เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการวาระแห่งชาติด้านพลังงานเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาค่าไฟและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2569 เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพิ่มขึ้น 2% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน
ทั้งนี้ค่าไฟฟ้าที่ 3.95 บาทต่อหน่วยเป็นผลจากการที่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับภาระต้นทุนคงค้างสะสม (Accumulation Factor:AF) ไว้แทนประชาชนไปก่อนจำนวน 35,928 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย ร่วมกับการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมดจำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง
โดยมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติกำหนดนโยบายค่าไฟฟ้าดังกล่าว และมอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานพิจารณาปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ภายในเดือนมิถุนายน 2569 โดยอัตราค่าไฟฟ้าฐานเฉลี่ยของกลุ่มบ้านอยู่อาศัยยังคงเท่าเดิม
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว หลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ประกอบกับความต้องการใช้พลังงานของโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และมีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าและบริการในประเทศสูงขึ้น รัฐบาลจึงเร่งกำหนดมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ
- มาตรการการบรรเทาผลกระทบราคาค่าไฟฟ้าของประชาชน เช่น การปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วยภายในเดือนมิถุนายน 2569
- มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงาน เช่น ส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดการพึ่งพาระบบหลัก รวมถึงส่งเสริมการติดตั้งในหน่วยงานรัฐในรูปแบบESCO Model และปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบ Adder เป็น Feed-in Tariff (FiT) ให้เหมาะสม
- มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน เช่น การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยรัฐบาลตั้งเป้าให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานลง 20% พร้อมรายงานผลอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกับการประเมินผลผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ,ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น การเปลี่ยนไฟสาธารณะเป็นหลอดLED และระบบไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับระบบบริหารจัดการพลังงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศในระยะยาว,การส่งเสริมการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศการติดตั้งสถานีอันประจุไฟฟ้าสาธารณะ (Public charging Station) และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ รวมถึงส่งเสริมพลังงานชีวภาพ (Bio Energy) โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนของเสียและวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อนำมาใช้ในการผลิตพลังงานสะอาดในรูปแบบของเชื้อเพลิงชีวมวล และก๊าซชีวภาพในภาคขนส่ง
ทั้งนี้อัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เป็นอัตราที่ใช้เฉพาะผู้ใช้ไฟประเภทบ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งประชาชนกลุ่มนี้มีจำนวน 20 กว่าล้านหลังคิดเป็น 90% ที่จะจ่ายค่าไฟถูกลง สำหรับประชาชนผู้ใช้ไฟมากกว่า 200 ยูนิตที่มีความกังวลใจ รัฐบาลขอให้ติดตามการแถลงต่อไป เพราะรัฐบาลเข้าใจและรับทราบถึงความกังวลนั้น ส่วนบางท่านอาจจะพิจารณาการใช้พลังงานทางเลือกโดยการตั้งติดโซล่ารูฟ ที่รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนสินเชื่อ ดอกเบี้ยตํ่า ผ่อนจ่ายถูกกว่าค่าไฟ และรับซื้อคืนไฟฟ้าส่วนเกิน และในวันที่ 29 เมษายน 2569จะมีการประชุมคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ เพื่อเดินหน้าในเรื่องนี้ต่อไป
นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้า โดยการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา สำหรับภาคประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเองและลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก โดยประชาชนผู้ผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สามารถขายไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบไฟฟ้าได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนที่ติดตั้ง SolarRooftop โดยมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติพิจารณากำหนดหลักการในการดำเนินการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชน และกำหนดหลักการการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวในรูปแบบ Net Billing และมอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พิจารณาปรับปรุงลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา รวมทั้งกระบวนการขออนุญาตเชื่อมขนานกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้มีความรวดเร็ว ไม่เป็นอุปสรรคในการติดตั้งและจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับเข้าระบบไฟฟ้า โดยปรับขั้นตอนการด าเนินงานให้เป็นรูปแบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service)
ทั้งนี้กรณีที่มีการขายไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบไฟฟ้าให้ดำเนินการกระบวนการที่เกี่ยวกับขั้นตอนการอนุญาตต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แต่หากเป็นกรณีที่ไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้าให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และให้พิจารณาลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมการขอเชื่อมต่อระบบสำหรับประชาชนที่ประสงค์ขอติดตั้ง Solar Rooftop และมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง พิจารณาปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น การปรับปรุงข้อกำหนดปริมาณกำลังการผลิตติดตั้งรวมของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (หน่วยเป็นกิโลวัตต์) ของผู้เชื่อมต่อทุกรายที่เชื่อมต่อในหม้อแปลงจำหน่ายลูกเดียวกันต้องไม่เกินขีดจำกัด 15% ของพิกัดหม้อแปลงจำหน่าย (หน่วยเป็นกิโลโวลต์-แอมแปร์) รวมทั้งมอบหมายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง สามารถพิจารณาปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้า สถานีไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง อาทิ หม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสามารถรองรับเป้าหมายการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชนได้ตามเป้าหมายที่ภาครัฐกำหนด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ





