ตลาดโรงแรมระดับบนกรุงเทพฯ-ภูเก็ตเปลี่ยนเกมการแข่งขันยกระดับมาตรฐานใหม่

ตลาดโรงแรมไทยกำลังก้าวเข้าสู่การแข่งขันในระยะใหม่ โดยอุปทานโรงแรมในอนาคตของทั้งกรุงเทพฯ และภูเก็ตมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในกลุ่ม Luxury และ Upscale ทำให้การพัฒนาโรงแรมระดับบนในช่วงนี้ไม่ได้เพียงเพิ่มจำนวนห้องพักเข้าสู่ตลาด แต่กำลังยกระดับมาตรฐานด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การบริการ และประสบการณ์ของผู้เข้าพัก ซึ่งจะกลายเป็นเกณฑ์ใหม่ที่โรงแรมเดิมในตลาดต้องนำมาใช้ในการประเมินความสามารถในการแข่งขันของตนเอง

จากข้อมูลรายงาน Hotel Market Research ฉบับล่าสุดของ Knight Frank Thailand ระบุว่า ณ ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 กรุงเทพฯ มีห้องพักโรงแรมรวม 105,038 ห้อง โดยประมาณ 65% อยู่ในกลุ่ม Luxury และ Upscale ขณะที่อุปทานที่อยู่ระหว่างการติดตามในอนาคตมีอีกประมาณ 17,590 ห้อง หรือคิดเป็น 16.7% ของอุปทานโรงแรมที่เปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน โดยประมาณ 80% ของ Pipeline มีกำหนดเปิดให้บริการแล้วอยู่ในกลุ่ม Luxury และ Upscale โดยเฉพาะในปี 2570 มีห้องพักที่อยู่ในแผนเปิดให้บริการประมาณ 7,635 ห้อง

ขณะที่จังหวัดภูเก็ตกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันภายในตลาดรีสอร์ต โดยช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ภูเก็ตมีห้องพักโรงแรมรวม 47,195 ห้องประมาณ 58% อยู่ในกลุ่ม Luxury และ Upscale ส่วนห้องพักที่มีกำหนดเข้าสู่ตลาดในปี 2570 ประมาณ 1,460 ห้อง และ 1,193 ห้องในปี 2571 ประมาณ 89% อยู่ในกลุ่ม Luxury และ Upscale

ด้านทิศทางของอุปทานใหม่ดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้าง มูลค่าจากนักท่องเที่ยวต่อคนให้สูงขึ้น มากกว่าการมุ่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว โดยยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2569 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้ความสำคัญกับการเดินทางและประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงขึ้น ขณะที่เจ้าของและผู้ประกอบการโรงแรมต่างมองหาโอกาสในการสร้างรายได้นอกเหนือจากห้องพักมากขึ้น ทั้งจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) เวลเนส การจัดงานและกิจกรรมต่าง ๆ การนำเสนอประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ รวมถึงการพัฒนา Branded Residences ในโครงการรีสอร์ตบางแห่ง

ด้านผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงตลาดโรงแรมระดับบนไม่ได้สามารถสร้างผลประกอบการระดับบนได้เสมอไป โดยในกรุงเทพฯ อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) ของโรงแรมระดับ Luxury อยู่ในระดับทรงตัวที่ 7,010 บาท เพิ่มขึ้น 0.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ ADR ของโรงแรมระดับ Upscale ลดลง 4.4% มาอยู่ที่ 4,197 บาท โดยแรงกดดันด้านราคากระจุกตัวอยู่ในกลุ่มที่ผู้เข้าพักสามารถเปรียบเทียบและเลือกทดแทนกันได้ง่ายขึ้น จากจำนวนโรงแรมแบรนด์ที่เพิ่มขึ้นและความโปร่งใสด้านราคาผ่านช่องทางออนไลน์

ด้านตลาดโรงแรมในจังหวัดภูเก็ตยังคงมีความสามารถในการรักษาระดับราคาในภาพรวมของจุดหมายปลายทางได้ดีกว่า โดย ADR ของตลาดโดยรวมเพิ่มขึ้น 5.3% มาอยู่ที่ 7,117 บาท แม้อัตราการเข้าพักจะลดลง 3.2 % เมื่อพิจารณาตามเซกเมนต์พบว่าโรงแรมระดับ Upscale มีการเติบโตของราคาห้องพักสูงที่สุด รองลงมาคือ Midscale ขณะที่ ADR ของกลุ่ม Luxury ปรับตัวอ่อนลง

คาร์ลอส มาร์ติเนซ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย กล่าวว่า อุปทานใหม่มีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในตลาดระดับบนมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือมาตรฐานการแข่งขันของตลาดกำลังสูงขึ้น เมื่อผู้เข้าพักมีทางเลือกมากขึ้น โรงแรมจำเป็นต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนและน่าสนใจเพียงพอให้ลูกค้าเลือกเข้าพัก และยินดีจ่ายในระดับราคาที่โรงแรมกำหนด

ทั้งนี้การแข่งขันยังมีแนวโน้มกระจุกตัวในระดับพื้นที่ย่อยมากขึ้น ในพื้นที่กรุงเทพฯ การพัฒนาโรงแรมส่วนใหญ่กระจุกตัวตามแนวสุขุมวิท ตั้งแต่ทองหล่อ เอกมัย ไปจนถึงพระโขนง ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งอยู่บริเวณราชเทวี–สยาม นอกจากนี้โรงแรมใหม่และโรงแรมที่กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในย่านสาทรและสุรวงศ์ ยังช่วยเพิ่มอุปทานโรงแรมแบรนด์สมัยใหม่ออกไปนอกพื้นที่หลักแบบดั้งเดิม

ส่วนโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต โครงการใหม่กระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ทั้งบางเทา กะตะ รวมถึงพื้นที่รีสอร์ตทางตอนใต้และตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ฉลอง ราไวย์ และในหาน ทำให้อุปทานใหม่ขยายออกไปไกลกว่าการกระจุกตัวในป่าตองเช่นในอดีต

ขณะที่การพัฒนา Branded Residences ในภูเก็ตยังสามารถช่วยสนับสนุนความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของรีสอร์ตระดับบนบางโครงการได้ แต่รูปแบบการพัฒนาดังกล่าวทำให้การวางแผนการพัฒนาโครงการเป็นระยะ (Phasing) การรักษามาตรฐานของแบรนด์อย่างสม่ำเสมอ และการบริหารจัดการรีสอร์ตในระยะยาว มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

“การแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีโรงแรมใหม่ที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถสร้างคุณค่าที่แตกต่างให้แก่ผู้เข้าพักได้มากที่สุด โดยผู้เข้าพักให้ความสำคัญกับประสบการณ์ Wellness และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลมากขึ้น แทนที่จะพิจารณาเพียงที่พักเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเมื่อโรงแรมระดับบนทยอยเข้าสู่ตลาดมากขึ้น เจ้าของและผู้ประกอบการโรงแรมเดิมจึงจำเป็นต้องยกระดับสินทรัพย์ของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพราะการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้ถูกกำหนดจากจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของอุปทานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดด้วย

อย่างไรก็ตามกำหนดการเปิดให้บริการของโครงการต่าง ๆ ยังคงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่ง Knight Frank คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 3–5% ในปี 2569 รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน กระบวนการอนุมัติโครงการ และการแบ่งระยะการพัฒนา อาจส่งผลให้บางโครงการเลื่อนกำหนดเปิดให้บริการออกไป และทำให้การปรับเปลี่ยนการใช้งานของสินทรัพย์เดิม (Conversion) รวมถึงการปรับปรุงโรงแรมเดิม (Refurbishment) มีความน่าสนใจมากขึ้น

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin REIC sansiri SC SC ASSET ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19 โรงแรม

โพสที่เกี่ยวข้อง