แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์เปิดตัวบ้านเดี่ยว 4 โครงการใหม่มูลค่ากว่า 1.1หมื่นล้านบาทลดลง 64%

แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดตัวบ้านเดี่ยว 4 โครงการใหม่ระดับกลาง-บน มูลค่ารวม 11,180 ล้านบาท ลดลงมากถึง 64% เมื่อเทียบกับปี 2567 ระดับราคาขาย 8 – 80 ล้านบาทแบรนด์ VIVE นันทวัน และสีวลี ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วย 10.5 ล้านบาท เหตุมีสินค้าคงเหลือขายในระดับที่เพียงพอรองรับเป้ารายได้ 29,240 ล้านบาท และยอดขาย 23,000 ล้านบาท ส่วนช่วงเดือนเมษายนเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ Grande Centre Point Lumphini อาคาร Mixed Use มีทั้งพื้นที่สำนักงานประมาณ 12,700 ตารางเมตร. และโรงแรม 512 ห้อง

นพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการ บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH เปิดเผยว่า ในปี 2568 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 29,240 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 20,000 ล้านบาท และรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าจำนวน 9,240 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) อยู่ในมือรวมมูลค่า 7,700 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2570 โดยเฉพาะยอดโอนจากคอนโดมิเนียมโครงการวันเวลา ณ เจ้าพระยา  ซี่งมียอดขายแล้วกว่า 50%จากมูลค่าโครงการรวม 15,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ณ สิ้นปี 2567 บริษัทมีสินค้าคอนโดมิเนียมพร้อมขายทั้งหมด 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 13,500 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดฯสร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ มูลค่าประมาณ 6,200 ล้านบาท และโครงการวันเวลา ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีกกว่า 7,300 ล้านบาท

ส่วนเป้ายอดขาย (Presale)ในปี 2568 ตั้งไว้ที่ 23,000 ล้านบาท โดยบริษัทได้เตรียมเปิดตัว 4 โครงการใหม่ระดับกลาง-บน มูลค่าโครงการรวม 11,180 ล้านบาท ซึ่งมีมูลค่าโครงการลดลงมากถึง 64% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่เปิดตัวโครงการใหม่ 12 โครงการ มูลค่า 30,850 ล้านบาท  เป็นโครงการบ้านเดี่ยวทั้งหมดแบ่งเป็น ในกรุงเทพฯ -ปริมณฑล 3 โครงการ และที่จังหวัดภูเก็ตอีก 1 โครงการ ภายใต้แบรนด์สีวลี ระดับราคา 8 – 15 ล้านบาท,แบรนด์ VIVE และนันทวัน ระดับราคา 30 – 80 ล้านบาท โดยในไตรมาสแรกนี้จะเปิดตัว 2 โครงการ คือ  โครงการสีวลี บางนา,.13 โครงการ VIVE ภูเก็ต  ไตรมาส 2 เปิดตัวโครงการ VIVE กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ และไตรมาส 4 เปิดตัวโครงการนันทวัน ราชพฤกษ์-พรานนก

ทั้งนี้เมื่อรวมกับโครงการที่อยู่ระหว่างการขายในปัจจุบัน จะทำให้ในปี 2568 บริษัทมีโครงการอยู่ในพอร์ตทั้งหมด 75 โครงการ มูลค่าโครงการประมาณ 93,000 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 69 โครงการ มูลค่าโครงการ 79,500 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่าโครงการกว่า 13,500 ล้านบาท โดยมีราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 10.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากราคาเฉลี่ยต่อหน่วย 9.8 ล้านบาทในปี 2567 ที่ผ่านมา

วัชริน กสิณฤกษ์ กรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ โครงการบ้านจัดสรร บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2568 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้รับปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้นประมาณ 2.9% จากการใช้จ่ายของภาครัฐและจากภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้น แต่ภาคการส่งออกยังชะลอตัว ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ไม่สูงมากนัก ส่วนอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวลดลง นอกจากนี้ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในตลาดอสังหาฯยังได้รับแรงกดดันจากยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ที่ปรับสูงขึ้น และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญในปีนี้คือ การรักษาสภาพคล่อง และความระมัดระวังในการใช้เงินลงทุนในการพัฒนาโครงการ

โดยในช่วง 10 เดือนแรกปี 2567 จากรายงานข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่าจำนวนที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์โดยผู้ประกอบการในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งตลาดลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นว่าอุปสงค์โดยรวมในตลาดที่อยู่อาศัยยังอ่อนตัวลง และเมื่อแยกรายตลาด พบว่า ตลาดบ้านแนวราบมีการโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 22% ในขณะที่ตลาดคอนโดฯมีการโอนกรรมสิทธิ์ใกล้เคียงกับปีก่อน

ด้านอุปทานจากข้อมูลบริษัทบริษัทเอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด ระบุว่า จำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลปี 2567 ลดลงประมาณ 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากพิจารณาเฉพาะตลาดบ้านเดี่ยวพบว่า จำนวนหน่วยที่เปิดขายใหม่ลดลง 20% ขณะที่อุปสงค์ในตลาดบ้านเดี่ยวมีจำนวนน้อยกว่าอุปทานที่เปิดขายใหม่ประมาณ 50% จึงส่งผลให้จำนวนหน่วยเหลือขายของตลาดบ้านเดี่ยวเพิ่มสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา เป็นเหตุให้สินค้าบ้านเดี่ยวซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัทยังคงมีการแข่งขันที่สูงมากต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565

แต่อย่างไรก็ตามสินค้าบ้านเดี่ยว บ้านแฝดและทาวน์เฮ้าส์ ยังคงเป็นสินค้าหลักที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนประมาณ 80% ของยอดขายรวม โดยพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงทำยอดขายให้กับบริษัทมากที่สุด สัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 88% ของยอดขายรวมทั้งหมด ซึ่งกว่า50%ของยอดขายรวมมาจากบ้านระดับราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป

นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวบ้านเดี่ยวแบรนด์ใหม่ “ VIVE ” ภายใต้คอนเซปต์ The Limitless Life เป็นแบบบ้านสไตล์ Modern Minimal ใน 3 ทำเล ได้แก่ ราชพฤกษ์ตัดใหม่,ทางด่วนรามอินทรา-วงแหวน และปิ่นเกล้า-พุทธมณฑลสาย 5

เร่งระบายสต็อกคอนโดฯในมือพร้อมขาย 6 โครงการ มูลค่ากว่า 13,500 ล้านบาท

โชคชัย วลิตวรางค์กูร กรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ โครงการอาคารชุด บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ช่วง 10 เดือนแรกปี 2567 มีจำนวนห้องชุดที่มีการโอนกรรมสิทธิ์โดยผู้ประกอบการในกรุงเทพฯและปริมณฑลใกล้เคียงกับปีก่อน ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติมีประมาณ 15% เพิ่มจาก 13.5% ในปีก่อน (ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์)  ส่วนในปี 2568 คาดว่าตลาดคอนโดมิเนียมจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมีปัจจัยบวกจากจำนวนหน่วยเหลือขายที่ปรับลดลงในปี 2567 และการลดลงของอัตราดอกเบี้ย แต่ขณะที่อัตราการปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงินยังอยู่ในระดับที่สูงขึ้น และมาตรการ LTV ยังเป็นปัจจัยกดดันส่งผลให้ความต้องการซื้อคอนโดฯยังไม่แข็งแรงเทียบเท่ากับช่วงก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19

โดยในปี 2567 บริษัทมียอดขายจากสินค้าคอนโดฯกว่า 3,400 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของยอดขายรวมทั้งหมด โดยยอดขายหลักมาจากโครงการ วันเวลา ณ เจ้าพระยา ประมาณ 2,500 ล้านบาทหลังจากได้เปิดตัวในช่วงปลายปี 2566 และได้รับการตอบรับที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง และในช่วงเดือนกันยายน 2567 ปีที่ผ่านมาได้เปิดเฟสใหม่  Tower C เพิ่ม ปัจจุบันโครงการมียอดขายรวมประมาณ 7,700 ล้านบาท คิดเป็น 52% ของมูลค่าโครงการ ส่วนงานก่อสร้างโครงการมีความคืบหน้าประมาณ 20% คาดว่าจะเริ่มโอนได้ในช่วงปลายปี 2569

ล่าสุด ณ สิ้นปี 2567 บริษัทมีสินค้าคอนโดฯในมือพร้อมขายทั้งหมด 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 13,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นคอนโดฯสร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ มูลค่าประมาณ 6,200 ล้านบาทและโครงการวันเวลาที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีกกว่า 7,300 ล้านบาท ทำให้ในปี 2568 บริษัทจะเน้นการขายสินค้าคอนโดฯจากโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

อาชวิณ อัศวโภคิน รองกรรมการผู้จัดการและผู้บริหารสูงสุดด้านการเงิน บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการ ปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่พัฒนาและอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัททั้งหมด 18 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรม Grande Centre Point ที่เปิดดำเนินการแล้ว 7 แห่ง โดยขายเข้ากองทรัสต์ไปแล้ว 6 แห่ง และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 3 แห่ง ส่วนศูนย์การค้า Terminal 21มี 3 แห่ง ขายเข้ากองทรัสต์ไปแล้ว 2 แห่ง รวมถึงอพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกาอีก 5 แห่ง

ส่วนแผนการดำเนินงานปี 2568  บริษัทยังคงเดินหน้าธุรกิจให้เช่าอย่างต่อเนื่อง และลดระดับหนี้สินต่อทุน โดยได้เตรียมงบลงทุนไว้ทั้งหมดประมาณ 8,500 ล้านบาท ประกอบด้วย งบสำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 4,000 ล้านบาท และงบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า 4,500 ล้านบาท

โดยในปีนี้จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ 1 แห่ง คือ Grande Centre Point Lumphini ซึ่งเป็นอาคาร Mixed Use ประกอบด้วยพื้นที่สำนักงานประมาณ 12,700 ตารางเมตร และโรงแรม 512 ห้อง พร้อมทั้งพื้นที่จัดเลี้ยงที่มากที่สุดในเครือโรงแรม Grande Centre Point  จะเปิดตัวในเดือนเมษายนนี้  ตามด้วย Grande Centre Point Ratchadamri2 จะเปิดตัวในปี2569 และ Grande Centre Point Pattaya3 ในปี 2570

นอกจากนี้จะมีการปรับพอร์ตการลงทุนในสหรัฐอเมริกา โดยลดสัดส่วนของอพาร์ตเมนต์ให้เช่าลงตามสถานการณ์หลังการแพร่ระบาด COVID-19 ที่ส่วนใหญ่ยังคงรูปแบบการทำงานแบบ Work From Home อยู่ และ จะหันมาเน้นการดำเนินธุรกิจโรงแรมเป็นหลัก

 

โพสที่เกี่ยวข้อง