- แอสเสท เวิรด์ คอร์ป โชว์ยอดรายได้รวมไตรมาส 2 อยู่ที่ 5,502 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% กำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% สะท้อนความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจที่มีรายได้จากกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ และกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล
- กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการทำรายได้สูงสุด 2,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% และ EBITDA 742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.7% สะท้อนการฟื้นตัวของโรงแรมในกรุงเทพฯ และการเติบโตของรีสอร์ทระดับลักชัวรีและโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ขณะที่กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลมีรายได้ 2,517 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% และ EBITDA 2,137 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.2% รับแรงขับเคลื่อนจาก AWC’s Lifestyle Destination
- เดินหน้าจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อต่อยอดแพลตฟอร์มการเติบโตระยะยาว เบื้องต้นคาดว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่จะจำหน่ายให้กอง REIT จะอยู่ภายในวงเงินไม่เกิน 50,000 ล้านบาท
วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทแอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 5,502 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% และมีกำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% ทั้งนี้กำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) อยู่ที่ 2,850 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% ได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของผลการดำเนินงานในทั้งสองกลุ่มธุรกิจหลัก โดยกลุ่มโรงแรมและการบริการได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของกลุ่มโรงแรมในกรุงเทพฯ ควบคู่กับผลการดำเนินงานของกลุ่มรีสอร์ทระดับลักชัวรีและโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวสำคัญนอกกรุงเทพฯ พร้อมกับการบริหารจัดการต้นทุนอยู่มีประสิทธิภาพ ขณะที่กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลมีผลการดำเนินงานโดดเด่น ทั้งธุรกิจศูนย์การค้าและอาคารสำนักงาน สะท้อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพของพอร์ตธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียล ภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy
โดยกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการฟื้นตัวรับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวคุณภาพ รีสอร์ทระดับลักชัวรีและโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ โดยบริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าคุณภาพ ส่งผลให้ในไตรมาส 2/2569 กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการมีรายได้ 2,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เติบโตอย่างโดดเด่นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในหลายพื้นที่ อาทิ พัทยามี RevPAR เติบโตสูงถึง 169% จากผลการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่องของสองโรงแรมใหม่ที่เปิดดำเนินการในปี 2568 และเชียงใหม่มี RevPAR เติบโต 31% ขณะที่เกาะสมุยยังดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องโดยมี RevPAR เติบโต 10%

ส่งผลให้รายได้จากทรัพย์สินที่เปิดดำเนินงานตามปกติเพิ่มขึ้น 7.4% ขณะที่ EBITDA ของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการอยู่ที่ 742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.7% ซึ่งเติบโตเร็วกว่ารายได้ ส่งผลให้อัตรากำไร EBITDA Margin เพิ่มขึ้นจาก 25.9% เป็น 26.9% สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพการทำกำไรของพอร์ตโรงแรมได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนรายได้ของพอร์ตธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอยู่ที่ 900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% โดย “เอญ่า” รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์” มีรายได้ 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.3% สะท้อนความสำเร็จในการพัฒนาจุดหมายปลายทางด้านร้านอาหาร

ด้านกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลเติบโตโดดเด่นจากผลการดำเนินงานของเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ทั้ง Jurassic World: The Experience, SkyFlyers: Wings of Garudapterus และ Better World Better Futureผ่านกลยุทธ์ “AWC’s Lifestyle Destination” โดยพัฒนาสินทรัพย์จากพื้นที่เชิงพาณิชย์สู่จุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ที่สามารถดึงดูดผู้ใช้บริการ เพิ่มระยะเวลาและการใช้จ่ายภายในโครงการ ตลอดจนสร้างโอกาสทางรายได้ให้แก่ผู้เช่าและพันธมิตรทางธุรกิจ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลมีรายได้ 2,517 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% มี EBITDA อยู่ที่ 2,137 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับแผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังปี 2569 บริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียล ผ่านการเปิดตัวโครงการใหม่และความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก โดยเตรียมเปิดโรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท ซึ่งเป็นโรงแรมแฟร์มอนท์แห่งแรกในประเทศไทย และ Moxy Pattaya The Aquatique ภายใต้ความร่วมมือกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ควบคู่กับการร่วมมือกับ Universal Destinations & Experiences พัฒนา “Kung Fu Panda” ย่านเยาวราช และ “DreamWorks Water Park” ริมหาดพัทยา รวมถึงความร่วมมือกับ EMM Williams Productions เตรียมเปิดตัว Avatar: Guardians of EYWA, THE MAGIC WALK™ ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ในปี 2570
นอกจากนี้ยังเดินหน้าพัฒนาจุดหมายปลายทางแห่งอนาคตริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งโครงการเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และ MONA Bangkok ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกับ Museum of Old and New Art (MONA) พิพิธภัณฑ์ศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยชื่อดังจากออสเตรเลีย รวมทั้ง AWC Riverside Journey ที่เชื่อมโยง 11 จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ของ AWC ตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา
ศึกษาจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชื่อมสินทรัพย์คุณภาพกับโอกาสการลงทุนระยะยาว
จากความแข็งแกร่งของพอร์ตอสังหาริมทรัพย์และความเชี่ยวชาญในการสร้างและพัฒนาจุดหมายปลายทางของ AWC บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาและเตรียมการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เพื่อเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของ AWC โดยเชื่อมโยงความสามารถในการพัฒนาและสร้างมูลค่าให้แก่สินทรัพย์เข้ากับโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ที่เปิดดำเนินงานและมีศักยภาพในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าถึงพอร์ตอสังหาริมทรัพย์กลุ่มโรงแรมและคอมเมอร์เชียลของไทย โดยมูลค่าที่เกิดขึ้นจากสินทรัพย์สามารถเสริมศักยภาพของ AWC ในการพัฒนาโครงการและจุดหมายปลายทางใหม่ ขณะเดียวกันกอง REIT จะมีโอกาสเติบโตจากพอร์ตสินทรัพย์ที่ AWC พัฒนาในอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและประสิทธิภาพของโครงสร้างเงินทุนของ AWC ควบคู่กับการเพิ่มทางเลือกการลงทุนในตลาดทุน และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
ล่าสุดคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจัดตั้งบริษัทแอสเสท เวิรด์ คอร์ป รีทท์ จำกัด เพื่อเป็นผู้จัดการกองทรัสต์ และอนุมัติในหลักการให้บริษัทดำเนินการศึกษาและเตรียมการเกี่ยวกับการจัดตั้งกอง REIT เพื่อเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างการดำเนินงานและการกำกับดูแลสำหรับแพลตฟอร์มดังกล่าว ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาทรัพย์สินที่จะจำหน่ายให้แก่กองทรัสต์ฯ โดยหากการจัดตั้งกองทรัสต์ฯ ดำเนินไปตามแผน คาดว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่จะจำหน่ายให้แก่กองทรัสต์ฯ ในเบื้องต้นจะอยู่ภายในวงเงินไม่เกิน 50,000 ล้านบาท คิดเป็นขนาดรายการไม่เกิน 25% ของสินทรัพย์รวมตามงบการเงินไตรมาสที่ 2/2569 ทั้งนี้ รายละเอียดขึ้นอยู่กับผลการศึกษา รายละเอียดของสินทรัพย์ เงื่อนไขตลาด และการอนุมัติจากหน่วยงานและผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง





