อสังหาฯไทย เผชิญวิกฤตกู้ไม่ผ่านพุ่ง 44.9% จับตา Green Living–บริหารสต็อก-รักษาสภาพคล่อง

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อที่ตึงตัว หนี้ครัวเรือนระดับสูง สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ตลอดจนความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นถี่ขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับยุทธศาสตร์จากการเร่งเปิดโครงการใหม่ ไปสู่การบริหารสต็อก รักษาสภาพคล่อง และพัฒนาสินค้าให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น

สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 50 ถึงภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2569 ว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่าน (ปี2566 – 2568) ตลาดอสังหาฯอยู่ในภาวะชะลอตัวและแนวโน้มขาลงต่อเนื่อง ส่วนปีนี้ประเมินว่าภาพรวมตลาดน่าจะปรับตัวดีขึ้น เพราะมีการต่ออายุ 2 มาตรการของภาครัฐจากวันที 1 กรกฎาคม 2569 – 30 มิถุนายน 2570 คือมาตรการลดค่าโอน-ค่าจดจำนอง เหลือประเภทละ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทตามเงื่อนไข และการผ่อนคลาย LTV 100% เพิ่มเพดานสินเชื่อสำหรับผู้กู้ที่เข้าเงื่อนไข ทำให้ในช่วงครึ่งปีแรก 2569 ที่ผ่านมามีที่อยู่อาศัยโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศทั้งหมด167,665 ยูนิต เพิ่มขึ้น 17.6% คิดเป็น 25,046 ยูนิต มูลค่าการโอน 429,839 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีจำนวน 142,619 ยูนิต โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 2ที่ผ่านมา มีจำนวนบ้านแนวราบโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศประมาณ 62,878 ยูนิต มูลค่ารวม 168,672 ล้านบาท จากจำนวนที่อยู่อาศัยที่โอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด 95,082 ยูนิต

แต่อย่างไรก็ตามตลาดอสังหาฯในปีนี้ยังมีปัจจัยกระทบจากภาวะหนี้ครัวเรือนของผู้ซื้อที่อยู่ในระดับสูงและสินเชื่อและข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงิน จะเห็นได้จากตัวเลขภาระหนี้ครัวเรือนในช่วงไตรมาส 1อยู่ที่ 16.41 ล้านล้านบาท คิดเป็น 85.9% ของ GDP ขณะที่ตัวเลขอัตราปฏิเสธสินเชื่อบ้านในช่วงครึ่งปีแรกโยเฉลี่ยอยู่ที่ 44.9% เพิ่มขึ้น 5.1%จากครึ่งปีแรกปี 2568 ที่อยู่ที่ 39.8% โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ซื้อไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อ มาจากภาระหนี้สูงเกินไป รายได้ไม่มั่นคง และประวัติทางการเงินไม่ดี

โดยการเพิ่มขึ้นของยอดโอนคอนโดฯ ยังไม่สามารถตีความว่าเป็นการฟื้นตัวของกำลังซื้อที่แท้จริงทั้งหมด เนื่องจากส่วนหนึ่งเกิดจากการเร่งโอนก่อนครบกำหนดมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV และการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ก่อนที่ภาครัฐจะขยายมาตรการออกไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2570 และอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ตลาดบ้านมือสอง ที่เข้ามามีบทบาทสูงขึ้น โดยมีสัดส่วนการเคลื่อนไหวประมาณ 2 ใน 3 หรือ 66.7% ของตลาดที่อยู่อาศัย ขณะที่บ้านใหม่มีสัดส่วนราว 1 ใน 3

หนี้ครัวเรือน 85.9% ดันยอดกู้ไม่ผ่านแตะ 44.9%

โจทย์ใหญ่ที่กดดันตลาดในปัจจุบันคือ “การเข้าถึงสินเชื่อ” แม้หนี้ครัวเรือนไทยจะลดลงจากประมาณ 89% เหลือ 85.9% ของ GDP แต่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ Rejection Rate หรืออัตราปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพิ่มจากเฉลี่ยประมาณ 40% ในปี 2566 เป็น 44.9% ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ขณะที่บางกลุ่มสินค้าและบางพื้นที่มีอัตราปฏิเสธสูงกว่า 50%

ปัจจัยสำคัญมาจากภาระหนี้เดิมของผู้กู้เกินเกณฑ์ รายได้ที่ไม่สอดคล้องกับระบบประเมินสินเชื่อแบบเดิม โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพอิสระ รวมถึงการที่ธนาคารเพิ่มการประเมินความเสี่ยงขององค์กรนายจ้างเข้ามาเป็นองค์ประกอบในการอนุมัติสินเชื่อ

ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินยังเพิ่มความเข้มงวดทั้งฝั่งสินเชื่อพัฒนาโครงการ หรือ Pre-finance และสินเชื่อรายย่อย หรือ Post-finance ทำให้ผู้ประกอบการเผชิญความเสี่ยงที่ยอดขายจะกลายเป็น “ยอดหลุดโอน” และต้องแบกรับต้นทุนการนำยูนิตกลับมาขายใหม่ รวมถึงภาระถือครองสต็อกที่ยาวนานขึ้น

ในขณะเดียวกัน คือพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยรายงานระบุว่าแนวคิดที่ว่า Gen Z ไม่ต้องการซื้อบ้านและนิยมเช่าเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริง ซึ่งคนรุ่นใหม่จำนวนมากยังต้องการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างความมั่นคง แต่โครงสร้างอาชีพเปลี่ยนไปสู่ YouTuber, Streamer, และ Freelance ซึ่งบางรายมีรายได้สูงแต่ไม่มีสลิปเงินเดือนประจำ ทำให้ไม่ผ่านระบบประเมินสินเชื่อแบบเดิม กลายเป็นกลุ่มที่ “อยากซื้อ แต่กู้ไม่ผ่าน”

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานของตลาดคือ Green Living & Green Innovation ครอบคลุม 3 แกนหลัก ได้แก่ การอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม การรับมือภัยพิบัติและ Climate Change และการดูแล Health & Wellness ของผู้อยู่อาศัย โดยการออกแบบแบบ Passive Design เช่น การวางทิศทางอาคาร ช่องลม และวัสดุกันความร้อน สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างน้อยประมาณ 12% ส่วน Active Design และ Renewable Energy เช่น Solar Rooftop สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึง 25–50%

ปีแห่งการบริหารสต็อก มากกว่าเร่งเปิดโครงการใหม่

ท่ามกลางภาวะตลาดที่เปราะบาง ยุทธศาสตร์สำคัญของผู้ประกอบการจึงควรมุ่งไปที่ Inventory Management และ Cash Flow โดยเฉพาะสินค้าสร้างเสร็จพร้อมอยู่ หรือ Ready-to-move-in ถือเป็นโอกาสสำคัญ เพราะเป็นสินค้าที่เกิดจากต้นทุนที่ดินและวัสดุก่อสร้างเดิม ผู้ประกอบการสามารถใช้โปรโมชันเร่งระบายเพื่อดึงเงินสดกลับเข้าสู่ธุรกิจ ก่อนต้นทุนการพัฒนาโครงการใหม่จะปรับเพิ่มขึ้น

สำหรับโครงการที่ขายขาดได้ยาก การปรับสู่โมเดล Recurring Income ก็เป็นอีกทางเลือก โดยระบุว่า การปล่อยเช่าระยะยาวทั่วไปอาจใช้เวลาคืนทุนประมาณ 15–20 ปี ขณะที่โมเดล Hotel-branded Serviced Apartments อาจลดระยะเวลาคืนทุนเหลือประมาณ 7–8 ปี

ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญภาวะวิกฤต ที่ไม่สามารถแก้ด้วยการลดราคาเพียงอย่างเดียว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรักษาสภาพคล่อง เร่งระบายสต็อก พัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์กำลังซื้อจริง พร้อมปรับ Green Living ให้เป็น Core Strategy รวมถึงเปิดรับกลุ่ม Gen Z, Freelance และโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างโอกาสท่ามกลางตลาดที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างครั้งสำคัญ

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin REIC sansiri SC SC ASSET ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ จับมือ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง