จากการเปิดตัว ICONPHUKET กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ปลุกตลาดค้าปลีกภูเก็ตให้กลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการจากทั่วโลก และสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของภูเก็ตจากเมืองท่องเที่ยวระดับโลก สู่การเป็น Global Lifestyle Destination ที่มีทั้งการท่องเที่ยว การอยู่อาศัย การลงทุน และการจับจ่ายใช้สอยในระดับนานาชาติ ซึ่ง ซาวิลส์ (ประเทศไทย) พบว่า ภาพรวมตลาดพื้นที่ค้าปลีกภูเก็ตมีอุปทานสะสมประมาณ 432,630 ตารางเมตร ณ สิ้นปี พ.ศ. 2568 และมีพื้นที่ที่ถูกใช้งานแล้วประมาณ 400,345 ตารางเมตร หรือ 92.54% เหลือพื้นที่ว่างเพียงประมาณ 32,285 ตารางเมตร สะท้อนถึงความต้องการพื้นที่ค้าปลีกที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ในช่วง 4 ปีข้างหน้า อุปทานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะขึ้นไปแตะประมาณ 601,819 ตารางเมตรในปี พ.ศ. 2572 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 30% จากปี พ.ศ. 2569
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเติบโตของตลาดไม่ได้เกิดขึ้นจาก Shopping Mall ขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ Shopping Mall, Community Mall, Lifestyle Mall ไปจนถึง Destination Retail โดยเฉพาะ Community Mall ที่ขยายตัวอย่างโดดเด่นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และมีโครงการใหม่จำนวนมากอยู่ระหว่างการพัฒนาในทำเลศักยภาพ เช่น Bang Tao, Cherngtalay และ Kamala ขณะเดียวกัน การลงทุนใน Shopping Mall และ Destination Retail ขนาดใหญ่กำลังยกระดับมาตรฐานของตลาดค้าปลีกภูเก็ตให้เข้าใกล้ระดับสากลมากขึ้น
ICONPHUKET จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงการค้าปลีกแห่งใหม่ แต่เป็นสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทิศทางตลาด โดยการลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท และแนวคิด Hybrid Retail-Attraction & Entertainment Destination ที่ผสานการช้อปปิ้ง ความบันเทิง การท่องเที่ยว และ Lifestyle Experience เข้าด้วยกัน สะท้อนว่าการแข่งขันในตลาดค้าปลีกภูเก็ตกำลังเปลี่ยนจากการวัดกันที่ “จำนวนพื้นที่” ไปสู่การสร้าง Destination ที่สามารถดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกและทำให้ผู้บริโภคอยากเดินทางมาใช้เวลาและกลับมาใช้บริการซ้ำ ขณะเดียวกัน การขยายตัวของ Central Phuket และการลงทุนในโครงการ Community Mall ใหม่หลายแห่ง ยิ่งช่วยเสริมให้ภูเก็ตมีระบบค้าปลีกที่หลากหลายและครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่ศูนย์การค้าระดับ Luxury และ Destination Retail ไปจนถึงพื้นที่ค้าปลีกที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในแต่ละย่าน
ด้วยอัตราการเช่าพื้นที่ที่สูงถึง 92.54% ประกอบกับค่าเช่าพื้นที่ค้าปลีกในทำเลศักยภาพที่สามารถขึ้นไปถึง 2,000–3,000 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน และบางโครงการมีการจัดเก็บค่าเช่าร่วมกับ Gross Profit (GP) ราว 18–25% ตลาดจึงยังคงมีแรงจูงใจสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาร่วมสร้าง Retail Ecosystem แห่งใหม่ของภูเก็ต
ซาวิลส์ (ประเทศไทย) มองว่า การเปิดตัว ICONPHUKET เป็นมากกว่าการเพิ่มพื้นที่ค้าปลีกให้กับตลาด แต่เป็น Catalyst ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์และศักยภาพของภูเก็ตบนแผนที่การค้าปลีกระดับโลก โดยเมื่อผนวกเข้ากับการเติบโตของตลาด Luxury Residential, Hospitality, Wellness และ Tourism แล้ว ภูเก็ตกำลังพัฒนาไปสู่เมืองที่ไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยวมาเยือน แต่เป็น จุดหมายปลายทางที่ผู้คนจากทั่วโลกต้องการมาใช้ชีวิต ใช้จ่ายและสัมผัสประสบการณ์ตลอดทั้งปี จากเมืองท่องเที่ยวสู่ Global Lifestyle Destination — และจาก Shopping Mall สู่ Destination Economy ภูเก็ตกำลังเปิดบทใหม่ของตลาดค้าปลีกที่ทั่วโลกต้องจับตามอง

ซาวิลส์ (ประเทศไทย) พบว่า ภาพรวมตลาดพื้นที่ค้าปลีกภูเก็ตกำลังเข้าสู่ช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากตลาดที่เคยขับเคลื่อนด้วยศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ไปสู่โครงสร้างค้าปลีกที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้ง Community Mall, Lifestyle Mall, Destination Retail และรูปแบบ Wholesale/Cash & Carry ซึ่งตอบโจทย์ทั้งประชากรท้องถิ่น นักท่องเที่ยวต่างชาติ และกลุ่มผู้พำนักระยะยาวที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งพบว่าตลาดมีอุปทานสะสมประมาณ 241,365 ตารางเมตรก่อนปีพ.ศ. 2558 และขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และตลาดที่อยู่อาศัยระดับบน โดยการเปิดตัวโครงการสำคัญ เช่น Central Phuket Floresta, Porto de Phuket และ Blue Tree Phuket ได้ช่วยยกระดับรูปแบบการค้าปลีกและขยายศูนย์กลางการบริโภคออกจาก Phuket City โดยเฉพาะในพื้นที่ Bang Tao–Cherngtalay ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในทำเลที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของตลาดค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ระดับบนของภูเก็ต
หลังจากตลาดชะลอตัวในช่วงปีพ.ศ. 2563–2564 จากผลกระทบของ COVID-19 ตลาดค้าปลีกเริ่มกลับมาขยายตัวตั้งแต่ปีพ.ศ. 2565 และมีความหลากหลายของรูปแบบโครงการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โครงการอย่าง Mixxmall Rawayana, GO Wholesale, Mingle Mall Naiyang และ My Front Yard สะท้อนแนวโน้มใหม่ของตลาดที่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านขนาด แต่ให้ความสำคัญกับ ทำเล ประสบการณ์การใช้ชีวิต ความสะดวก และการตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเฉพาะ มากขึ้น ส่งผลให้อุปทานสะสมเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 432,630 ตารางเมตรในปีพ.ศ. 2568
สำหรับในระยะ 4 ปีข้างหน้า ซาวิลส์ (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่า ตลาดมีแนวโน้มขยายตัวอย่างโดดเด่น อุปทานค้าปลีกจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 464,630 ตารางเมตรในปีพ.ศ. 2569 และ 501,819 ตารางเมตรในปีพ.ศ. 2570 ก่อนแตะประมาณ 601,819 ตารางเมตรในปีพ.ศ. 2572 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 30% จากปีพ.ศ. 2569 การเพิ่มขึ้นดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้พัฒนาโครงการต่อศักยภาพของภูเก็ตในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและการใช้ชีวิตระดับโลก
หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญคือการยกระดับ Central Phuket ซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางค้าปลีกระดับบนที่สำคัญของเกาะ โดยปัจจุบันมีพื้นที่โครงการรวมประมาณ 400,000 ตารางเมตร มีร้านค้ามากกว่า 700 ร้าน และพื้นที่ให้เช่ามากกว่า 185,000 ตารางเมตร ขณะที่การขยาย Luxury Zone ในปี 2569 จะช่วยเสริมบทบาทของภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับสินค้า Luxury และแบรนด์ระดับโลกมากยิ่งขึ้น
ซาวิลส์ (ประเทศไทย) มองว่าอนาคตของค้าปลีกภูเก็ตไม่ได้อยู่ที่การมีพื้นที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้าง Destination ที่ผู้บริโภคต้องการใช้เวลาและกลับมาใช้บริการซ้ำ โดยทำเลที่มีศักยภาพจะเป็นพื้นที่ที่สามารถเชื่อมโยงการค้าปลีกเข้ากับโรงแรม ที่อยู่อาศัยระดับบน ร้านอาหาร ความบันเทิง และประสบการณ์ด้าน Lifestyle ได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตที่กำลังมุ่งสู่โครงการที่มีความแตกต่างและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเฉพาะมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของอุปทานในช่วงปีพ.ศ. 2569–2572 จะนำมาซึ่งการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในทำเล Phuket City, Bang Tao–Cherngtalay, Thalang, Patong และ Rawai ดังนั้น ความสำเร็จของโครงการในระยะต่อไปจะไม่ได้วัดจากขนาดพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างเอกลักษณ์ของโครงการ ดึงดูดแบรนด์ที่เหมาะสม และสร้างประสบการณ์ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

ซาวิลส์ (ประเทศไทย) พบว่า ภาพรวมตลาดพื้นที่ค้าปลีกภูเก็ตกำลังเข้าสู่ช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากตลาดที่เคยขับเคลื่อนด้วยศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ไปสู่โครงสร้างค้าปลีกที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้ง Community Mall, Lifestyle Mall, Destination Retail และรูปแบบ Wholesale/Cash & Carry ซึ่งตอบโจทย์ทั้งประชากรท้องถิ่น นักท่องเที่ยวต่างชาติ และกลุ่มผู้พำนักระยะยาวที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งพบว่าตลาดมีอุปทานสะสมประมาณ 241,365 ตารางเมตรก่อนปีพ.ศ. 2558 และขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และตลาดที่อยู่อาศัยระดับบน โดยการเปิดตัวโครงการสำคัญ เช่น Central Phuket Floresta, Porto de Phuket และ Blue Tree Phuket ได้ช่วยยกระดับรูปแบบการค้าปลีกและขยายศูนย์กลางการบริโภคออกจาก Phuket City โดยเฉพาะในพื้นที่ Bang Tao–Cherngtalay ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในทำเลที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของตลาดค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ระดับบนของภูเก็ต
หลังจากตลาดชะลอตัวในช่วงปีพ.ศ. 2563–2564 จากผลกระทบของ COVID-19 ตลาดค้าปลีกเริ่มกลับมาขยายตัวตั้งแต่ปีพ.ศ. 2565 และมีความหลากหลายของรูปแบบโครงการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โครงการอย่าง Mixxmall Rawayana, GO Wholesale, Mingle Mall Naiyang และ My Front Yard สะท้อนแนวโน้มใหม่ของตลาดที่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านขนาด แต่ให้ความสำคัญกับ ทำเล ประสบการณ์การใช้ชีวิต ความสะดวก และการตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเฉพาะ มากขึ้น ส่งผลให้อุปทานสะสมเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 432,630 ตารางเมตรในปีพ.ศ. 2568
สำหรับในระยะ 4 ปีข้างหน้า ซาวิลส์ (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่า ตลาดมีแนวโน้มขยายตัวอย่างโดดเด่น อุปทานค้าปลีกจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 464,630 ตารางเมตรในปีพ.ศ. 2569 และ 501,819 ตารางเมตรในปีพ.ศ. 2570 ก่อนแตะประมาณ 601,819 ตารางเมตรในปีพ.ศ. 2572 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 30% จากปีพ.ศ. 2569 การเพิ่มขึ้นดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้พัฒนาโครงการต่อศักยภาพของภูเก็ตในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและการใช้ชีวิตระดับโลก
หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญคือการยกระดับ Central Phuket ซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางค้าปลีกระดับบนที่สำคัญของเกาะ โดยปัจจุบันมีพื้นที่โครงการรวมประมาณ 400,000 ตารางเมตร มีร้านค้ามากกว่า 700 ร้าน และพื้นที่ให้เช่ามากกว่า 185,000 ตารางเมตร ขณะที่การขยาย Luxury Zone ในปี 2569 จะช่วยเสริมบทบาทของภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับสินค้า Luxury และแบรนด์ระดับโลกมากยิ่งขึ้น

ซาวิลส์ (ประเทศไทย) มองว่าอนาคตของค้าปลีกภูเก็ตไม่ได้อยู่ที่การมีพื้นที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้าง Destination ที่ผู้บริโภคต้องการใช้เวลาและกลับมาใช้บริการซ้ำ โดยทำเลที่มีศักยภาพจะเป็นพื้นที่ที่สามารถเชื่อมโยงการค้าปลีกเข้ากับโรงแรม ที่อยู่อาศัยระดับบน ร้านอาหาร ความบันเทิง และประสบการณ์ด้าน Lifestyle ได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตที่กำลังมุ่งสู่โครงการที่มีความแตกต่างและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเฉพาะมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของอุปทานในช่วงปีพ.ศ. 2569–2572 จะนำมาซึ่งการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในทำเล Phuket City, Bang Tao–Cherngtalay, Thalang, Patong และ Rawai ดังนั้น ความสำเร็จของโครงการในระยะต่อไปจะไม่ได้วัดจากขนาดพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างเอกลักษณ์ของโครงการ ดึงดูดแบรนด์ที่เหมาะสม และสร้างประสบการณ์ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน
ตลาดค้าปลีกภูเก็ตกำลังเปลี่ยนโฉมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเติบโตของ Shopping Mall และ Community Mall ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในรูปแบบพื้นที่ค้าปลีกที่ได้รับความสนใจจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สอดรับกับการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว การเพิ่มขึ้นของชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักระยะยาว และการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและโรงแรมในทำเลสำคัญของเกาะภูเก็ต ซึ่ง ซาวิลส์ (ประเทศไทย) พบว่า ณ สิ้นปี พ.ศ. 2568 จังหวัดภูเก็ตมีอุปทานพื้นที่ค้าปลีกรวมประมาณ 432,580 ตารางเมตร แบ่งเป็น Shopping Mall 221,265 ตารางเมตร หรือ 51.2%, Hypermarket 116,315 ตารางเมตร หรือ 26.9% และ Community Mall 95,000 ตารางเมตร หรือ 22.0% ของอุปทานทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของตลาดค้าปลีกภูเก็ตในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้จำกัดอยู่เพียง Community Mall เท่านั้น แต่ยังเห็นการลงทุนและการพัฒนา Shopping Mall และ Destination Retail รูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้พัฒนาต่อศักยภาพของภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ และการเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อจากทั้งนักท่องเที่ยวและกลุ่มผู้พำนักระยะยาว
ล่าสุด “ICONPHUKET” ได้รับการเปิดตัวโดย Siam Piwat ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยวางแนวคิดเป็น Hybrid Retail-Attraction & Entertainment Destination ที่ผสมผสานพื้นที่ค้าปลีก ความบันเทิง การท่องเที่ยว และกิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน พร้อม 12 World-Class Attractions และมีกำหนดเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2572 โดยถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่สะท้อนทิศทางการพัฒนาพื้นที่ค้าปลีกของภูเก็ตไปสู่รูปแบบ Destination Retail ที่สามารถดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคในระดับนานาชาติ แม้ Shopping Mall ยังคงเป็นรูปแบบพื้นที่ค้าปลีกที่มีสัดส่วนมากที่สุด แต่ซาวิลส์ (ประเทศไทย) พบว่า Community Mall กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน โดยผสมผสานร้านอาหาร คาเฟ่ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้า บริการ และพื้นที่พักผ่อนเข้าด้วยกัน และสามารถพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละทำเลได้มากกว่าศูนย์การค้าขนาดใหญ่
หนึ่งในพื้นที่ที่เห็นการขยายตัวของ Community Mall อย่างชัดเจนคือ โซนชายฝั่งตะวันตกของภูเก็ต โดยเฉพาะ Bang Tao, Kamala และพื้นที่โดยรอบ Laguna Phuket ซึ่งเป็นทำเลที่มีทั้งโรงแรมระดับบน โครงการ Branded Residence วิลล่าระดับ Luxury และกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักในระยะยาว ทำให้ความต้องการพื้นที่ค้าปลีกที่เน้นไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายกำลังเดินหน้าพัฒนาและเตรียมเปิดโครงการ Community Mall ใหม่ในภูเก็ต อาทิ Minggle Hill, Mingle Crystal Lake Kamala, Minggle Vibe, Turquoise Community Mall, The Grove by Botanica, Synthesis Ark Phuket, The Hub Kamala และ One MontAzure สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้พัฒนาต่อศักยภาพของตลาดค้าปลีกในภูเก็ต และการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการบริโภคจากการเดินทางเข้าสู่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ไปสู่การใช้บริการพื้นที่ค้าปลีกที่อยู่ใกล้กับที่พักอาศัยและแหล่งท่องเที่ยวมากขึ้น
การเติบโตทั้งในกลุ่ม Shopping Mall และ Community Mall จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภูเก็ตจากเมืองท่องเที่ยวที่พึ่งพาการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวเป็นหลัก ไปสู่เมืองที่มีการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในทำเลที่มีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย โรงแรม และโครงการ Mixed-use อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มดึงดูดการลงทุนด้านค้าปลีกมากขึ้น เพื่อรองรับทั้งนักท่องเที่ยว ผู้พักอาศัย และกลุ่ม Expat ที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของ Community Mall จำนวนมาก ควบคู่ไปกับการลงทุนใน Shopping Mall ขนาดใหญ่และ Destination Retail ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่ค้าปลีกในตลาด แต่ยังสะท้อนถึง การยกระดับภูเก็ตสู่การเป็น Lifestyle Destination ระดับนานาชาติ ที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงร้านค้า ร้านอาหาร บริการ และกิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์ได้อย่างสะดวกในแต่ละย่าน ซึ่งจะทำให้ตลาดค้าปลีกของภูเก็ตมีความหลากหลายและกระจายตัวมากขึ้นในระยะต่อไป
ซาวิลส์ (ประเทศไทย) พบว่า สำหรับค่าเช่า พื้นที่ค้าปลีกในภูเก็ตยังอยู่ในระดับที่สะท้อนความต้องการของตลาด โดยอัตราค่าเช่าโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 700–3,000 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขึ้นอยู่กับประเภทโครงการ ทำเล และศักยภาพในการดึงดูดผู้ใช้บริการ โดยพื้นที่ Community Mall และทำเลที่มีศักยภาพสูงมีค่าเช่าอยู่ในช่วงประมาณ 1,200–1,500 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขณะที่โครงการที่มีทำเลโดดเด่นหรือมีฐานลูกค้ากำลังซื้อสูงสามารถมีค่าเช่าสูงถึง 2,000–2,500 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน และบางทำเลอาจสูงถึง 2,000–3,000 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน นอกจากนี้ โครงการบางแห่งยังใช้รูปแบบการจัดเก็บค่าเช่าร่วมกับ Gross Profit (GP) ประมาณ 18–25% เพื่อให้สอดคล้องกับยอดขายของผู้เช่า สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อศักยภาพการใช้จ่ายและการเติบโตของตลาดค้าปลีกภูเก็ตในระยะยาว
ที่น่าสนใจคือ แม้ตลาดค้าปลีกภูเก็ตจะมีการเพิ่มอุปทานอย่างต่อเนื่อง แต่พื้นที่ค้าปลีกส่วนใหญ่สามารถรองรับความต้องการของตลาดได้ในระดับสูง โดยจากอุปทานรวมประมาณ 432,630 ตารางเมตร มีพื้นที่ที่ถูกใช้งานแล้วประมาณ 400,345 ตารางเมตร หรือคิดเป็นอัตราการเช่าพื้นที่สูงถึง 92.54% ขณะที่มีพื้นที่ว่างรอการเช่าเพียงประมาณ 32,285 ตารางเมตร หรือ 7.46% ของอุปทานทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการพื้นที่ค้าปลีกที่ยังคงแข็งแกร่ง และศักยภาพของตลาดในการรองรับโครงการค้าปลีกใหม่ ๆ โดยเฉพาะในทำเลที่มีการเติบโตของการท่องเที่ยว การอยู่อาศัย และโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับบนอย่างต่อเนื่อง





