จุดเริ่มต้นของผืนป่าในโครงการ ฟอเรสเทียส์ (The Forestias) เกิดจากการเปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับกลายมาเป็นระบบนิเวศป่าที่สมบูรณ์ โดยสภาพพื้นที่เดิมของพื้นที่โครงการเฟส 1 ขนาดประมาณ 300 ไร่ย่านบางนา-ตราด ซึ่งเดิเป็นเพียงที่ดิน”บ่อปลาสลิดเก่า”ที่ถูกทิ้งร้างไว้ แทนที่จะเลือกไปซื้อที่ดินป่าธรรมชาติเดิมแล้วตัดไม้ทำลายป่าเพื่อสร้างบ้าน โครงการเลือกที่จะฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ โดยการ “สร้างธรรมชาติขึ้นมาให้อยู่ร่วมกับบ้าน”
โดยก่อนที่จะเริ่มงานถมดิน มีการส่งทีมวิจัยเข้าสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และจัดทำโปรแกรม Animal Rescue ช่วยเหลือนำปลาและเต่าในบ่อเดิมย้ายไปยังแหล่งน้ำธรรมชาติที่ปลอดภัย รวมถึงเว้นช่องทางในการถมดินเพื่อให้สัตว์สามารถอพยพออกไปได้ นอกจากนี้ยังได้นำทฤษฎีมิยาวากิ การปลูกป่า 4 ชั้นจากญี่ปุ่นมาใช้ โดยเริ่มปลูกจากต้นกล้าเพาะเมล็ดขนาดเล็กสูงปรระมาณ 40–60 เซ็นติเมตรคละสายพันธุ์หนาแน่นรวม 271,901 ต้น บนพื้นที่ป่าและพื้นที่สีเขียวในโครงการ
ผ่านไปกว่า 6 ปีต้นกล้าเล็กๆ มีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 96% และเติบโตจนมีความสูงเฉลี่ย 12.23 เมตร โดยต้นไม้ที่สูงที่สุดมีความสูงถึง 18 เมตร ส่งผลให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ และมีสัตว์สายพันธุ์ต่างๆ กลับเข้ามาอาศัยเพิ่มขึ้นจาก 81 สายพันธุ์ เป็น 181 สายพันธุ์ ในปัจจุบันมีพืชและสัตว์รวมกัน 714 ชนิด

กิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ The Forestias บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ เมืองมิกซ์ยูสบนทำเลบางนา-ตราด กม. 7 มาจากวิสัยทัศน์ของทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ ผู้ก่อตั้ง MQDC ที่เริ่มต้นจากคำถามว่า ‘ความสุขที่แท้จริงคืออะไร’ นำไปสู่การวิเคราะห์แนวทางเพื่อแก้ปัญหาเมืองยุคใหม่ ทั้งธรรมชาติที่เสื่อมโทรม ความเครียด ช่องว่างระหว่างวัย และสังคมสูงอายุ โดยมองว่าความสุขที่ยั่งยืนต้องส่งผลดีทั้งต่อกาย ใจ คนรอบข้าง และสิ่งแวดล้อม
แนวคิดการออกแบบโครงการ ฟอเรสเทียส์ (The Forestias) จึงมีเป้าหมายหลักในการปรับเปลี่ยนมุมมองจากการทำลายธรรมชาติมาเป็นการ “สร้างธรรมชาติให้อยู่ร่วมกับบ้าน” เพื่อสร้างชุมชนที่มีความสุขและสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน (Happy and Healthy Community) ที่ช่วยให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเกื้อกูล เริ่มต้นจากการวางผัง Master Plan โดยให้ป่าเป็นศูนย์กลาง (Forest at the Center) เพื่อให้ทุกโครงการย่อยสามารถเชื่อมต่อและเปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสกับธรรมชาติในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องเดินทางไกล ส่วนการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าภายในโครงการได้นำทฤษฎีมิยาวากิ (Regenerative Ecosystem)ของศาสตราจารย์อากิระ มิยาวากิ มาใช้ปลูกป่าเลียนแบบป่าธรรมชาติ 4 ระดับความสูง ได้แก่ พืชคุมดิน, ไม้พุ่ม, ไม้เรือนยอดรอง และไม้เรือนยอดด้านบน เน้นการปลูกต้นกล้าเพาะเมล็ดขนาดเล็กสูงประมาณ 40–60 เซ็นติเมตรคละสายพันธุ์อย่างหนาแน่น เพื่อให้ไม้โตเร็วช่วยบังแดดให้ไม้โตช้า และเกิดการพึ่งพาเบียดโตอย่างแข็งแรงเหมือนป่าธรรมชาติ โดยโครงการใช้เวลาดูแลต้นไม้ที่ปลูกเพียง 3 ปีแรกเท่านั้น หลังจากนั้นป่าจะเติบโตและพึ่งพาตนเองได้ตามหลัก “No management is the best management”

แบ่งโซนป่าอย่างเป็นระบบทั้งป่าไม้ไม่ผัดใบ (Evergreen Forest), ป่าอาหารสัตว์ (Edible Forest), ป่าไม้ดอกกลิ่นหอม (Flow Fragrant Forest) และพื้นที่ป่าลึกตรงกลาง (Deep Forest) ที่เว้นไว้เป็นพื้นที่ธรรมชาติโดยไม่ให้มนุษย์เข้าไปรบกวน เพื่อเป็นบ้านที่ปลอดภัยสำหรับสัตว์
ทฤษฎีของอากิระ มิยาวากิ ศาสตราจารย์ชาวญี่ปุ่น มีหลักการทำงานสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าธรรมชาติให้เติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืน โดยมีขั้นตอนและกลไกทำงานเลียนแบบโครงสร้างป่าธรรมชาติ 4 ชั้น เน้นการปลูกพืชคละสายพันธุ์ให้ครอบคลุมทั้ง 4 ระดับความสูงเช่นเดียวกับป่าธรรมชาติทั่วโลก คือ ชั้นพืชคุมดิน ทำหน้าที่ช่วยกักเก็บและรักษาความชื้นในดิน,ชั้นไม้พุ่ม เน้นกลุ่มต้นไม้ขนาดกลาง ความสูงไม่เกิน 8 เมตร,ชั้นไม้เรือนยอดรอง เน้นต้นไม้โตระดับกลาง ความสูงไม่เกิน 25 เมตร และชั้นไม้เรือนยอดด้านบน ต้นไม้ใหญ่ที่เติบโตสูงเด่นขึ้นไปชั้นบนสุด

นอกจากนี้ยังได้ออกแบบโครงการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกทั้งสถาบันและบริษัทชั้นนำ เช่น Foster + Partners (ผังและสถาปัตยกรรม), Atelier Ten (สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ), ITEC Entertainment (ประสบการณ์สันทนาการ) และ Harvard T.H. Chan School of Public Health (วิจัยผลของการออกแบบต่อสุขภาพมนุษย์) รวมถึงศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC by MQDC) และสถาบันการศึกษาชั้นนำในการวิจัยและวางผังเพื่อส่งเสริมสุขภาพของผู้อยู่อาศัย เพื่อสุขภาวะและการอยู่อาศัยร่วมกันทุกช่วงวัย (Biophilic & Intergenerational Design) ตั้งแต่เด็ก คนทำงาน จนถึงผู้สูงอายุ สามารถอยู่อาศัยและทำกิจกรรมร่วมกันในธรรมชาติได้อย่างมีความสุข โดยเน้นการบำบัดสุขภาพด้วยธรรมชาติ เช่น กระตุ้นภูมิคุ้มกันด้วยสาร Phytoncides ที่ปล่อยจากป่าที่มีความหลากหลาย ช่วยกระตุ้นการทำงานของ Natural Killer Cells (NK Cells) และโปรตีนต้านมะเร็งในร่างกาย ระบายและกรองอากาศ โดยตัวอาคารได้รับการออกแบบให้ทำหน้าที่เป็น Ventilation Tower ทำงานร่วมกับผืนป่าธรรมชาติในการกรองฝุ่น หมุนเวียนอากาศ และเติมออกซิเจน
ทั้งนี้โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ เริ่มก่อสร้างในปี 2561 ปัจจุบันได้ก่อสร้างที่อยู่อาศัยแล้วเสร็จและส่งมอบพร้อมผู้อยู่จริงแล้วบางส่วน ข้อมูล ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2569 ประกอบด้วยแกนหลัก 4 ข้อ ได้แก่ 500 shades of nature ผืนป่าใจกลางเมืองที่สมบูรณ์และเกื้อกูลระบบนิเวศ Connecting 4 Generations สถาปัตยกรรมที่เอื้อให้ครอบครัวหลายวัยอยู่ใกล้ชิดกัน Community of Dreams ศูนย์รวมกิจกรรมและสาธารณูปโภคที่ให้ทุกคนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน และ Sustainnovation for Well-Being เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนที่ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และเสริมสุขภาวะระยะยาว

รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต ที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน RISC by MQDC กล่าวว่า แนวคิดในการพัฒนาโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติในหลายมิติ อาทิ ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (SDG 15) โดยมีพื้นที่ผืนป่าขนาด 30 ไร่หรือประมาณ 48,000 ตารางเมตร คิดเป็น 45% ของพื้นที่โครงการ ใช้เทคนิคมิยาวากิ ล่าสุดสำรวจพบสิ่งมีชีวิต 714 ชนิด แบ่งเป็นพืช 533 ชนิด และสัตว์ 181 ชนิด
ด้านพลังงานและคาร์บอน (SDG 7 & 13) อาคารสาธารณูปโภคส่วนกลาง (CUP) ร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (CO₂e) นอกจากนี้โครงการยังมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมอีก 83,000 ตัน CO₂e ซึ่งส่วนนี้เกี่ยวข้องระหว่างการพัฒนาและก่อสร้าง
ด้านการจัดการน้ำและขยะ (SDG 6 & 12) โครงการได้ดำเนินงานภายใต้แนวคิด Net Zero Discharge โดยมุ่งเน้นการบำบัดและนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ภายในโครงการ เพื่อลดการปล่อยน้ำทิ้งเข้าสู่ระบบระบายน้ำของเมืองและโครงการตั้งเป้าหมายในการเบี่ยงเบนขยะก่อสร้างจากการกำจัดไม่น้อยกว่า 90% ผ่านการคัดแยก การรีไซเคิล และการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม

ด้านสุขภาวะและชุมชน (SDG 3 & 11) โครงการได้ออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับ 4 เจเนอเรชั่น พร้อมส่งเสริมการเดินทางอย่างยั่งยืนผ่านบริการ Shuttle Bus สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) และการออกแบบพื้นที่ลดการใช้รถยนต์ รวมถึงทางเดินลอยฟ้า Canopy Walk สูงจากพื้นดินประมาณ 8-12 เมตรพร้อมเปิดให้สาธารณชนเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ยงมีโครงการ The Aspen Tree ร่วมกับ Health and Brain Center เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม และ “แฮปปี้แทท” ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์และกิจกรรมสำหรับชุมชน
ปัจจุบัน ความหลากหลายทางชีวภาพภายในโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ (สำรวจในวันที่ 4 ตุลาคม 2569) มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องนับจากเริ่มปลูกป่าในปี 2563 ปัจจุบันต้นไม้ยืนต้นที่เป็นไม้เด่นมีความสูงเฉลี่ย 12.23 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางระดับอกเฉลี่ย 16.01 เซนติเมตร และมีต้นที่สูงที่สุดราว 18 เมตร โดยบันทึกพรรณไม้ได้แล้ว 533 ชนิด ขณะเดียวกันป่าแห่งนี้ได้กลายเป็นบ้านของสัตว์ป่าหลากหลาย จำนวนชนิดสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 127 ชนิดในปี 2563 เป็น 181 ชนิดในปี 2568 แม้โครงการยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง และตั้งเป้าเพิ่มขึ้นเมื่อโครงการแล้วเสร็จ
สำหรับกลุ่มนกพบว่าปัจจุบันมี 47 ชนิด แมลงและสัตว์ขาปล้องปัจจุบัน 80, ชนิดสัตว์น้ำ 14 ชนิด, สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 25 ชนิด, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 7 ชนิด และสัตว์หน้าดิน 8 ชนิด

สำหรับโครงการที่พร้อมเข้าอยู่อาศัยภายในโครงการฟอเรสเทียส์ ประกอบด้วย Whizdom The Forestias คอนโดมิเนียมภายใต้แนวคิด “Feel the Wild” แบ่งเป็น 2 โครงการ รวม 3 อาคาร,Whizdom The Forestias: Destinia & Mytopia Towers ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และครอบครัว,Whizdom The Forestias: Petopia Tower คอนโดมิเนียมสำหรับคนรักสัตว์ ,Mulberry Grove The Forestias ที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวหลายเจเนอเรชั่น ประกอบด้วย คอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรีแบบโลว์ไรส์บรรยากาศรีสอร์ต วิลล่าระดับอัลตราลักชัวรี โดยมี Foster + Partners เป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบสถาปัตยกรรม และ The Aspen Tree อยู่อาศัยสำหรับผู้ที่ใส่ใจเรื่องการดูแลร่างกาย จิตใจ โดยโครงการร่วมดำเนินงานกับ Baycrest ประเทศแคนาดา องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านสุขภาพสมองและการดูแลสุขภาพ เพื่อนำองค์ความรู้และมาตรฐานการดูแลมาประยุกต์กับรูปแบบการใช้ชีวิตผ่านแนวทางแบบองค์รวมที่ครอบคลุมการดูแลอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงของชีวิต





