ธนาคารไทยพาณิชย์ร่วมกับแสนสิริจัดงาน “Synergy for SME Sustainable Success: ผนึกพลัง ขับเคลื่อน SME สร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืน” ช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอสังหาฯไทย เตรียมความพร้อมสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์
โดยมีเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ปาฐกถาพิเศษฉายภาพรวมการเปลี่ยนแปลง ความท้าทายและโอกาสของภาคธุรกิจ และสารัชต์ รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์การผสานพันธมิตรเพื่อเสริมแกร่งให้แก่ซัพพลายเชน ร่วมด้วยการเสริมแนวทาง ESG และการเตรียมแนวทางสู่ความยั่งยืนจากอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ และการบริหารเงินและต่อยอดโอกาสการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการซัพพลายเชนอสังหาริมทรัพย์ โดยศรชัย สุเนต์ตา Deputy Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์
นอกจากนี้ธนาคารไทยพาณิชย์ยังได้สนับสนุนคู่ค้าของแสนสิริให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากไทยพาณิชย์ ด้วยวงเงินสนับสนุนกว่า 2,000 ล้านบาท ประกอบด้วย วงเงินกู้ระยะยาวและวงเงินทุนหมุนเวียนเพื่อธุรกิจ (แบบมีหลักประกัน) อัตราดอกเบี้ยพิเศษ และ สินเชื่อเพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจ (Sustainable Financing) วงเงินกู้รวมสูงสุด 50 ล้านบาท ไม่ต้องใช้หลักประกัน สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนหรือปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การติดตั้งระบบผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบบำบัดน้ำเสีย และเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ

เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในโลกธุรกิจยุคเปลี่ยนผ่านที่เต็มไปด้วยความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนการดำเนินธุรกิจปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันรุนแรงต่อเนื่องกับสินค้านำเข้า ส่งผลกดดันต่อการสร้างรายได้และการรักษาอัตรากำไรของธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่เป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทั้งภาคการผลิต การค้า และการบริการ รวมถึงมีความเชื่อมโยงทางซัพพลายเชนกับธุรกิจขนาดใหญ่
สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบการต้องตระหนัก คือ การกลับมาตั้งต้นที่รากฐานสำคัญ 3 ประการในประกอบธุรกิจ ได้แก่ การบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) ในวันที่เศรษฐกิจคาดเดาได้ยาก วินัยทางการเงินและการวางแผนที่รัดกุมคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ความผูกพันและรักษาสัญญา (Commitment to Obligation) ทั้งผู้ว่าจ้างรายใหญ่ ผู้รับจ้างรายย่อย ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เพราะความเชื่อใจคือต้นทุนที่แพงที่สุดและขาดไม่ได้ในยามวิกฤต และความรับผิดชอบในการประคองกันให้รอด หากคนตัวเล็กในระบบสะดุดล้ม คนตัวใหญ่ก็ไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้เช่นกัน หน้าที่ของผู้นำและองค์กรขนาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่การเดินหน้าให้เร็วที่สุด แต่คือการยื่นมือเข้าไปสนับสนุน ช่วยเหลือและประคับประคองพันธมิตรทุกราย ให้ก้าวข้ามความท้าทายและเติบโตไปด้วยกันอย่างแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันการปรับตัว พึ่งพาตนเองให้ได้ในทุกสถานการณ์ การไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนา มีความยืดหยุ่นในการปรับตัว และพยายามหาโอกาสท่ามกลางวิกฤตอยู่เสมอ ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่อง”
อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริได้ริเริ่มสร้างกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนมากว่า 10 ปี โดยพบว่ากลุ่มที่เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืนคือกรีนพาร์ตเนอร์และความร่วมมือใน Ecosystem ซึ่งธุรกิจหลักของแสนสิริคือการนำส่งที่อยู่อาศัย ซึ่งมี Value Chain และ Supply Chain ที่ยาวและครอบคลุมธุรกิจหลากหลาย โดยแสนสิริได้นำโมเดล Green Supply Chain มาประยุกต์ใช้ผ่าน 3 แกนหลัก คือ Green Procurement, Green Construction, Green Architecture & Design มีผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานกว่า 4,000 ราย ทั้งหมดคือฟันเฟืองสำคัญในการสร้างมูลค่าให้กับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ เพราะเป็นภาคธุรกิจที่มีธุรกิจอื่นต่อเนื่องอีกมากมาย รวมไปถึงการว่าจ้างแรงงาน
ขณะเดียวกันแสนสิริพร้อมสนับสนุน Green Partner ทุกรายให้ เปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นโอกาสทางธุรกิจ และที่สำคัญยังได้ธนาคารไทยพาณิชย์ผนึกกำลังติดอาวุธทางความรู้และมอบโซลูชันทางการเงินให้กับคู่ค้าของแสนสิริในหลายรูปแบบ ทั้งสินเชื่อเพื่อธุรกิจโดยมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และวงเงินสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ หรือ Sustainable Finance เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตของคู่ค้าแสนสิริในการติดสปีดธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สารัชต์ รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า โลกธุรกิจในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีดิจิทัล การประยุกต์ใช้ AI พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่มีความสำคัญมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ในห่วงโซ่อุปทาน ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับประเด็นการหารือบนเวทีโลกเกี่ยวกับการยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการ ทั้งการใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพ การสร้างความพร้อมรับมือกับความผันผวนผ่านแนวทางด้านความยั่งยืน และการขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับแนวคิด Value Chain Ecosystem และมุ่งสู่การเป็น Business Value Chain Partner ที่ช่วยเชื่อมโยงโอกาส เครือข่าย และศักยภาพทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของลูกค้าและพันธมิตรตลอดทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ หนึ่งในอุตสาหกรรมที่สะท้อนบทบาทของซัพพลายเชน ต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างชัดเจน คือ อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีห่วงโซ่มูลค่าขนาดใหญ่และมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก กำลังเผชิญความท้าทายในหลายมิติ ทั้งต้นทุนที่ผันผวน การขาดแคลนแรงงานทักษะ และการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีก่อสร้างสมัยใหม่
ความร่วมมือกันระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์และแสนสิริดงาน “Synergy for SME Sustainable Success: ผนึกพลัง ขับเคลื่อน SME สร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืน” เพื่อเร่งสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ให้สามารถรับมือกับความท้าทายในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผ่านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการเข้าถึงแหล่งทุนที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจในเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยมุ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำ AI ไปเสริมศักยภาพ ปรับธุรกิจสู่แนวทางที่ยั่งยืน และเข้าถึงโซลูชันทางการเงินที่เหมาะสม

พิกุล ศรีมหันต์ Chief Debt Recovery Management Officer และ Chief Business Banking Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ความสำเร็จของธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากการเติบโตขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากความแข็งแกร่งของทุกฟันเฟืองในห่วงโซ่คุณค่าที่สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างสมดุล ดังนั้นธนาคารจึงมุ่งทำหน้าที่เป็น Business Value Chain Partner โดยผสานความร่วมมือกับลูกค้าองค์กรชั้นนำ เพื่อขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการในซัพพลายเชนสามารถเข้าถึงแหล่งทุน องค์ความรู้ เครือข่ายธุรกิจ และเครื่องมือสำคัญในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ได้สนับสนุนวงเงินกว่า 2,000 ล้านบาท ประกอบด้วย วงเงินกู้ระยะยาวและวงเงินทุนหมุนเวียนเพื่อธุรกิจ (แบบมีหลักประกัน) อัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 2.50%ในปีแรก สำหรับลูกค้าที่ได้รับอนุมัติภายใน 31 ธันวาคม 2569 วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน สำหรับธุรกิจที่ดำเนินกิจการด้าน Green Activities เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ ระบบบำบัดน้ำเสีย อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก





