เจาะลึกปรัชญา-การเติบโตของ”ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” กับเส้นทางความเป็นมืออาชีพและการอยู่รอดที่ยั่งยืน

บริษัทลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ถือเป็นหนึ่งในบริษัทอสังหาฯยุคต้นๆที่เข้ามาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ช่วงเกิดก่อนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 และสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้เป็นเวลาถึง 40ปีแล้ว โดยได้ผ่านช่วงยากลำบากสุดของการดำเนินธุรกิจและช่วงที่ตลาดอสังหาฯมีการเติบโตสูงสุดมาแล้ว โดยยึดแนวคิดหลักที่ทำให้องค์กรอยู่รอดผ่านวิกฤตเศรษฐกิจหลายยุคสมัยคือการบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด โดยไม่ขยายธุรกิจตัวเกินตัวและรักษาสภาพคล่องทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบการเรียนรู้ รวมถึงการนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยยังคงมุ่งเน้นการสร้างบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงและมีความยืดหยุ่นในพื้นที่ใช้สอยเพื่อรองรับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

วิกฤตต้นยำกุ้งปี’40 คือช่วงที่ยากที่สุด

การก้าวผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ถือเป็นบททดสอบที่ยากที่สุดในรอบ 40 ปีของลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า ในขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จำนวนมากต้องเผชิญกับสภาวะหนี้เสีย (NPL)หรือต้องขายหุ้นให้ต่างชาติ แต่กลุ่มลลิลฯ ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่ไม่เป็น NPL เลย โดยมีกลยุทธ์และปัจจัยสำคัญที่ทำให้รอดพ้นวิกฤติดังกล่าวมาได้จากการควบคุมวินัยทางการเงินและการควบคุมหนี้สิน (Financial Discipline) ด้วยการไม่กู้เงินเกินตัว โดยยึดหลักการควบคุมอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อย่างเคร่งครัด จะไม่กู้เงินเกินค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม (Industry Ratio) รวมถึงการรักษาความคล่องตัว ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในช่วงวิกฤติเพื่อให้มีเงินสดหมุนเวียนเพียงพอ และพื้นฐานจากความเป็นมืออาชีพของทีมผู้บริหารที่พื้นฐานมาจากสายงานธนาคาร ทำให้มีทัศนคติแบบนักบริหารมืออาชีพที่เน้นความรอบคอบทางการเงิน

วิกฤติปี 40 มีความโหดร้ายกว่าวิกฤติในปัจจุบันมาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้พุ่งสูงถึง 15-18% ขณะที่สถาบันการเงินปฏิเสธการให้สินเชื่อสูงถึง 90% และผู้ประกอบการบางรายต้องเอาเงินสดไปค้ำประกันเพื่อให้ธนาคารยอมปล่อยกู้ให้ลูกค้าที่สำคัญมีไฟแนนซ์ถูกสั่งปิดกิจการถึง 56 แห่ง และคนตกงานเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยการบริหารงานที่เป็นระบบและเน้นความยั่งยืน ทำให้ลลิลฯ สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นมาได้โดยไม่ต้องขายหุ้นให้ต่างชาติหรือลดทุนเพื่อชำระหนี้เหมือนคู่แข่งรายอื่น ๆ ในตลาด

ทั้งนี้บริษัทจะยึดหลักการบริหาร 3 ข้อเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดของลลิลฯ คือ ทำตามไซเคิลเศรษฐกิจ เน้นจับจังหวะธุรกิจ เมื่อเห็นสัญญาณอันตรายจะลดการเปิดโครงการลงเพื่อคุมความเสี่ยง ไม่ขยายธุรกิจเกินตัว ไม่เร่งเติบโตจนเกินศักยภาพที่บริษัทจะรับไหว ซึ่งต่างจากหลายบริษัทในยุคนั้นที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยไม่มี “ทางถอย” และทำในสิ่งที่ชำนาญ โดยโฟกัสในธุรกิจที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญ ไม่เปลี่ยนทิศทางไปทำธุรกิจที่ไม่รู้จักดีพอ

นอกจากนี้ยังเน้นความต้องการจริง (Real Demand) และโครงการแนวราบ โดยบริษัทจะให้ความสำคัญกับการทำโครงการแนวราบทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมเป็นหลัก ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ความต้องการที่อยู่อาศัยจริง มากกว่าการลงทุนตามกระแสชั่วคราวอย่างคอนโดมิเนียมหรือบ้านพักตากอากาศในทำเลที่อาจกลายเป็น “ไวรัส” หรือสินค้าค้างสต็อกในองค์กรหากตลาดเปลี่ยนทิศทาง และการสร้างบ้านเป็นเฟส ช่วยให้บริษัทไม่ต้องแบกสต็อกจำนวนมากเหมือนโครงการแนวสูง  ทำให้สามารถปรับลดการก่อสร้างให้สมดุลกับยอดขายได้ทันท่วงที

ส่วนปรัชญาที่ทำให้ลลิลฯ ยืนหยัดมาได้ยาวนานถึง 40 ปี ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้ง คือ การทำธุรกิจเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน โดยยึดรากเหง้าสำคัญที่สุดคือ “ลูกค้า” ซึ่งบริษัทมองว่าเราไม่ได้ขายแค่ อิฐ หิน ปูน ทราย แต่เราขายการอยู่อาศัยที่ร่มเย็นเป็นสุข ดังนั้นหัวใจหลักคือ คุณภาพ ราคาที่ยุติธรรม และการดูแลหลังการขาย (After-sale service) ที่บริษัทได้ยึดหลักการเป็น Benchmark ในตลาด โดยมอบคุณภาพสินค้าที่ทัดเทียมคู่แข่งแต่ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ซึ่งความได้เปรียบนี้ไม่ได้มาจากการดัมพ์ราคา แต่มาจากความเป็นมืออาชีพในการบริหารต้นทุนและแผนการก่อสร้าง เช่น การมีโรงงาน Precast ของตัวเอง ทำให้วางแผนงานได้ดีกว่าและสามารถ “วางแผนการก่อสร้างได้เก่ง” และควบคุมกระบวนการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้เกิดความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในเชิงการบริหารจัดการงานก่อสร้าง และส่งมอบบ้านที่มีคุณภาพในราคาที่ยุติธรรมให้แก่ลูกค้า ขณะเดียวกันยังสามารถรักษาคุณภาพสินค้าให้ทัดเทียมกับแบรนด์อื่นในตลาดได้

โดยมี DNA องค์กรที่ค่อนข้างพิเศษ โดยเฉพาะเรื่อง Work-Life Balance ที่พยายามให้พนักงานได้ทำงานใกล้บ้าน เช่น เซลล์หรือช่างที่อยู่โซนนนทบุรี บริษัทก็จะให้ประจำโครงการโซนนนทบุรี เพื่อลดเวลาเดินทาง พนักงานจะได้มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น เมื่อพนักงานมีความสุขและมีความเป็นมืออาชีพ (Professional) ผลงานก็จะออกมาดี

นอกจากนี้ยังมี DNA เรื่อง “Never give up” และ “Everything can do” ที่พยายามสร้างองค์กรให้เป็น Learning Organization โดยมีการตั้ง Lalin Academy และมีห้องเรียนเสมือนจริงเพื่อฝึกอบรมพนักงานถึง 6 หลักสูตรต่อเดือนเพื่อ Reskill ทีมงานให้มีความเป็นมืออาชีพและก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ ๆ

โดยเฉพาะทีม Young Gen จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อพัฒนาแบรนด์ให้ก้าวทันยุคสมัย โดยบริษัทได้จัดตั้งทีมในรูปแบบ “Young Gen Club” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่จากทุกส่วนงานในองค์กรประมาณ 30 คนต่อรุ่น เพื่อระดมสมองและแก้โจทย์ปัญหาผ่านระบบ OKR นวัตกรรมหลัก ๆ ที่ทีมนี้และคนรุ่นใหม่ในองค์กรนำมาใช้ เช่น การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการตลาด การสรุปกลุ่มเป้าหมาย (Target) เพื่อทำแผนการตลาด และวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า จาก Digital Footprint เพื่อให้การสื่อสารแบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการจัดประกวดนวัตกรรมภายในทุกเดือนเพื่อกระตุ้นให้องค์กร “ลอกคราบ” และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

โดยล่าสุดได้มีการเปิดตัวนวัตกรรมการออกแบบพื้นที่ Flexible Function” ที่เกิดจากการวิเคราะห์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ โดยทีมงานได้พัฒนาฟังก์ชัน ห้องอเนกประสงค์ชั้นล่าง ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลาย เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ เช่น ห้องสำหรับ Work from home หรือห้องสำหรับไลฟ์สดขายของ เนื่องจากคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันมักมีอาชีพที่สอง ภายใต้แบรนด์สินค้าที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่บ้านหลังแรกแบรนด์ไลโอ และแลนด์ซิโอราคา 2-4 ล้านบาท สำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่ทำยอดขายได้ถึง 50%ไปจนถึงแบรนด์ ลลิล ราคา 5-8 ล้านบาท และ บ้านลลิล ราคา 6-10 ล้านบาท สำหรับกลุ่มครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น

ตั้ง Financial Clinic เปลี่ยนพนักงานขายให้เป็นที่ปรึกษา ช่วยลูกค้าถูกปฏิเสธสินเชื่อจากแบงก์

ส่วนแนวทางในการช่วยเหลือลูกค้า บริษัทได้จัดทำ Financial Clinic ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate)จากสถาบันการเงิน  โดยการเข้าไปดูแลและเตรียมความพร้อมทางการเงินให้กับลูกค้าอย่างใกล้ชิด ด้วยการเปลี่ยนพนักงานขายให้เป็นที่ปรึกษา โดยบริษัทมีการฝึกอบรมพนักงานขายทุกคนให้เป็น Consultant หรือ Advisor ที่มีความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาด้านการเงินแบบครบวงจรมากกว่าแค่การขายบ้านเพียงอย่างเดียว รวมทั้งมีการวิเคราะห์สาเหตุและแก้ไขให้ตรงจุด เช่น กรณีลูกค้ากู้ไม่ผ่านในรอบแรก ทีมงานจะนำข้อมูลจากธนาคารมาวิเคราะห์ว่าต้องปรับปรุงหรือแก้ไขในจุดใด แล้วจึงให้คำแนะนำแก่ลูกค้าเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น เช่น การเคลียร์ภาระหนี้เดิมที่ยังมีอยู่ รวมทั้งมีการใช้ระบบ Pre-sale เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับลูกค้าที่การเงินยังไม่เรียบร้อย บริษัทจะเปิดช่องทางให้จองแบบ Pre-sale โดยให้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ในการจัดการภาระหนี้สินหรือรอให้ประวัติทางการเงินดีขึ้น

รวมทั้งการสร้าง Statement ที่น่าเชื่อถือในระหว่างช่วงเวลา Pre-sale ด้วยการให้ลูกค้าสามารถผ่อนดาวน์กับทางบริษัท ซึ่งการมีประวัติการผ่อนชำระที่สม่ำเสมอนี้จะถูกนำไปใช้โชว์เป็น Statement ให้กับธนาคารเห็นถึงความสามารถในการส่งมอบค่างวดได้จริง ปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 10-20% ของยอดขายรวม ที่เข้าร่วมโครงการ Financial Clinic นี้ ซึ่งช่วยให้กลุ่มลูกค้าที่เคยติดปัญหาทางการเงินสามารถกลับมาโอนบ้านได้สำเร็จเมื่อมีความพร้อม

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin REIC sansiri SC SC ASSET ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง