ความสำเร็จของ”เอสซี แอสเสท”ในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำขนาดใหญ่บริเวณย่านบางโพ Reference BAIE River Bangpho ซึ่งทำยอดขายบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ไว้ในปีนี้แล้วมูลค่า 2,500 ล้านบาท ทั้งที่ยังไม่ได้เปิดพรีเซลอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าจะปิดยอดขายรวมได้ถึง 3,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้

กนกอร หลิมกำเนิด กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินแนวสูง และลูกค้าต่างประเทศ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการเรฟเฟอเรนซ์ เบย์ ริเวอร์ บางโพ (Reference BAIE River Bangpho) เป็นเมกะโปรเจกต์คอนโดมิเนียมริมแม่น้ำแห่งแรกของเอสซีฯ และมีที่ดินขนาดใหญ่ที่สุดประมาณ 13 ไร่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้ MRT บางโพ รวมทั้งมีมูลค่าโครงการสูงสุดในกลุ่มคอนโดฯ มูลค่า 11,000 ล้านบาท โดดเด่นด้วยจุดขายด้านทำเลศักยภาพที่มีซัพพลายต่ำ แต่ได้ทัศนียภาพมองเห็นวิวแม่น้ำเกือบทุกห้อง คิดเป็น 95%ของจำนวนห้องชุดทั้งหมด 1,700 ยูนิต รวมถึงการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานรอบด้าน เช่น สะพานเกกาย และ รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง
ทั้งนี้ทำเลบางโพถือเป็นทำเลที่มีศักยภาพและมีความโดดเด่นน่าสนใจสำหรับการลงทุนคอนโดมิเนียม โดยมีปัจจัยสนับสนุน
- ความหายากของที่ดินริมน้ำและซัพพลายในตลาดต่ำ (Rarity & Low Supply)
- ย่านบางโพเดิมเป็นย่านการค้าไม้ แต่ที่ดินแปลงติดริมแม่น้ำหลุดออกมาพัฒนาน้อยมาก
- ปริมาณซัพพลายคอนโดฯริมน้ำในย่านนี้มีอยู่อย่างจำกัดและใกล้ขายหมดแล้ว ทำให้ตลาดโซนนี้ไม่แออัดและมีคู่แข่งน้อยเมื่อเทียบกับความต้องการ
โดยโครงการ Reference BAIE River Bangpho ตั้งราคาขายเฉลี่ยทั้งโครงการไว้ที่ประมาณ 130,000 บาทต่อตารางเมตร หรือเริ่มต้นประมาณ 2.79 ล้านบาทสำหรับห้องชุดขนาด 24 ตารางเมตรที่ตกแต่งพร้อม Fully Furnished ซึ่งเป็นระดับราคาที่น่าดึงดูดใจและจับต้องได้ง่ายเมื่อเทียบกับคอนโดริมน้ำโซนอื่น ส่วนอัตราผลตอบแทนจากการเช่า (Rental Yield)ในโซนนี้มีโอกาสสูงแตะ 5% ขึ้นไปหรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 600–700 กว่าบาทต่อตารางเมตรต่อเดือน แต่ด้วยต้นทุนราคาของโครงการนี้ที่เข้าถึงง่ายกว่า จึงมีโอกาสทำเปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนการเช่า (Yield) ได้สูงกว่า เนื่องจากมีแรงขับเคลื่อนจากโครงสร้างพื้นฐานและแม่เหล็กในพื้นที่ เช่น การขยายตัวของสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ (SI Next) ศูนย์บริการทางการแพทย์ครบวงจรที่มูลค่าการลงทุนกว่า 16,960 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดดีมานด์กลุ่มบุคลากรและผู้ใช้บริการในระยะยาว รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สะพานเกียกกาย และ รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (สถานีรัฐสภา) ที่มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2573 จะเข้ามาเปิดพื้นที่ให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีแผนที่เตรียมเข้ามาผลักดันและฟื้นฟูย่านบางโพให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต
ส่วนจุดขายของโครงการที่ดึงดูดผู้เช่าและผู้ซื้อ คือ การวางผังที่สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำ (River View) ได้สูงถึง 90–95% ของจำนวนห้องทั้งหมด พร้อมพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่กว่า 12,500 ตารางเมตร มีสิ่งอำนวยความสะดวกกว่า 30 รายการ ซึ่งทำให้ผู้ซื้อหรือผู้เช่ารู้สึกคุ้มค่าอย่างมาก ทำให้ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อรอบกรุงเทพฯที่ต้องการครอบครองแอสเสทติดแม่น้ำ ทั้งเพื่ออยู่อาศัยเองและเพื่อการลงทุน
ขณะที่รูปแบบห้องพักมีหลากหลายตั้งแต่แบบสตูดิโอถึง 3 ห้องนอน ขนาดเริ่มต้นประมาณ 23.80-176.00 ตารางเมตร และแบบ Penthouse ขนาด 274.40 ตารางเมตร ประกอบด้วย อาคารพักอาศัย 3 อาคาร รวม 1,742 ยูนิต แบ่งเป็น อาคาร Riviera 53 ชั้น,อาคาร The Horizon 52 ชั้น และอาคาร Panorama (เลี้ยงสัตว์ได้ทั้งอาคาร) สูง 10 ชั้น ที่เน้นรูปแบบห้องพักขนาดใหญ่พื้นที่ใช้สอยสูงสุดประมาณ 120 กว่าตารางเมตร มีราคาเฉลี่ยประมาณ 170,000 บาทต่อตารางเมตรหรือประมาณ 20 กว่าล้านบาทต่อยูนิต ปัจจุบันโซนด้านหน้าติดริมน้ำนี้ได้รับการตอบรับอย่างสูงจน Sold Out หมดแล้ว

เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าหลักที่คนที่ต้องการครอบครอง Asset ติดริมแม่น้ำ โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่อาศัยในย่านบางโพเท่านั้น แต่มาจากพื้นที่รอบๆ กรุงเทพฯ และมีแรงจูงใจหลัก คือ ต้องการมีอสังหาฯติดแม่น้ำไว้สำหรับการอยู่อาศัย ซึ่งเป็นสินทรัพย์หายากและได้วิวแม่น้ำมีทั้งกลุ่มผู้ซื้อด้วยเงินสด ที่ส่วนใหญ่จะซื้อห้องสตูดิโอ วิวเมือง,กลุ่มลูกค้าที่ต้องการอยู่อาศัยเองในอาคารหน้าน้ำ (Riverfront Zone) ซึ่งเป็นห้องขนาดใหญ่,กลุ่มนักลงทุนปล่อยเช่าที่มองหาผลตอบแทนจากการเช่า เนื่องจากต้นทุนราคาของโครงการเข้าถึงง่ายเมื่อเทียบกับคอนโดริมน้ำอื่นๆ,กลุ่มดีมานด์จากศูนย์การแพทย์ศิริราชและผู้ใช้ชีวิตในพื้นที่ และกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมองหาความคุ้มค่า
ทั้งนี้โครงการได้ตั้งเป้าหมายยอดขายในปีนี้ไว้ที่ 2,500 ล้านบาท ปัจจุบันโครงการยอดขายบรรลุเป้าหมายเดิมเรียบร้อยแล้ว โดยทำยอดขายในช่วงพรีวิว 2 วันแรกระหว่างวันที่ 26-27 กันยายน 2569 จำนวน 2,000 ล้านบาท ทำให้ปรับเพิ่มยอดขายจนถึงสิ้นปีนี้ไว้ที่ 3,000 ล้านบาท เกินครึ่งหนึ่งของเป้าหมายรวมของยอดขายคอนโดฯปีนี้ที่ตั้งไว้ประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท

ปัจจุบันโครงการได้ผ่านการอนุมัติประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะเริ่มงานตอกเส็มเข็มในเดือนธันวาคมนีและจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมส่งมอบประมาณ ไตรมาส 4 ปี 2572





