ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศไตรมาส 2ส่งสัญญาณเติบโตสูง ราคามากกว่า 10 ล้านบาทมีหน่วยประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้น 32.4%

ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศในไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ แต่การเติบโตมีลักษณะกระจุกตัวตามภูมิภาค ประเภท และระดับราคา โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังเป็นตลาดหลัก ขณะที่อาคารชุดมีการเติบโตโดดเด่น และกลุ่มราคา 1.51–5 ล้านบาทมีศักยภาพด้านอุปสงค์สูง ส่วนอุปทานระดับราคาสูงเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC)เปิดข้อมูลสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศไตรมาส 2 ปี 2569ที่ประกาศขายและพร้อมขายจากหลายแหล่ง พบว่า มีทิศทางขยายตัวทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ โดยอุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสม เพิ่มขึ้น 6.1% มีมูลค่าประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้นถึง 24.9%สะท้อนโครงสร้างตลาดมีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่ราคาระดับกลางถึงบน โดยเฉพาะกลุ่มราคามากกว่า 10 ล้านบาทที่มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้น 32.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568  และมูลค่าประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้น 39.6% ขณะที่กลุ่มราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทมีการประกาศขายสะสมลดลงทั้งด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า

โดยพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังเป็นตลาดหลัก ครองสัดส่วนอุปทานที่ประกาศขายสะสมสูงสุดทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ขณะเดียวกันยังเป็นพื้นที่ที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สูงที่สุด โดยมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์และมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.0%และ 29.4%ตามลำดับ สะท้อนการเป็นศูนย์กลางตลาดที่อยู่อาศัยมือสองของประเทศ ส่วนภาคตะวันออกเป็นตลาดสำคัญรองลงมา ขณะที่ภาคกลางมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์เติบโตสูงถึงร้อยละ 32.4 %

ด้านประเภทที่อยู่อาศัย บ้านเดี่ยวยังคงเป็นตลาดหลักที่มีสัดส่วนสูงสุดทั้งด้านอุปทานที่ประกาศขายสะสมและการโอนกรรมสิทธิ์ ส่วนอาคารชุดเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้น 25.2%และหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 39.4% ขณะที่สนค้าทาวน์เฮ้าส์และบ้านแฝดมีการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ส่วนอุปสงค์ระดับราคาที่ยังมีความแข็งแรงจะอยู่ในกลุ่มราคา 1.51–5 ล้านบาท โดยเฉพาะระดับราคา 2.01–3 ล้านบาท มีการโอนกรรมสิทธิ์เติบโตสูงสุดทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ขณะที่กลุ่มราคาไม่เกิน1 ล้านบาท ยังเป็นฐานสำคัญด้านจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ คิดเป็น 34.8% ของการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ส่วนกลุ่มราคามากกว่า 10 ล้านบาท แม้จำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ลดลง -1.3% แต่มูลค่ากลับเพิ่มขึ้น 10.9%

ทั้งนี้หากจำแนกอุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั่วประเทศ ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 ตามภูมิภาค พบว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 94,587 ยูนิต เพิ่มขึ้น 10.6% คิดเป็น 48.3% ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 673,655 ล้านบาท คิดเป็น 71.6% ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด ซึ่งครองสัดส่วนสูงที่สุดในตลาดทั้งในด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า

ส่วนภาคตะวันออก มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 22,489 ยูนิต เพิ่มขึ้น คิดเป็น 11.5% ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 66,814 ล้านบาท โดยมูลค่ามีการเติบโตน้อยกว่าจำนวนหน่วย สะท้อนว่ามูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยลดลง

ภาคใต้ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 17,375 ยูนิตลดลง -5.9% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 58,467 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.1% สะท้อนว่าที่อยู่อาศัยที่ประกาศขายมีมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 28,908 ยูนิต เพิ่มขึ้น 6% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 57,202 ล้านบาท ภาคเหนือ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 19,938 ยูนิตลดลง -0.7% มูลค่าประกาศขายสะสม 51,476 ล้านบาท

ภาคตะวันตก มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 7,353 ยูนิตลดลง -9.2%  มูลค่าประกาศขายสะสม 23,064 ล้านบาท ลดลง -9.3% และภาคกลาง มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 5,291 ยูนิต เพิ่มขึ้น 1.5% มูลค่าประกาศขายสะสม 10,539 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% แม้จำนวนหน่วยจะมีการเติบโตเพียงเล็กน้อยแต่มูลค่ากลับมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก สะท้อนว่าที่อยู่อาศัยที่ประกาศขายมีมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

10 จังหวัดแรกที่มีการประกาศขายสะสมที่อยู่อาศัยมือสองสูงสุด

สำหรับจังหวัดที่มีการประกาศขายสะสมมากที่สุด คือ จังหวัดกรุงเทพมหานคร มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 55,412 ยูนิต เพิ่มขึ้น 29.4% คิดเป็น 28.3% ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 521,431 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.8% ซึ่งครองสัดส่วนในด้านมูลค่าสูงที่สุดในตลาด และยังมีราคาประกาศขายเฉลี่ยต่อหน่วยสูงที่สุดอยู่ที่ 9.4 ล้านบาทต่อยูนิต เพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่จังหวัดนครราชสีมา มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 4,464 ยูนิต เพิ่มขึ้นสูงสุด 59.7% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 13,657 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงสุด 91.1% รองลงมาคือ จังหวัดระยอง มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 6,206 ยูนิต เพิ่มขึ้น 40% และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 12,384 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.1%

ส่วนจังหวัดที่เริ่มมีการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 3,410 ยูนิต ลดลง -16.6%และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 9,284 ล้านบาท ลดลง -24.9% รองลงมาคือ จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 5,091 ยูนิต ลดลง -11.3% มูลค่าประกาศขายสะสม 24,187 ล้านบาท ลดลง -25.1%

ทั้งนี้สินค้าประเภทบ้านเดี่ยว มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 83,269 ยูนิต คิดเป็น 42.5% ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 487,479 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% คิดเป็น 51.8% ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด ครองสัดส่วนสูงที่สุดในตลาดทั้งในด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า

ด้านอาคารชุด มีการเติบโตโดดเด่น มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 49,199 ยูนิต เพิ่มขึ้น 25.2%และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 285,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.8%

กลุ่มสินค้าระดับราคาไม่เกิน 1ล้านบาท มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 46,151 ยูนิต ลดลง -9.9% มูลค่าประกาศขายสะสม 27,875 ล้านบาท ลดลง -7% สะท้อนถึงอุปทานในตลาดราคาระดับล่างที่เริ่มลดลง หรืออาจขายออกได้เร็วขึ้น

กลุ่มระดับราคา 1.01 – 7.50 ล้านบาท มีการเติบโตของจำนวนหน่วยและมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอทุกช่วงราคา โดยกลุ่มระดับราคาที่เติบโตอย่างโดดเด่นที่สุดคือกลุ่มระดับราคา 5.01 – 7.50 ล้านบาท โมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 13,506 ยูนิต เพิ่มขึ้น 16.6% มูลค่าประกาศขายสะสม 83,007 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.6% และกลุ่มระดับราคา 7.51 – 10 ล้านบาท และมากกว่า 10 ล้านบาท เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงที่สุด โดยมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้นสูงถึง 19.4%และ 32.4% ตามลำดับ

ทั้งนี้ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยมูลค่าตลาดรวมเติบโต 24.9%สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนหน่วยที่เติบโตเพียง 6.1% สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดไปสู่สินค้าระดับราคาสูง โดยเฉพาะกลุ่มระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งมีการเติบโตทั้งด้านจำนวนหน่วยและมูลค่าสูงที่สุด ในขณะที่กลุ่มระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทกลับเติบโตลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า

ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศ ในไตรมาส 2 จำแนกตามภูมิภาค พบว่า ภูมิภาคที่ครองสัดส่วนทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์สูงที่สุดในประเทศ คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีจำนวนหน่วยโอนฯ สูงถึง 26,388 ยูนิต คิดเป็น 42.3%ของจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ และมีมูลค่า 59,003 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า มีจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 35.0 และมีมูลค่า
การโอนฯ เพิ่มขึ้น 29.4%

โดยกรุงเทพมหานคร ยังคงเป็นจังหวัดหลักของตลาดที่อยู่อาศัยมือสองที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สูงสุด มีจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์สูงถึง 13,910 ยูนิต คิดเป็น 22.3% ของจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ และมีมูลค่า 38,295 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า มีจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 38.7%และมีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 33.8% ถือว่าเป็นกลุ่มหลักของการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองอย่างชัดเจน

จังหวัดปทุมธานี มีจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 38.9 และสมุทรปราการ เพิ่มขึ้น 33.7% ส่วนจังหวัดที่เริ่มมีการชะลอตัวของการโอนกรรมสิทธิ์ คือ จังหวัดภูเก็ต มีอัตราการเพิ่มขึ้นที่ต่ำที่สุดในกลุ่ม 10 จังหวัดแรก โดยมีจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นเพียง 4.8% และมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 6.3%

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin REIC sansiri SC SC ASSET ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19 โรงแรม

โพสที่เกี่ยวข้อง