วิกฤตสงครามตะวันออกกลางปะทุกระทบท่องเที่ยวไทย-นักท่องเที่ยวลดหวั่นความปลอดภัย

วิกฤตตะวันออกกลางส่งผลให้การเดินทางระหว่างประเทศของโลกต้องสะดุด และกระทบต่อเนื่องถึงการเดินทางเข้าไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศประกาศปิดน่านฟ้า และเที่ยวบินในเส้นทางตะวันออกกลางถูกยกเลิกในทันที อาทิ อิหร่าน อิสราเอล กาตาร์ UAE คูเวต บาห์เรน และอิรัก ส่งผลให้เที่ยวบินนับพันเที่ยวในเส้นทางตะวันออกกลางต้องถูกยกเลิกโดยทันที ขณะที่นักท่องเที่ยวนับหมื่นคนตกค้างไม่สามารถเดินทางต่อได้ และด้วยพื้นที่ดังกล่าวเป็นฮับการบินสำคัญของโลกที่มีสัดส่วนผู้โดยสารประมาณ 10% ในปี 2568 จากข้อมูลของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association : IATA) ทำให้ส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศของคนทั่วโลก

แม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มทยอยเปิดให้บริการในบางเส้นทางรวมถึงไทย แต่วิกฤตดังกล่าวได้สร้างผลกระทบกับภาคการท่องเที่ยวไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก จำนวนเที่ยวบินที่เดินทางมาไทยมีโอกาสลดลงจากเที่ยวบินของหลายสายการบินที่ยังเปิดบริการในบางเส้นทางและจากความเสี่ยงในการเข้าสู่ภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอากาศยานในหลายประเทศ

การวิเคราะห์โดย SCB EIC ระบุว่าวิกฤตตะวันออกกลางที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอย่างน้อย 8 สัปดาห์อาจกดดันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยชะลอตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 33.2 ล้านคนจากประมาณการเดิมในเดือนธันวาคมที่ 34.1 ล้านคน

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจำนวนผู้โดยสารต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยโดยรวมจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้นหลังผู้โดยสารต่างชาติทางอากาศหดตัวต่อเนื่องในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มเปิดให้บริการในบางเส้นทางและหลายสายการบินเพิ่มเที่ยวบินตรงในเส้นทางยุโรป-เอเชีย แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยยังมีโอกาสชะลอตัวลงจากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงจากจำนวนเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางที่เปิดให้บริการอย่างจำกัด โดยประเทศไทยยังพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่มากประมาณ 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด

ขณะที่นักท่องเที่ยวชาติอื่นเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้บริการสายการบินตะวันออกกลางอย่าง Emirates, Qatar Airways และ Etihad Airways ที่มีสัดส่วนประมาณ 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป โดยบางส่วนหันไปใช้เส้นทางบินตรงหรือต่อเครื่องที่ฮับอื่นแทน ขณะเดียวกันกลุมนักท่องเที่ยวที่กังวลต่อต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและประเด็นด้านความปลอดภัยก็มีโอกาสปรับแผนหรือยกเลิกการเดินทางท่องเที่ยวไป

นอกจากนี้ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาไทยทางบก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบเพิ่มจากความกังวลในวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ของไทย อย่างไรก็ดีคาดว่าภาคการท่องเที่ยวไทยยังได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวดีขึ้นและนักท่องเที่ยวอินเดียที่เติบโตต่อเนื่อง โดยนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวได้ดีตั้งแต่ช่วงกุมภาพันธ์เพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีนตั้งแต่ 1 มกราคม – 5 เมษายน 2669 โดยนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยแล้วกว่า 1.55 ล้านคน หรือเติบโตประมาณ 12%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และหลังเกิดวิกฤตตะวันออกกลางนักท่องเที่ยวจีนยังเดินทางเข้าไทยอย่างต่อเนื่องที่ 38% เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวอินเดียที่ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในปีนี้นักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 6.59 แสนคน เติบโตประมาณ 15% และในช่วงวิกฤตตะวันออกกลางยังเติบโตที่ 12% อีกทั้งภาคการท่องเที่ยวไทยยังอาจได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เปลี่ยนแผนการท่องเที่ยวจากจุดหมายปลายทางที่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงมาท่องเที่ยวในไทยแทนอีกด้วย

โดยจากข้อมูลของ Flightradar24 ณ วันที่ 6 เมษายน 2569 ระบุว่าสายการบิน Emirates ได้ทยอยเปิดให้บริการแล้วประมาณ 67% ของจำนวนเที่ยวบินปกติ เช่นเดียวกับสายการบิน Etihad Airways ที่เริ่มเปิดให้บริการแล้วประมาณ 65% ขณะที่สายการบิน  ส่วนสายการบิน Qatar Airways ยังเปิดให้บริการจำกัดในบางเส้นทางจากยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของสายการบินอื่น ๆ ยังคงหลีกเลี่ยงน่านฟ้าและระงับเที่ยวบินเส้นทางตะวันออกกลาง 11 ประเทศ (บาห์เรน อิหร่าน อิรัก อิสราเอล จอร์แดน คูเวต เลบานอน โอมาน กาตาร์ UAE และซาอุดีอาระเบีย) เช่น สายการบินยุโรป ตามประกาศแนะนำขององค์การความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป (European Union Aviation Safety Agency ทำให้นักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีโอกาสมาไทยเพื่อหลีกหนีภัยสงครามและความไม่สงบภายในประเทศอีกด้วย

ดังนั้นหากสถานการณ์สงครามยังยืดเยื้อยาวนาน การออกมาตรการของภาครัฐอย่างทันท่วงทีจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่เริ่มได้รับผลกระทบชัดเจนขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยวต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปเป็นหลักอย่างภูเก็ต พังงา กระบี่ และสมุย รวมถึงธุรกิจขนส่งนักท่องเที่ยวและธุรกิจท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ภายใต้สถานการณ์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ การออกมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติในเอเชียและแปซิฟิกที่ยังเติบโต ควบคู่กับการออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศจะมีส่วนช่วยเสริมรายได้ให้กับธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงวิกฤตได้

แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ธุรกิจต้องเผชิญกับแนวโน้มการท่องเที่ยวในประเทศที่อ่อนแรงลงจากแรงกดดันด้านปัญหาพลังงานภายในประเทศด้วยนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณามาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้นและดูแลความเพียงพอของปริมาณน้ำมันควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ภาครัฐอาจต้องพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนทางการเงินเพิ่มเติมให้แก่ผุประกอบการรายเล็กและรายกลางที่มีสภาพคล่องไม่สูงมากและเป็นข้อจำกัดในการปรับตัว ซึ่งมาตรการข้างต้นดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญที่เข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบและประคับประคองภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง