อสังหาฯเข้าสู่ยุค “ปลาเร็วกินปลาใหญ่”

ในโลกยุคดิจิทัลได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ซึ่งก็รวมถึงภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถึงขั้นมีการกล่าวกันว่า หากอยู่กับที่หรือไม่ก้าวให้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป นั่นหมายความว่า ธุรกิจพร้อมที่จะถอยหลัง …และสิ่งที่เกิดขึ้นค่อยๆเห็นภาพที่ชัดเจนนับจากนี้ไปภายใต้คลื่นธุรกิจที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง  อสังหาฯมิใช่เพียงแต่เข้าสู่ยุค “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” หากแต่จะเป็นยุคที่ “ปลาเร็วกินปลาใหญ่” ซึ่งนั่นหมายความว่า หากปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ก้าวให้ทันถึงกลเกมส์ธุรกิจ และก้าวให้ทันกับพฤติกรรมของผู้บริโภคแล้วปลาเล็กก็สามารถที่จะ “อยู่รอด” และ “เติบโตแบบก้าวกระโดด”ได้เช่นกัน

 

ด้วยบริบทของ “การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างของธุรกิจ”… ผลจากการที่ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่มีการปรับโครงสร้างองค์กร ควบคู่ไปกับการขยายการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้ครอบคลุมโปรดักส์ – ทุกตลาดคือ ตลาดบน-ตลาดกลางและตลาดล่าง ด้วยเพราะมองว่ามันเสี่ยงเกินไปที่โฟกัสเฉพาะตลาดใดตลาดหนึ่งหรือโปรดักส์ใดโปรดักส์หนึ่ง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็เกิดจาก“โครงสร้างของผู้เล่นในตลาดที่เปลี่ยนแปลง” จากเดิมจะมีทั้งรายใหญ่ กลางและรายเล็ก แต่เมื่อปีสองปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าตลาดอสังหาฯจะเป็นของผู้เล่นรายใหญ่ที่ว่ากันว่ากินส่วนแบ่งการตลาดไป 50-60% เช่น บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท, แสนสิริ, เอพี ไทยแลนด์, แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, แอล.พี.เอ็น, ศุภาลัย, และ บมจ.เอสซี แอสเสท

 

บมจ. ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ หรือ ORI  …คือหนึ่งตัวอย่างของบริษัทอสังหาฯที่มีความชัดเจนในการเปลี่ยนแปลง “เราปรับตัวรองรับการเติบโตตาม แพทเทิร์นตลาด และเราหนีความเป็นรายกลาง คือจะสู้รายเล็กก็ไม่ได้ รายใหญ่ก็ไม่ได้”  CEO ของ ออริจิ้น  “พีระพงศ์ จรูญเอก” กล่าว ซึ่งนั่นจึงเป็นที่มาของการนำเอา “ออริจิ้น”สู่ตลาดหลักทรัพย์ฯได้เข้าทำการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการ (First day Trade) เมื่อวันที่ 7ตุลาคม 2558 พร้อมกับตั้งเป้าจะก้าวขึ้นติดTop 10 ในปี2559 และขยับขึ้นติด Top 5 ในปี 2560 ซึ่ง “พีระพงศ์”ก็ยื่นยันว่าทำได้แล้วด้วยมี Market Cap หรือ มูลค่าตามราคาตลาดกว่า 30,000 ล้านบาทเท่าๆกับรายใหญ่บางรายแล้ว

 

...เป้าหมายถัดไปของ “ออริจิ้น” ในปี 2561-63 ก้าวขึ้นติด Top 3 ด้วยการปรับตัว ดังนี้ 1.กลุ่มคอนโดมิเนียมแบ่งหน่วยธุรกิจ (Business units:BU) เป็น 8 BU แต่ละBU ดูแลโครงการปีละ 3,000-5,000 ล้านบาท 2.กลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบหรือกลุ่ม Housing ได้เพิ่มสเกลจากโครงการละ800 ล้านบาทในปี 2560ที่ลงทุนพัฒนา 1 โครงการก็ขยับเพิ่มทั้งจำนวนและมูลค่าเป็นการพัฒนาโครงการละ 1,600-2,000 ล้านบาทในปี2561 และในปี 2562 มูลค่าโครงการก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 4,000 ล้านบาทต่อโครงการ พร้อมกับตั้งเป้าภายใน 5 ปีจะมีมูลค่าการพัฒนาโครงการรวม35,000 ล้านบาท ซึ่งนั่นหมายความพอถึงปีสุดท้ายกลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบก็จะขึ้นTop5 ด้วยรายได้กว่า15,000 ล้านบาท  ขณะที่กลุ่มสินค้าคอนโดฯมูลค่าก็จะขยับสู่ 30,000 ล้านบาท

 

ส่วนกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มธุรกิจโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ก็ค่อยๆสะสมพอร์ตให้ได้ถึง 20,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมี 12,000 ล้านบาท สำหรับกลุ่มธุรกิจบริการภายใต้บริษัท พรีโม พร็อพเพอร์ตี้. โซลูชั่น จํากัด ก็ผลประกอบการดีขึ้นเรื่อยๆ

 

“ด้วยฐานที่ต่ำเรามีโอกาสที่จะขยายหรือเติบโตได้อีก ซึ่งตอนนี้ก็มีที่ดินที่ซื้อเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆและก็ตั้งเป้าเติบโตแบบดับเบิ้ลทุกปี” CEO ของ ออริจิ้น  กล่าวก่อนจะทิ้งท้ายว่า สุดท้ายแล้วก็ต้องมาวัดกันที่กำไรซึ่งออริจิ้นเองสิ้นปี2560 กำไรน่าจะเติบโตอย่างมีนัย…

 

อนึ่ง ในช่วง9เดือนปี2560 “ออริจิ้น” มีรายได้อยู่ที่ 4,014.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111.3% (%YoY) จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นในงวด9เดือนอยู่ที่  1,718.4 ล้านบาท เติบโตขึ้น 109.5% (%YoY)  คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 46.6% ซึ่งสูงขึ้นกว่าอัตรากำไรขั้นต้นงวดเก้าเดือนปี 2559 ที่อยู่ที่ 43.9% สำหรับงวด 9 เดือนปี 2560 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 966.7 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 202.5% (%YoY) จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

อีกหนึ่งกลุ่มบริษัทอสังหาฯที่มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ นั่นคือ กลุ่มบมจ.ยูนิเวนเจอร์ หรือUV ที่บริษัทในเครือทั้ง  “แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์” และ “โกลเด้นแลนด์” ที่เปิดแนวรบธุรกิจพร้อมปรับแผนธุรกิจค่อนข้างโดดเด่นเละในปี 2561 ยังคงเดินหน้าลุยธุรกิจอย่างเต็มที่ โดยแกรนด์ยูฯนั้น แม้จะยังไม่ประกาศแผนธุรกิจอย่างชัดเจน แต่ก็เชื่อว่าน่าจะโหมเปิดตัวคอนโดในช่วงต้นปี 2561อย่างน้อย 3-4 โครงการ คือ ย่านจรัญสนิทวงค์ , ม.ศรีปทุม ,จตุจักร และทำเลย่านรัชโยธิน  พร้อมกันนี้ต้องจับตาดูว่า แกรนด์ยูฯจะมีการปรับเปลี่ยนแบรนด์ดิ้งของกลุ่มคอนโดฯหรือไม่ หากมีการปรับก็เชื่อว่าน่าจะมีทั้งการปรับโลเกชั่น ปรับราคาขาย รวมถึงปรับขนาดของห้อง  เป็นต้น

 

ส่วน“โกลเด้นแลนด์” หลังจากที่UV เข้ามาถือหุ้นใหญ่เมื่อ 5-6ปีก่อน(ปี 2555)พัฒนาการทางธุรกิจของ “โกลเด้นแลนด์” นั้นเห็นเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะการขยายพอร์ตที่อยู่อาศัยแนวราบให้ให้ใหญ่ขึ้นทั้งธุรกิจอสังหาฯเพื่อขายและธุรกิจอสังหาฯเพื่อเช่า ทั้งรายได้และกำไรเติบโตสูงมาตลอด และหากพิจารณาถึงการประกาศแผนธุรกิจเริ่มตั้งแต่ปี 2559 ต่อเนื่องจนถึงปี 2561ผ่านกลยุทธ์ต่างๆด้วยเป้าหมายขึ้นเป็น Top 5 ในปี 2563ได้อย่างไม่ยากนัก ซึ่งนั้นสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานโดยมียอดขายในธุรกิจที่อยู่อาศัย 9 เดือนแรกปี 2560 อยู่ที่  16,580 ล้านบาท สูงกว่าปี 2559 ทั้งปีที่ทำไว้ 14,500 ล้านบาท ถึง 2,080 ล้านบาท คาดว่าปี 2560 บริษัทฯ จะมียอดขาย 20,000 ล้านบาท ทั้งนี้มีผลมาจากการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้ง 14 โครงการ และยอดขายต่อเนื่องของโครงการเดิม  โดยในปีนี้ได้เปิดโครงการใหม่ 14 โครงการ แบ่งเป็นโครงการทาวน์โฮม 11 โครงการ บ้านแฝด 2 โครงการ และบ้านเดี่ยว 1 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท

 

ในปี 2561 “โกลเด้นแลนด์” ได้ตั้งเป้ายอดขายสำหรับธุรกิจที่อยู่อาศัย 26,600 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ที่ 16,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 คิดเป็น 35% และมีแผนจัดซื้อที่ดินเพิ่มจำนวน 34 แปลง ในงบประมาณ 13,240 ล้านบาท โดยมีแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งปี 34 โครงการ มูลค่ารวม 39,600 ล้านบาท แบ่งเป็นทาวน์โฮม 20 โครงการบ้านแฝด 8 โครงการ บ้านเดี่ยว 4 โครงการ และ โครงการต่างจังหวัดอีก 2 โครงการ

 

ลงสนามแข่งตลาด “คอนโดฯ”เพื่อการเติบโตในระยะยาว นอกจากการเปิดโครงการใหม่เชิงรุกทั้งกทม.และจังหวัดอื่นที่มีศักยภาพสูง เช่น ชลบุรี นคราชสีมา อยุธยา แล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่“โกลเด้นแลนด์”จะเปิดตัวคอนโดฯใหม่อีกครั้งเพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและช่วยให้แนวโน้มการเติบโตสูงขึ้นได้อีกสู่เป้าหมาย Top 5 ในปี2563 ซึ่งจะได้แรงหนุนจากการเติบโตของยอดขายแนวราบเป็นหลักแล้ว ยังเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการใหญ่อื่นๆเช่น สามย่านมิตรทาวน์ ส่วนที่ว่ารายได้จะทะลุสู่ฝั่งฝันตามเป้าหมายหรือไม่ต้องติดตาม เพราะการก้าวขึ้นสู่Top5 นั่นหมายความว่ารายได้ต้องไม่น้อยกว่า 2-2.5หมื่นล้านบาท

 

การปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในรูปแบบที่แตกต่าง รวมถึงการหันมาให้ความตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบของทั้ง “ออริจิ้น” และ “โกลเด้นแลนด์” เป็น2บริษัทอสังหาฯตัวอย่างที่สะท้อนภาพชัดเจนถึงการตีฝ่าวงล้อมธุรกิจของเพื่อนร่วมธุรกิจ “บิ๊กเนม”ทั้ง 10 ราย ซึ่งผลประกอบการที่เติบโตทั้งในปี 2560และเป้าหมายการเติบโตในปี 2561 นั้นบอกเป็นนัยว่า ได้ช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดจากเพื่อนร่วมธุรกิจที่เป็นเจ้าตลาดเดิม ในขณะเดียวกัน การก้าวให้ทันกับความต้องของผู้บริโภคด้วยโครงการใหม่ที่เปิดเชิงรุกในการเพิ่มมูลค่าในทำเลที่มีความต้องการสูง ,การให้ความสำคัญด้านเทคโนโลยีการออกแบบเพื่อให้โปรดักส์ที่มีฟังก์ชั่นบ้านตรงใจลูกค้า และให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งแวดล้อม ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นกลยุทธ์สู่ “ผู้ชนะ”ในตลาดที่อยู่อาศัย

 

..ด้วยเป้าหมายของทั้ง“ออริจิ้น” และ“โกลเด้นแลนด์” ที่หวังขึ้นชั้นติดเบอร์ต้นๆในธุรกิจอสังหาฯซึ่งแน่นอนว่าเจ้าตลาดเดิมคงไม่ปล่อยให้เบียดขึ้นมาง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นเอพี ไทยแลนด์,ศุภาลัย รวมถึงเจ้าตลาดบ้านอย่างบมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท หรือ PS ที่ “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจพฤกษาเรียลเอสเตท-พรีเมียม ของPS บอกว่า “การพัฒนาของเราจะเป็นรูปแบบปลาใหญ่ ทำตัวเป็นปลาเล็กมีความคล่องแคล่ว ว่องไว และเป็นปลาเก่งพัฒนาโครงการขนาดไม่ใหญ่มาก แต่สามารถปิดการขายได้เร็ว ซึ่งการพัฒนาในรูปแบบนี้เหมาะสำหรับตลาดระดับบนที่ในแต่ละทำเลมีลูกค้าจำนวนจำกัด”ละในแผนเปิดตัวโครงการใหม่ของกลุ่มธุรกิจพฤกษาเรียลเอสเตท-พรีเมียม ในปี 2561 ตั้งเป้าพัฒนา 7-8 โครงการ แบ่งเป็นโครงการคอนโดฯ 4-5 โครงการที่เหลือเป็นโครงการแนวราบ

 

นอกจากนี้ โครงการที่เปิดในปี2561 ประมาณ 70% เป็นสินค้าแนวราบ และได้มีการพัฒนามีการพัฒนาโปรดักส์ใหม่ออกมารองรับความต้องการของตลาดที่ขยับโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบใกล้เมืองมากขึ้น ส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯจะเป็นสินค้าโครงการคอนโดมิเนียม

 

พฤกษา กำลังพัฒนาโมเดล “การขาย 24 ชั่วโมง ” จะเพิ่มน้ำหนักกว่า 50% ไปกับการขายผ่านออนไลน์… “ปิยะ ประยงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท กล่าวพร้อมกับกล่าวด้วยว่า บริษัทฯ จะดึงตัวแทนขาย(โบรกเกอร์)ในแต่ละตลาด เข้ามาช่วยงานขายโดยจะมีการจัดสรรสินค้าที่อยู่อาศัยของพฤกษาฯให้เหมาะสมกับโบรกเกอร์ที่จะเข้าดูแลการขายให้บางส่วน

 

โมเดลการตลาดและการขายนี้ “ปิยะ” บอกว่าจะช่วยให้เราสามารถขายโครงการที่อยู่อาศัยได้ 24 ชั่วโมง แต่ถามว่าโอกาสจะเพิ่มยอดขายหรือไม่ตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องของการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เข้าถึงบริการและสินค้าของพฤกษาฯ  ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องช่องทางการขายมากขึ้น มีผลต่อต้นทุน ค่าใช้จ่ายที่สามารถควบคุมได้

 

กล่าวได้ว่าการอาศัยช่องทางของบริษัทนายหน้าให้เข้ามามีส่วนช่วยในการขายสินค้าของตนเอง นั้นถือว่าเป็นการทำการตลาดเชิงรุก ต่างจากช่วงก่อนหน้านี้อาจจะขายโครงการแบบการประชาสัมพันธ์ทั่วๆ ไปในตอนต้นและเปิดสำนักงานขายเพื่อรอให้คนที่สนใจเดินเข้ามาซื้อ แต่การให้บริษัทนายหน้าที่อาจจะมีฐานข้อมูลลูกค้าของตนเองและมีการประชาสัมพันธ์แบบต่อเนื่องทุกช่องทางเข้ามาช่วยขายก็เป็นการเปิดโอกาสให้กับโครงการที่พัฒนา

 

 

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง