ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันกำลังเผชิญกับจุดต่ำสุดในรอบ 20 ปี โดยมียอดซื้อขายลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เชิงลึกพบว่าตลาดไม่ได้อยู่ในสภาวะซบเซาอย่างที่คาดการณ์ แต่กลับมีการปรับตัวของกลไกอุปสงค์และอุปทานอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมที่ปริมาณอุปทานคงค้าง (Inventory) เริ่มถูกระบายออกจนเกิดสภาวะขาดแคลนอุปทานในบางส่วน สภาวะตลาดเช่นนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับ “ผู้เล่นหน้าใหม่” (Newcomers) และบริษัทที่มีความพร้อมทางการเงิน (Cash Flow) ในการขยายตัวและสร้างแบรนด์ เช่นเดียวกับความสำเร็จของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในอดีตที่เติบโตขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดไม่เป็นใจ

ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เผยถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์มียอดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในปีที่ผ่านมาถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี โดยในช่วงที่ตลาดรุ่งเรืองที่สุด มียอดการซื้อขายสูงถึงประมาณ 100,000 ยูนิตต่อปี แต่ในปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 50,000 ยูนิตต่อปี แม้ตัวเลขรวมจะลดลง แต่ความต้องการซื้อยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากปีที่ผ่านมาที่มียอดขาย 50,000 ยูนิต ในขณะที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่เพียง 40,000 กว่ายูนิต ซึ่งสะท้อนว่าจำนวนผู้ซื้อจริงมีมากกว่าปริมาณสินค้าที่เข้าสู่ตลาดใหม่
ตลาดกลุ่มคอนโดมีเนียม เร่งปรับตัวในสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มคอนโดมิเนียมที่เคยถูกมองว่ามี Oversupply ตลาดมาตั้งแต่ปี 2017-2018 ได้ผ่านจุดวิกฤตไปแล้ว โดยในช่วง 6 ปีหลังสุด มีเพียงปีเดียวเท่านั้นที่ยอดการเปิดตัวโครงการใหม่ (Launch) สูงกว่ายอดการซื้อขาย นอกจากนี้ อุปทานเดิมที่เคยล้นตลาดได้ถูกระบายออกไปเกือบทั้งหมด (Wiped out) จนเริ่มส่งสัญญาณว่าตลาดอาจเข้าสู่สภาวะขาดแคลนอุปทาน (Supply Shortage) ในบางพื้นที่ และในปีปัจจุบัน คาดการณ์ว่าคู่แข่งจะลดการเปิดตัวโครงการใหม่ลงมากกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อุปทานในตลาดลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อุปสงค์ยังคงทรงตัวหรือลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

กลยุทธ์การเติบโตที่ดีที่สุด คือ ช่วงเวลาที่ตลาดชะลอตัวคือโอกาสของผู้ที่แข็งแกร่งและมีความพร้อม โดยการใช้เม็ดเงินลงทุนเพื่อขยายตัวในช่วงที่คู่แข่งถอย หรือในช่วงที่ตลาดกำลังปรับฐาน เป็นโอกาสสำคัญในการครองส่วนแบ่งการตลาดในอนาคต ซึ่งมีปัจจัยหลายด้าน ทั้งด้านสภาพคล่อง การบริหารจัดการกระแสเงินสดให้แข็งแกร่ง เพื่อนำไปพัฒนาและปรับปรุงองค์กรหรือโครงการต่อไป และทั้งด้านความพร้อมสำหรับโอกาสที่กำลังจะมาถึง
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการ “คน” และ “เทคโนโลยี” แบ่งเป็น 3 ปัจจัย อาทิ การบริหารจัดการบุคลากร มีการเลย์ออฟ (Layoff) พนักงานในหลายภาคส่วนเพื่อปรับตัวตามสภาวะเศรษฐกิจ, การเติบโตของ AI ปัจจุบันเทคโนโลยี AI พัฒนาอย่างรวดเร็วและสวนทางกับสภาวะการจ้างงาน ซึ่งเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพ และการทำ Transformation ที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมด้านทักษะใหม่ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่





