บรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าฯกรุงเทพมหานครจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยเคาะวันหย่อนบัตรอย่างเป็นทางการในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ถือเป็นช่วงเวลาที่จะชี้ชะตาว่าใครจะเป็นผู้ครองอำนาจบริหารงบประมาณกว่า 8 หมื่นล้านบาทของเมืองหลวงไปอีก 4 ปี
หากย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2565 ผู้ว่าฯชัชชาติได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยคะแนน 1.38 ล้านเสียง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา และตลอด 4 ปีที่ผ่านมาสามารถประคองระดับคะแนนนิยมไว้ได้ด้วยยุทธศาสตร์ที่เข้าถึงใจคนเมือง 3 ประการหลัก ภายใต้ยุทธศาสตร์ “เส้นเลือดฝอย” ที่สัมผัสได้ในระดับหน้าบ้าน โดยเปลี่ยนภาพจำของผู้ว่าฯ จากคนที่เน้นโปรเจกต์อุโมงค์ยักษ์หมื่นล้าน มาเป็นคนที่สนใจเรื่อง “หลอดไฟส่องสว่าง” และ “ทางเท้าซอยเล็ก” “Traffy Fondue” และการปฏิรูประบบราชการด้วยดิจิทัล การนำเทคโนโลยีมาใช้รับเรื่องร้องเรียน และการเป็น “ผู้ว่าฯ ของทุกคน” ในนามอิสระ แม้ขั้วการเมืองจะเปลี่ยนไป
สรุปผลงานการดำเนินงานของกรุงเทพมหานครในช่วงเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีความคืบหน้าในหลายด้านโดยเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อความโปร่งใสและประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการปฏิรูประบบรับเรื่องร้องเรียน (Traffy Fondue),การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเดินทาง (First Mile / Last Mile),สิ่งแวดล้อมและพื้นที่สีเขียว และบริการดิจิทัลเพื่อประชาชน (Digital Governance) โดยเฉพาะแนวทางการ พัฒนาการบริหารจัดการกรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิดการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วและความโปร่งใสให้แก่ประชาชน
1.การปฏิรูประบบรับเรื่องร้องเรียน (Traffy Fondue) เพื่อรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเดิมการแก้ปัญหา Pain Point ในอดีตจะเป็นการร้องเรียนผ่านอีเมลหรือช่องทางเดิม ประชาชนจะไม่ทราบสถานะว่าเรื่องถึงหน่วยงานหรือยัง หรือดำเนินการถึงขั้นตอนไหน

เอกวรัญญู อัมระปาล ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และโฆษกกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากการส่งหนังสือผ่านโต๊ะทำงานในอดีตมาเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อกระจายอำนาจ ภายใต้แนวคิดหลักคือ “หันหลังให้ผู้ว่าฯ หันหน้าให้ประชาชน” ซึ่งสะท้อนถึงการรับฟังประชาชนเป็นศูนย์กลางและทำงานอย่างรวดเร็ว ด้วยการใช้ระบบ Traffy Fondue ซึ่งระบบใหม่นี้จะมีการอัปเดตสถานะให้ผู้แจ้งทราบทันที ทำให้เกิดความสบายใจว่าเรื่องถึงมือภาครัฐแล้ว นอกจากนี้ระบบยังช่วยให้ระยะเวลาเฉลี่ยในการแก้ไขปัญหาลดลงอย่างมาก จากเดิมที่เคยใช้เวลาประมาณ 26 วัน ลดลงเหลือเพียง 2.4 วัน ตัวอย่างเช่น การแจ้งซ่อมหลุมบ่อสามารถเสร็จสิ้นได้ใน 16 ชั่วโมง หรือทางเท้าพังแก้ไขได้ภายในเวลาประมาณ 2 วัน ที่สำคัญประชาชนจำนวนมากนิยมแจ้งเรื่องผ่าน Traffy Fondue ในเวลาที่ไม่ใช่เวลาทำการ เนื่องจากสะดวกกว่าการเดินทางไปที่สำนักงานเขตด้วยตนเอง

นอกจากนี้ยังได้มีการใช้ข้อมูล (Data) พัฒนาเมือง โดยข้อมูลจากการร้องเรียนถูกนำมาสร้างเป็น Policy เพื่อแก้ปัญหาเมือง เช่น ปัญหาน้ำท่วมขัง ซึ่งพบว่าข้อมูลจากประชาชนช่วยให้ระบุจุดเสี่ยงได้ถึง 737 จุด จากเดิมที่หน่วยงานรายงานมีข้อมูลเพียง 10 กว่าจุดเท่านั้น นอกจากนี้ระบบนี้ยังใช้เป็นระบบ Balanced Scorecard เพื่อวัดประสิทธิภาพของแต่ละเขต ทำให้เกิดการแข่งขันและการเลื่อนตำแหน่งที่โปร่งใสโดยดูจากผลงานการแก้ปัญหาให้ประชาชน และในช่วงที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ระบบสามารถปรับโหมดให้ประชาชนถ่ายรูปแจ้งเหตุรอยร้าวของอาคารเพื่อให้วิศวกรอาสาเข้าตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเคยมีสถิติรับเรื่องได้สูงถึง 20,000 กว่าเคสภายในหนึ่งสัปดาห์
รวมทั้งยังสามารถยื่นแบบสร้างบ้านออนไลน์ เพื่อลดอุปสรรคและความโปร่งใส โดยระบบนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องความโปร่งใสและลดความล่าช้าในการดำเนินงาน ปัจจุบันมีการยื่นเรื่องผ่านระบบแล้วกว่า 17,000 เรื่อง และดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 10,000 เรื่อง
2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเดินทาง (First Mile / Last Mile) ปัจจุบันได้ดำเนินการพัฒนาทางเท้าไปแล้ว 1,100 กิโลเมตร เกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 1,000 กิโลเมตร โดยใช้การออกแบบ Universal Design เพื่อให้ทุกวัยและทุกระดับรายได้สามารถเข้าถึงได้ด้วยมาตรฐานทางเท้า Gen 4 โดยมีการปรับปรุงทางเท้าในรูปแบบใหม่ที่เสริมเหล็กให้แข็งแรงขึ้น เพื่อป้องกันการพังทลายง่ายในระยะยาว ปรับทางเข้าซอยหรืออาคารให้มีความลาดชันในอัตราส่วน 1:12 เพื่อให้รถเข็น (Wheelchair) สามารถใช้งานได้สะดวกขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเดิน ด้วยการสร้างหลังคาคลุมทางเดิน (Covered Walkway)ในจุดที่มีความต้องการสูง เช่น บริเวณถนนสาทร เพื่อช่วยให้ประชาชนเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าได้โดยไม่ลำบากเมื่อฝนตกหรืออากาศร้อน และมีการใช้การตีเส้นจราจรสำหรับทางเดินบนผิวถนนเพื่อให้คนเดินเท้าเดินได้อย่างสบายขึ้นในบริเวณถนนเย็นอากาศ
ทางเดินริมคลอง (Canalside Walkways)เชื่อมย่านทำงาน
รวมทั้งกทม. ยังได้พัฒนาทางเดินริมคลองในหลายจุดเพื่อสร้างโครงข่ายการเดินทางที่ต่อเนื่องบริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษมและคลองแสนแสบ โดยมีการทำทางเดินลอดใต้สะพาน เพื่อให้เดินได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องข้ามถนนหรือรอสัญญาณไฟจราจร ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประหยัดเวลา
โดยทางเดินบริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม มีจุดเด่นสำคัญคือการสร้าง “ทางเดินลอดใต้สะพาน” เพื่อเชื่อมต่อทางเดินเข้าด้วยกันทั้งหมด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ประชาชนเดินหรือปั่นจักรยานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดรอสัญญาณไฟจราจรหรือข้ามถนน ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดการติดขัดของจราจรบนถนนไปพร้อมกัน
ส่วนทางเดินริมคลองแสนแสบ มีการพัฒนาทางเดินริมคลองรวมระยะทางทั้งสองฝั่งถึง 80 กิโลเมตร ปัจจุบันงานก่อสร้างเหลือเพียง 2 จุดที่อยู่ระหว่างดำเนินการ คือบริเวณเพลินจิต และบริเวณสุดขอบกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยยกระดับในย่านธุรกิจอย่างเพลินจิตหรือราชดำริ นอกจากนี้ยังมีแผนจะทำหลังคาคลุมทางเดิน (Covered Walkway) บริเวณริมคลองเพื่อให้เดินได้สบายในทุกสภาพอากาศ
ทางเดินลอยฟ้า Full Loop รอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
อีกหนึ่งผลงานที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ในตอนนี้ คือ การโครงการพัฒนา Skywalkอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จากเดิมที่มีทางเดินเพียงครึ่งวงกลม ล่าสุดมีแผนพัฒนาปรับปรุงเกาะทั้ง 4 เกาะและเชื่อมต่อทางเดินให้ครบเป็นวงกลม (Full Loop) เพื่อให้ประชาชนเดินเชื่อมถึงกันได้ทุกฝั่งโดยไม่ต้องเดินลงมาด้านล่าง โดยมีการสร้าง Skywalk ต่อขยายไปทางด้านถนนราชวิถีเพื่อเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลหลายแห่งในบริเวณนั้น ซึ่งSkywalk รูปแบบใหม่นี้ถูกออกแบบให้มีวัตถุประสงค์พิเศษ คือในกรณีฉุกเฉินสามารถใช้เป็นเส้นทางให้รถกอล์ฟขนส่งผู้ป่วยด่วนวิ่งสวนกันได้เพื่อเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดด้านล่าง ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆนี้
ส่งเสริมการใช้จักรยานสาธารณะ (Bike Sharing)
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “First Mile / Last Mile” เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางจากที่พักไปยังระบบขนส่งมวลชนหลัก ปัจจุบันมีจำนวนจักรยานใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 6,000 คัน โดยมีผู้ให้บริการหลายเจ้าและมีตัวเลือกทั้งจักรยานธรรมดาและจักรยานไฟฟ้า (EV Bike) ซึ่งในปีที่ผ่านมามียอดผู้ใช้งานมากกว่า 200,000 ราย โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียวมีการใช้งานสูงถึง 46,090 ทริป โดยเฉพาะในย่านเพลินจิตมีประชาชนนิยมใช้จักรยานเพื่อปั่นจากท่าเรือแสนแสบหรือคอนโดฯที่พักเพื่อไปต่อรถไฟฟ้า BTS ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มความสะดวกในการเดินทางอย่างมาก
3.การสร้างสิ่งแวดล้อมและพื้นที่สีเขียว กทม.ได้ดำเนินการจัดการปัญหาขยะผ่านโครงการ “ไม่เทรวม” เป็นโครงการรณรงค์และปฏิรูปการจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร โดยมีเป้าหมายหลักคือการส่งเสริมให้ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ แยกขยะตั้งแต่ต้นทางเพื่อลดภาระและงบประมาณในการจัดการขยะของเมือง ซึ่งสามารถช่วยประหยัดงบประมาณได้ 141 ล้านบาทในระยะเวลา 1 ปี และลดปริมาณขยะเฉลี่ยต่อวันจาก 10,000 กว่าตันในปี 2562 เหลือประมาณ 9,200 ตัน ในปี 2567
ทำให้ที่ผ่านมาในแต่ละปี กทม.ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและจัดการขยะสูงถึง 7,000 – 8,000 ล้านบาท แต่มีรายรับกลับมาเพียง 500 กว่าล้านบาทเท่านั้น การแยกขยะจะช่วยลดขั้นตอนการนำขยะไปแยกเองที่ปลายทาง ทำให้ค่าขนส่ง ค่าฝังกลบ และค่าเผาขยะลดลงตามไปด้วย
โดยโครงการนี้มีการใช้มาตรการทางภาษีและค่าธรรมเนียมมาจูงใจ หากครัวเรือนไหนมีการแยกขยะ จะเสียค่าธรรมเนียมเท่าเดิมคือประมาณ 20 บาท แต่หากไม่แยกขยะ จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเป็น 60 บาท ในปีแรกที่เริ่มโครงการกับหน่วยงานขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้าเครือเซ็นทรัล และเดอะมอลล์ สามารถประหยัดงบประมาณไปได้ถึง 141 ล้านบาท ล่าสุดมีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 700,000 หลังคาเรือน และคาดว่าปัจจุบันอาจสูงถึงหลักล้านครัวเรือนแล้ว
สวน 15นาทีเปิดให้บริการแล้ว 456 แห่ง
ส่วนโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้นของกรุงเทพมหานครมีความคืบหน้าไปอย่างมากโดยปัจจุบันมีการปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 2,400,000 ต้น ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ ส่วนนโยบายสวน 15 นาที เป็นโครงการที่มุ่งเน้นให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้ในรัศมีวงกลมจากที่พักอาศัยภายในเวลา 15 นาที ปัจจุบันมีการจัดทำสวน 15 นาทีไปแล้วทั้งหมด 456 แห่งในจำนวนนี้มี 74 แห่ง ที่เป็นพื้นที่ที่ประชาชนและภาคเอกชนบริจาคที่ดินให้ กทม.นำไปพัฒนาเป็นสวน โดยกทม. ได้สร้างแรงจูงใจสำหรับเจ้าของที่ดินที่มีที่ดินว่างเปล่าเพื่อทำสวนสาธารณะ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมอบสิทธิ์ให้ดูแลอย่างน้อย 7 ปี ซึ่งเจ้าของที่ดินจะได้รับสิทธิประโยชน์คือ การยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนหลายแห่งให้ความร่วมมือทั้งในด้านการมอบที่ดินและการช่วยออกแบบสวน (Landscape) เช่น สวน 50 สุข เขตคลองเตย- สวนถนนเลียบคลองภาษีเจริญฝงใต้ เขตหนองแขม- สวนหย่อมแยกถนนเจริญราษฎร์–จันทน์ เขตสาทร
ส่วนการจัดการ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ยังเป็นปัญหาใหญ่และมีกระทบต่อร่ายการของประชาชนชาวกทม.โดยตรง กทม.ได้ดำเนิน 10 มาตรการหลักในการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 เช่น การควบคุมมลพิษจากยานพาหนะและโรงงาน รวมถึงการประสานงานกับจังหวัดข้างเคียงเพื่อควบคุมการเผาในที่โล่งตามสภาวะอากาศ,โครงการ Green List Plus รณรงค์ให้เจ้าของรถยนต์เปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองเพื่อลดการปล่อยมลพิษ,ความเข้มงวดเรื่องควันดำ มีการปรับลดเกณฑ์ค่าความทึบแสงจากเดิม 30% ให้เหลือเพียง 20% ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนปีที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถจับกุมรถที่ปล่อยควันดำได้ง่ายขึ้น,การตรวจไซต์ก่อสร้าง เพื่อเข้มงวดการตรวจสอบฝุ่นละอองจากไซต์งานก่อสร้างและแพลนท์ปูนต่าง ๆ และการประสานงานกับจังหวัดข้างเคียง เช่น นครนายก เพื่อขอให้หยุดเผาในช่วง 7 วันที่พยากรณ์พบว่าเพดานอากาศกดต่ำหรือลมสงบ,มาตรการ Work From Home เพื่อขอความร่วมมือภาคเอกชนให้พนักงานทำงานที่บ้านในช่วงที่พยากรณ์ว่าฝุ่นจะรุนแรงล่วงหน้า 3 วัน เพื่อลดการสะสมของฝุ่นจากการเดินทาง เป็นต้น
ลุ้นสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา
ส่วนแผนการดำเนินงานในอนาคตที่กทม.มีแผนจะก่อสร้างเพื่อปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ให้กับกทม. รศ.วิศณุ ทรัพย์สมพลรอง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม.มีแผนจะสร้างสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นเพียง ภาพแนวคิด (Concept) ที่เกิดจากการหารือร่วมกับหลากหลายภาคส่วนเพื่อให้ได้ไอเดียออกมา ซึ่งรูปแบบที่เห็นในปัจจุบันอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และไม่ได้หมายความว่าจะดำเนินการก่อสร้างตามรูปแบบนั้น 100%
ทั้งนี้โครงการก่อสร้างสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำดังกล่าวถูกจัดให้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กในอนาคต (Future Landmark) ที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่จะช่วยยกระดับการเดินทางและทัศนียภาพของเมืองในอนาคต โดยมีเป้าหมายสำคัญในการช่วยเรื่องการเดินทางและยกระดับเมือง โดยโครงการนี้ถูกออกแบบมาให้เป็น สะพานสำหรับคนเดินข้ามแม่น้ำโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยเชื่อมต่อการสัญจรของประชาชนระหว่างสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้สะดวกยิ่งขึ้น และเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ (Future Landmark) โดยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ทางข้าม แต่ถูกวางวางแผนให้เป็นจุดหมายตาที่สำคัญในอนาคตของกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างบรรยากาศให้เมืองดูสนุกและมีชีวิตชีวามากขึ้น นอกจากนี้ กทม.ยังมีแผนพัฒนา ศาลาว่าการ กทม. (เดิม) ให้เป็นพิพิธภัณฑ์เมือง เนื่องจากตั้งอยู่ในย่านที่มีประวัติศาสตร์มากมาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสร้างจุดหมายตาใหม่ ๆ ให้กับเมืองเช่นเดียวกัน








