แอสเซทไวส์เปิดรายได้ไตรมาสแรกปี’69รวม 2,162 ล้านบาท โต 20% พร้อมกำไรขั้นต้นสูงถึง 41% รับแรงหนุนจากยอดโอนคอนโด-โครงการภูเก็ตช่วงไฮซีซั่น เดินหน้าต่อไตรมาส 2 เปิดโครงการใหม่ภูเก็ตตามแผนพร้อมเตรียมโอน 4โครงการสร้างเสร็จใหม่ มูลค่ารวม 13,360 ล้านบาท ตอกย้ำแบ็กล็อกสะสม 38,010 ล้านบาท หนุนรับรู้รายได้ยาวถึงปี 2571 มั่นใจพอร์ตภูเก็ตเป็น Growth Engine หนุนยอดขาย-รายได้ตามเป้า

กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 1ว่า บริษัทสามารถทำรายได้รวม 2,162 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการทยอยโอนโครงการสร้างเสร็จใหม่ทั้งโมดิซ อาวองการ์ด (Modiz Avantgarde) มูลค่า 1,800 ล้านบาท,เคฟ ลูมินัส บางมด” (Kave Luminous Bangmod) มูลค่า 1,200 ล้านบาท และโครงการ Leisure Residence ที่พัฒนาโดยบริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE บริษัทย่อยในเครือ คือ เดอะ ไทเทิล เซเรนิตี้ ในยาง (THE TITLE Serenity Naiyang) มูลค่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งสร้างเสร็จเร็วกว่าแผนทำให้สามารถเริ่มส่งมอบได้ตั้งแต่ปลายไตรมาสแรก รวมถึงโครงการที่ยังมียอดโอนต่อเนื่องจากโครงการเดอะ ไทเทิล เลเจนดารี บางเทา (THE TITLE Legendary Bang-Tao) และเคฟ วันเดอร์แลนด์ (KAVE Wonderland)
ขณะเดียวกันบริษัทยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) สูงถึง 41% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรม และส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิที่ 230 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตกว่า 14% (YoY)
บริษัทยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ดีทั้งในด้านรายได้ ผลกำไร และยอดขายที่ทำได้ 6,854 ล้านบาท หรือคิดเป็น 37% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 18,500 ล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้า โดยเฉพาะใน Strategic Location อย่างภูเก็ต ซึ่งเป็นตลาดที่มีดีมานด์และศักยภาพสูง ทำให้ไฮซีซันที่ผ่านมา บริษัทสามารถปิดการขายได้เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ผ่านเครือข่ายตัวแทนขายที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งมอบโครงการคุณภาพได้ตามแผนงาน ซึ่งถือเป็น Key Success ที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2บริษัทมีโครงการสร้างเสร็จใหม่ที่เตรียมโอนเพิ่มอีก 4 โครงการ มูลค่ารวมถึง 13,360 ล้านบาท ได้แก่ โมดิซ วอลท์ เกษตร-ศรีปทุม (Modiz Vault Kaset-Sripatum) คอนโดมิเนียมใกล้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศรีปทุม,โครงการเคฟ เจเนซิส นครปฐม (Kave Genesis Nakhon Pathom) แคมปัสคอนโด ใกล้มหาวิทยาลัยศิลปากร และกลุ่ม Leisure Residence โครงการเดอะ ไทเทิล เฮอริเทจ บางเทา (THE TITLE Heritage Bang-Tao) และโครงการเดอะ ไทเทิล เซเรนิตี้ ในยาง (THE TITLE Serenity Naiyang) ขณะที่ภาพรวมบริษัทยังมียอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นไตรมาส 1 มูลค่าทั้งสิ้น 38,010 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยโอนรับรู้รายได้ตั้งแต่ปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571

ทั้งนี้บริษัทยังเดินหน้าธุรกิจตามแผน “EMPOWERING THE FUTURE” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยในไตรมาสแรกได้เปิดโครงการใหม่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล รวมถึงภูเก็ตไปแล้ว 3 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 4,855 ล้านบาท และเมื่อช่วงเมษายนผ่านมาได้เปิดตัวโครงการใหม่ “เดอะไทเทิล วิวาน่า กมลา” (THE TITLE Vivana Kamala) มูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท Leisure Condominium สุดหรูสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน บนทำเลติด Mingle Crystal Lake และใกล้หาดกมลา
โดยในปีนี้บริษัทยังมีตลาดภูเก็ตเป็น Growth Engine หลักที่ช่วยขับเคลื่อนทั้งยอดขายและรายได้ รวมถึง Backlog และโครงการส่งมอบใหม่ตลอดทั้งปีมูลค่ารวมกว่า 26,760 ล้านบาท ซึ่งสูงเป็นระดับ All-Time High ทำให้เชื่อมั่นว่าบริษัทจะสามารถบรรลุเป้าหมายรายได้และยอดขายที่ตั้งไว้ ควบคู่กับการสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน





