Green Ecosystem ร่วมเปลี่ยนผ่านสู่แนวปฏิบัติการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) พร้อมรับมือกับเกณฑ์มาตรฐานใหม่อย่าง Thailand Taxonomy และร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยในปี 2569 นี้ แสนสิริได้ยกระดับแนวคิดสู่ “TOWARDS A REGENERATIVE FUTURE” ทำหน้าที่เป็น Fast Mover & Connector หรือผู้ขับเคลื่อนและเชื่อมโยงบทสนทนาระหว่างภาคส่วนต่างๆ เนื่องจากความยั่งยืนไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยองค์กรเพียงแห่งเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวร่วมกันทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ (Scope 3)

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริได้ดำเนินนโยบายด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยฝังแนวคิดดังกล่าวลงไปในกระบวนการคิดและการออกแบบ (Sansiri Sustainable Design) มายาวนานก่อนที่เกณฑ์ภาครัฐจะประกาศใช้ ผ่านการขับเคลื่อนกลยุทธ์ 3 Green Framework ประกอบด้วย Green Procurement, Green Construction, Green Architecture & Design พร้อมเดินหน้า Supply Chain ร่วมกับคู่ค้ากว่า 4,000 ราย เพื่อเริ่มสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่รากฐานห่วงโซ่อุปทาน  เพื่อรองรับเกณฑ์มาตรฐาน Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ที่ได้ประกาศขยายขอบเขตครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเกณฑ์มาตรฐานใหม่นี้เข้ามาทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเร่ง’ และ ‘ตัวรับรอง’ สิ่งที่แสนสิริขับเคลื่อนอยู่แล้วให้มีมาตรฐานระดับสากลและวัดผลได้เชิงประจักษ์ยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะการที่แสนสิริเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯรายแรกที่นำ Emission Intensity หรือความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตรที่สอดคล้องกับเส้นทางการลดคาร์บอนของประเทศ (Decarbonization Pathway) มาใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ซึ่งได้รับการรับรองโดย Bureau Veritas (บูโร เวอริทัส) องค์กรตรวจสอบมาตรฐานระดับสากล สิ่งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นขั้นสูงสุดให้นักลงทุนและสถาบันการเงินระดับโลก

ขณะเดียวกันแสนสิริไม่ได้มองเกณฑ์ข้อบังคับนี้เป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance) เท่านั้น แต่ยกระดับสู่การเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) อย่างเต็มรูปแบบใน 2 มิติหลัก คือ

  • ด้านต้นทุนทางการเงิน: ในสภาวการณ์ที่เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกหลั่งไหลสู่โครงการสีเขียว การเข้าถึงเกณฑ์ Thailand Taxonomy ได้ก่อน ทำให้แสนสิริสามารถเข้าถึงแหล่งทุน จัดหาเงินกู้สีเขียว (Green Loan) และออกหุ้นกู้สีเขียว (Green Bond) ได้ก่อนในอุตสาหกรรม ส่งผลให้การบริหารกระแสเงินสดมีประสิทธิภาพสูงสุด สะท้อนจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง อาทิ การเป็นรายแรกที่ได้รับอนุมัติวงเงิน Green Loan มูลค่า 4,000 ล้านบาท และการออก Green Bond รายแรกในกลุ่มที่อยู่อาศัย เพื่อระดมทุนไปพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำโดยเฉพาะ รวมถึงการพัฒนา Sansiri Sustainable Home Prototype ในปี 2568 ที่ผ่านมา
  • ด้านเทรนด์ผู้บริโภค เนื่องจากกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับบ้านและคอนโดฯที่ยั่งยืนและคุ้มค่า การที่โครงการของแสนสิริผ่านเกณฑ์ Taxonomy คือการันตีด้วยมาตรฐานระดับประเทศว่า คอนโดโครงการนี้สามารถประหยัดพลังงานได้จริง 25–35% ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นนามธรรม ให้กลายเป็นการลดค่าใช้จ่ายและประหยัดเงินในกระเป๋าของลูกบ้านได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับแผนการดำเนินงานนับจากนี้ แสนสิริพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการในปี 2569 ทั้งในรูปแบบ Wellness Community และโครงการ Biodiversity Flagship ทั้งแนวราบและแนวสูง ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่เป็น Fast Mover และ Connector ในการนำทัพพันธมิตรใน Ecosystem ทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SME ให้เรียนรู้ ปรับตัวไปพร้อมกัน

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวว่า ปัจจุบัน ESG ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกหรือเรื่องของ CSR อีกต่อไป แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน ทำให้นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศหันมาใช้เกณฑ์ความยั่งยืนเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจจัดสรรเงินทุน (Capital Allocation) โดยมาตรฐาน Thailand Taxonomy จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสำคัญ จากกรอบนโยบายระดับสากลสู่การดำเนินธุรกิจและตัดสินใจลงทุนในบริบทประเทศไทยอย่างโปร่งใสและน่าเชื่อถือ

ทั้งนี้การลงทุนในปัจจุบันต้องมองไกลกว่าผลกำไรระยะสั้น โดยเฉพาะการดึงดูดนักลงทุนสถาบันต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ESG เป็นเงื่อนไขหลักในการตัดสินใจลงทุน นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือระหว่างพันธมิตรภาคเอกชนในการเป็นต้นแบบด้าน Supply Chain ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการปรับตัวสู่ Net Zero โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดการใช้กระดาษในกระบวนการต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับแนวทางการปรับตัวสู่ความยั่งยืนของตลาดทุนไทยและ ESG ครอบคลุมทั้งในด้านวิสัยทัศน์ การบริหารความเสี่ยง และความร่วมมือในทุกภาคส่วน ประกอบด้วย การเปลี่ยนมุมมองจากการทำกำไรระยะสั้นสู่ความยั่งยืนระยะยาว โดยตลาดทุนไทยต้องปรับมุมมองจากการเน้นผลประกอบการระยะสั้น (Investment Horizon 5-8 ปี) ไปสู่การสร้างความยั่งยืนในระดับ 20-30 ปี ซึ่งเปรียบเสมือนการ “ปลูกต้นไม้จากเมล็ด” เพื่อให้ร่มเงาแก่คนรุ่นหลัง แม้ผลตอบแทนอาจไม่ปรากฏในงบการเงินทันที แต่เป็นเรื่องสำคัญต่ออนาคตของเศรษฐกิจ

ดังนั้นหากประเทศไทยไม่มีการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk)และไม่มีการปรับตัวภายในปี 2048 คาดว่า GDP ของไทยอาจลดลงถึง 40% เพราะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยอุตสาหกรรมหลักที่มีความเสี่ยงมากที่สุด คือ ธุรกิจการท่องเที่ยวและเกษตรกรรม ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Top 20 ของประเทศที่มีดัชนีความเสี่ยงระดับโลก (Climate Risk Index) ดังนั้นหากไม่มีแผนรองรับที่ดีอันดับความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้น โดยในอดีตไทยเคยตกไปอยู่ในกลุ่ม Top 10 มาแล้ว

ขณะที่การตอบสนองต่อความต้องการของนักลงทุนสถาบันโลก ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันต่างประเทศให้ความสำคัญกับ ESG อย่างมาก โดยหลายแห่งมีเงื่อนไขว่าหากบริษัทไม่มีแผนหรือมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เหมาะสม จะไม่สามารถเข้าลงทุนได้เลย ดังนั้นการมี “ESG Story” ที่ชัดเจนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน

ส่วนกลไกสนับสนุนจากภาครัฐและตลาดหลักทรัพย์ฯ รัฐบาลได้สนับสนุนการยกระดับบริษัทจดทะเบียนผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ เพื่อพัฒนาตนเองให้มีมาตรฐาน ESG โดยธนาคารมีเครื่องมือทางการเงินในการสนับสนุนการออก Green Bond หรือตราสารหนี้สีเขียว เพื่อระดมทุนสำหรับโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาแอปพลิเคชัน “WiSET” เพื่อลดการใช้กระดาษในกระบวนการของตลาดทุน เช่น รายงานประจำปีและเอกสารภาษี ซึ่งช่วยลดการตัดต้นไม้ได้มหาศาล

นอกจากนี้การยกระดับมาตรฐานและการวัดผล Thai Taxonomy ด้วยการกำหนดเกณฑ์ที่เป็นสากลและร่วมมือกับพันธมิตรใน Supply Chain เพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน โดยการวัดผลมาตรฐาน Scope 3 ส่งผลกระทบต่อธุรกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านต้นทุนและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในอนาคตธุรกิจไทยต้องยกระดับการวัดผลไปสู่มาตรฐาน Scope 3 ซึ่งเป็นการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้ง Supply Chain ความท้าทายคือบริษัทขนาดใหญ่จะต้องลงไปตรวจสอบและสนับสนุนให้คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงบริษัทขนาดเล็กต้องมีการวัดผลที่เหมาะสมและเชื่อถือได้ด้วย

ทั้งนี้ธนาคารได้เตรียมความพร้อมในการวัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดสายโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะบริษัทที่ส่งออกไปยุโรป เพื่อรองรับมาตรการด้านคาร์บอนข้ามพรมแดน รวมทั้ง Data Verification ที่เน้นการสร้างฐานข้อมูลด้านความยั่งยืนที่เชื่อถือได้และตรวจสอบได้ (Verified Data)

หากมาตรการเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ในระยะสั้นหรือเริ่มทำในสัปดาห์หน้าแล้วจะเสร็จทันที แต่ต้องอาศัยการวางแผนอย่างต่อเนื่อง และการสะสมความรู้เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตและการวัดผลให้สอดคล้องกับเกณฑ์สากล หากบริษัทไม่มีแผนงานหรือมาตรฐานที่เหมาะสมรองรับมาตรการเหล่านี้ นักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่มีข้อกำหนดด้าน ESG อย่างเข้มงวดอาจ ไม่สามารถเข้าลงทุนในบริษัทนั้นได้เลย

ดังนั้นมาตรการเหล่านี้จึงเปลี่ยนจาก “เรื่องของสิ่งแวดล้อม” มาเป็น “ขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ” (Competitive Advantage) หากธุรกิจไทยปรับตัวได้เร็วและมีระบบการวัดผลที่ดีกว่าประเทศคู่แข่ง ก็จะลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสในการดึงดูดนักลงทุนได้มากขึ้น

ส่วนเป้าหมาย Net Zero ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโดย SBTi (Science Based Targets initiative) โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่เพียงแต่กำหนดเป้าหมายเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ด้วยตนเองเท่านั้น แต่ยังใช้กระบวนการขอรับรองจาก SBTi เป็นเครื่องมือในการ “เรียนรู้มาตรฐานการวัดผล” ระดับสากลเพื่อนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติจริงไปสื่อสารและถ่ายทอดให้กับบริษัทจดทะเบียน รวมถึงพันธมิตรในสายโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้สามารถปรับตัวตามได้ รวมทั้งการลดการใช้กระดาษ (Digital Transformation) คือการใช้กระดาษจำนวนมหาศาลสำหรับเอกสารทางภาษี รายงานประจำปี และใบแจ้งปันผล โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากอาจต้องตัดต้นไม้ถึงปีละ “หมื่นถึงแสนต้น” เพื่อผลิตกระดาษเหล่านี้

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  ภาคการเงินเปรียบเสมือน Engine หรือเครื่องยนต์ที่ช่วยเพิ่มอัตราเร่งให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้เร็วขึ้น ซึ่งสถาบันการเงินกำลังปรับเปลี่ยนกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ โดยนำเกณฑ์ Thailand Taxonomy มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินโครงการ ดังนั้นองค์กรที่ปรับตัวสู่ความยั่งยืนก่อน จะทำได้เปรียบในการเข้าถึงเงินทุน (Green Financing) และช่วยลดความเสี่ยงทางการค้าจากมาตรการคาร์บอนระดับสากลในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยธนาคารกสิกรไทยจะทำทำหน้าที่เป็นตัวกลางการเปลี่ยนผ่าน (Transition Enabler) ที่ช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจทั้งในด้านความรู้ การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และการสนับสนุน ผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียว ที่มีนวัตกรรม เช่น การลดดอกเบี้ยตามตัวชี้วัดความยั่งยืน ซึ่งกลุ่มแสนสิริ ถือเป็นหนึ่งในผู้นำภาคอสังหาฯรายแรกที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เข้มงวดตามหลัก Taxonomy ของไทย โดยแนวคิดเรื่อง ESG (Environmental, Social, and Governance) ได้เปลี่ยนแปลงจากการเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) หรือแต้มต่อในอดีต เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนในระดับสากล  โดย CSR ได้สร้างกติกาใหม่ของโลกและการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

ในระยะแรกหลายคนอาจมองว่าเรื่องความยั่งยืนหรือ ESG เป็นเพียงเรื่องของ CSR หรือเป็นโบนัสพิเศษ แต่ในปัจจุบันโลกกำลังก้าวเข้าสู่ “ระเบียบและกติกาใหม่” ที่บริษัทซึ่งทำสำเร็จจะกลายเป็นผู้ชนะ โดยสามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว

ทั้งนี้นักลงทุนทั่วโลกไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นเพียง CSR อีกต่อไป แต่มองเป็นเรื่องของผลตอบแทนและความเชื่อมั่น ว่าบริษัทจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เห็นได้จากตัวเลขการเติบโตของตลาด ESG Bond ทั่วโลกมีอัตราการเติบโตสะสม (Cumulative Growth) เฉลี่ยถึง 303% ต่อปี โดยมีมูลค่ารวมประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการลงทุนจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง BlackRock มีการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนสูงถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเติบโต 8 เท่าใน 5 ปี และ Goldman Sachs มีเป้าหมายการลงทุนที่ 750,000 ล้านดอลลาร์ โดยกลุ่มนักลงทุนกลุ่มนี้จะมองหาบริษัทที่มีแผนงานและเป้าหมาย ESG ที่ชัดเจนเพื่อเข้าลงทุน สำหรับประเทศไทยตลาดนี้กำลังเติบโต คาดการณ์ว่าในปี 2568 จะมีมูลค่าประมาณ 28,000 ล้านบาท

ด้านสถาบันการเงินได้ออกผลิตภัณฑ์ที่จูงใจให้ธุรกิจปรับตัวผ่าน Sustainable Finance ในรูปแบบต่างๆ เช่น Sustainability-linked Loans/Bonds เป็นผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับดัชนีความยั่งยืนหรือเป้าหมาย KPI หรือเรียกว่า SPT – Sustainable Performance Targets ดังนั้นหากบริษัทสามารถทำตามเกณฑ์ที่กำหนดได้จะได้รับ “ส่วนลดดอกเบี้ย” เช่น กรณีของ Indorama หรือ GC นอกจากนี้ยังมี Carbon Credit Linkage นวัตกรรมหุ้นกู้ที่แถมคาร์บอนเครดิต เช่น BCPG เพื่อให้นักลงทุนสถาบันนำไปหักลบการปล่อยคาร์บอนของตนเองหรือนำไปเทรดในตลาดได้

สำหรับบทบาทของธนาคารในฐานะ “Transition Enabler” ปัจจุบันธนาคารไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผู้ให้สินเชื่อ (Financial Provider) แต่เป็น “ผู้ช่วยในการเปลี่ยนผ่าน” (Transition Enabler) โดยมีกระบวนการสนับสนุนธุรกิจในการให้ความรู้ (Awareness) สร้างความเข้าใจเรื่องกฎระเบียบใหม่ๆ,การวัดผล (Footprint Measurement) เพื่อช่วยธุรกิจวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอนของตนเอง,การวางแผน (Action Plan) สนับสนุนการหาเทคโนโลยีและเครื่องมือเพื่อลดคาร์บอน,การให้เงินทุน (Funding) คือการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจแบบเดิม (Brown) ไปสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นอกจากนี้เพื่อป้องกันการ “ฟอกเขียว” (Greenwashing) ธนาคารจึงมีการนำเกณฑ์มาตรฐานอย่าง Taxonomy มาใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการตรวจสอบว่าโครงการนั้นๆ เป็นสีเขียวตัวจริงหรือไม่ เช่น การตรวจสอบผ่านใบรับรองอาคารเขียว (Green Building Certificate) หรือเกณฑ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เข้มงวดขึ้นตามระยะเวลา

Sustainability-linked Loans (SLLs) คือนวัตกรรมทางการเงินในกลุ่ม Sustainable Finance ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมี Thailand Taxonomy เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยป้องกันการฟอกเขียว (Greenwashing) หรือการที่ธุรกิจสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแต่ในความเป็นจริงยังไม่ได้ปรับปรุงกระบวนการอย่างแท้จริง โดยมีกลไกในการตรวจสอบและคัดกรอง ทำให้ธนาคารสามารถใช้เป็นบรรทัดฐานในการตรวจสอบว่าธุรกิจที่มาขอสินเชื่อนั้นเป็นธุรกิจสีเขียวตัวจริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่การ “เคลือบสีเขียว” ไว้ภายนอกเหมือนช็อกโกแลต M&M แต่ภายในยังเป็นสีน้ำตาลอยู่

ทั้งนี้ธนาคารได้กำหนดเกณฑ์ชี้วัดที่ชัดเจน (Technical Criteria เช่น  ในภาคอสังหาริมทรัพย์ Taxonomy จะใช้ “2 เกม” หรือ 2 เกณฑ์หลักในการตัดสินคือ:Green Building Certificate ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานอาคารเขียวตามเกณฑ์ที่กำหนด และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas) มีการกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตรต่อปีที่ชัดเจน เช่น หากจะผ่านเกณฑ์ในปี 2568  คอนโดมิเนียมต้องปล่อยก๊าซไม่เกิน 61.94 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

เกณฑ์ของ Taxonomy จะมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อเร่งให้ธุรกิจปรับตัวให้ทันกับเป้าหมาย Net Zero ในอนาคต การมีตัวเลขและปีที่กำหนดเป้าหมายชัดเจนทำใหยากต่อการแอบอ้างผลงานเกินจริง ดังนั้นการคัดกรองเพื่อการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน (Transition)จะช่วยให้ธนาคารแยกแยะได้ระหว่างธุรกิจที่กำลังพยายามเปลี่ยนจาก “สีน้ำตาล” เป็น “สีเขียว” (Transition) กับธุรกิจที่ฟอกเขียว

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin REIC sansiri SC SC ASSET ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง