- แสนสิริ แคปิตอล ทรอฟี่ฟันด์ กองทุนไพรเวตอิควิตีด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ปิดดีลซื้อ “The Lake Como EDITION” โรงแรมระดับอัลตราลักชัวรีริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี จากกลุ่มผู้ร่วมทุนระหว่าง Bain Capital บริษัทด้านการลงทุนชั้นนำระดับโลก และ Omnam Group ผู้พัฒนาธุรกิจโรงแรมและการบริการ
- ปลดล็อกมูลค่าของสินทรัพย์ด้วยความสามารถในการบริหารสินทรัพย์เชิงรุก ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มแสนสิริ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจโรงแรมกว่า 40 ปี ชูโมเดลธุรกิจ Trophy Asset เน้นการใช้ประโยชน์จากเทรนด์ “Experiential Luxury” เพื่อสร้างมูลค่าผ่านการพัฒนาจุดหมายปลายทางและประสบการณ์พิเศษสำหรับผู้เข้าพัก

ณภัทร ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ แสนสิริ แคปิตอล กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการ The Lake Como EDITION โรงแรมระดับอัลตราลักชัวรีริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลีครั้งนี้นับเป็นก้าวแรกของ
แสนสิริ แคปิตอล ที่มุ่งเน้นกลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่มและผลตอบแทนให้กับกลุ่มนักลงทุนสถาบันและกลุ่มนักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูง โดยได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อจำนวน 165 ล้านยูโร หรือประมาณ 6,340 ล้านบาทจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ขณะที่ The Lake Como EDITION เป็นสินทรัพย์ระดับ Trophy Asset และด้วยข้อจำกัดที่เข้มงวดในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ รอบทะเลสาบแห่งนี้ ทำให้เกิดการแข่งขันโดยธรรมชาติ และทำให้สินทรัพย์มีคุณลักษณะของการหาทดแทนได้ยาก

ทั้งนี้ภายใต้การนำของผู้บริหารและทีมงานมืออาชีพ แสนสิริ แคปิตอล ตั้งเป้าเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการระดับโลก ที่สามารถส่งมอบมูลค่าให้กับผู้ลงทุน โดยมีบริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงแรม และไลฟ์สไตล์ เป็นผู้ให้การสนับสนุน
โดยโมเดลธุรกิจ Trophy Asset แสนสิริ แคปิตอล มุ่งเข้าถือครองสินทรัพย์ระดับลักชัวรีที่หาทดแทนได้ยากทั่วโลก เช่น ปารีส โรม มิลาน นิวยอร์ก และทะเลสาบโคโม อาทิ มีการแข่งขันสูง (High Barriers to Entry) การมีพันธมิตรผู้ดำเนินงานชั้นนำ และการสร้างมูลค่าในระดับสินทรัพย์ เพื่อสร้างพอร์ตโฟลิโอระดับโลกที่มีความสมดุล
ในส่วนของ The Lake Como EDITION ซึ่ง Marriott Internationalเป็นผู้บริหารจัดการ ภายใต้สัญญาบริหารโรงแรม โดยแสนสิริ แคปิตอล มีแผนการพัฒนาต่อยอดจากจุดแข็งเดิมที่มีอยู่แล้ว อาทิ การร่วมมือกับเชฟมิชลินสตาร์ Mauro Colagreco และเครือข่ายเวลเนสชั้นนำเพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าพักและเพิ่มความหลากหลายของแหล่งรายได้

รวมถึงการพัฒนา Lido Beach Club และพื้นที่ริมน้ำสำหรับจัดงานแต่งงานระดับลักชัวรี การจัดกิจกรรมสร้างแบรนด์ และโปรแกรมทางสังคม ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากสระว่ายน้ำลอยน้ำ และท่าเทียบเรือส่วนตัว นอกจากนี้รายได้สกุลเงินยูโรจากโรงแรมนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้กับพอร์ตโฟลิโอการลงทุน
การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มลักชัวรีทั่วโลก จากการเน้นสะสมสินค้าแบรนด์เนมไปสู่การแสวงหาประสบการณ์เฉพาะตัวและไม่เหมือนใคร โดยอัตราการเข้าพักของ The Lake Como EDITION ที่สูงกว่า 70% ในช่วงไฮซีซันล่าสุด ถือเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการต่อยอดเทรนด์ความต้องการที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ดังกล่าว





