อรสิรินกางกลยุทธ์อสังหาฯปี’69 ขยายฐานลูกค้าบุกตลาดคอนโดฯภาคใต้”ภูเก็ต-สมุย”

อรสิรินกางกลยุทธ์อสังหาฯปี’69 รับมือภาพรวมตลาดไตรมาส 1 ฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำมาก ท่ามกลางปัจจัยท้าทายหนี้ครัวเรือนและการปฏิเสธสินเชื่อที่พุ่งสูง เร่งปรับตัวกระจายความเสี่ยงขยายฐานลูกค้าจากภาคเหนือสู่ภาคใต้ ลุยตลาดคอนโดฯ เจาะกำลังซื้อคนไทยและต่างชาติ ประกอบด้วย ภูเก็ต อะไรซ์ ไวบ์ (Arise Vibe)มูลค่า 1,472 ล้านบาท กวาดยอดขายได้แล้ว 78% ปลายปีเตรียมเปิด”ดิ แอสตรา สมุย”(The Astra Samui) ย่านบ่อผุด ราคาขาย1แสนกว่าบาทต่อตร.ม.

ปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวบนความเปราะบาง โดยจากข้อมูลสรุปยอดการโอนกรรมสิทธิ์รวมทั้งประเทศในไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่าตลาดมีการเติบโตขึ้นทั้งแนวราบและแนวสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมียอดโอนรวม 72,583 ยูนิต  แต่เป็นการเติบโตจากฐานที่ต่ำมากโดยหากเทียบกับปี 2565 ยอดโอนกรรมสิทธิ์ลดต่ำกว่าถึง 20% โดยประเมินว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 2 จะเพิ่มสูงขึ้น เพระมีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐจะช่วยผลักดันให้ตลาดฟื้นตัว แต่มีความกังวลว่าไตรมาส 3 อาจเกิดการหดตัวเนื่องจากกำลังซื้อถูกดึงไปใช้ล่วงหน้าแล้ว

โดยปัจจัยลบสำคัญที่ฉุดรั้งตลาดอสังหาฯคือ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) จากธนาคารพาณิชย์ที่สูงถึง 40-70% ในบางกลุ่มสินค้า นอกจากนี้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่พุ่งสูงจากสถานการณ์สงครามและการแบ่งขั้วทางการเมืองโลก ยังส่งผลให้ความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคลดลง

ตลาดบ้านมือสองครองเมืองเชียงใหม่

ส่วนภาพรวมตลาดอสังหาฯในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ โดยสัดส่วนการโอนบ้านมือสองพุ่งสูงถึง 3 ใน 4 ของตลาด เนื่องจากมีความคุ้มค่าด้านราคาและทำเลมากกว่าบ้านใหม่ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้การฟื้นตัวของตลาดอสังหาฯ เชียงใหม่ในไตรมาส 1 อยู่บนฐานที่ต่ำและการหดตัวของมูลค่าตลาด และเป็นการฟื้นตัวที่ช้ากว่าภาพรวมของทั้งประเทศ โดยมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์รวมในเชียงใหม่มีแนวโน้มลดลง จากเดิมที่เคยอยู่ที่ประมาณ 34,000 – 35,000 ล้านบาทต่อปี ลดลงมาเหลือประมาณ 30,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วประเทศ

โดยลักษณะเด่นที่สุดของเชียงใหม่ที่ต่างจากค่าเฉลี่ยของประเทศคือ สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างบ้านมือหนึ่งและบ้านมือสอง  โดยสัดส่วนบ้านมือหนึ่งอยู่ที่ 1 ส่วน ขณะที่บ้านมือสองสูงถึง 3 ใน 4 ส่วนหรือประมาณ 75-80% สาเหตุหลักมาจากความคุ้มค่าด้านราคาและทำเลที่บ้านมือสองมักได้เปรียบกว่าในสภาวะที่ต้นทุนค่าก่อสร้างและค่าที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันตลาดคอนโดมิเนียมในเชียงใหม่เติบโตได้ดีกว่าแนวราบ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่ยังมีความต้องการซื้อต่อเนื่องในเมืองท่องเที่ยว ซึ่งในช่วงไตรมาส 1ที่ผ่านมามียอดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติจำนวน  199 ยูนิต มูลค่า 566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  17.8% และ  41.9% ตามลำดับ ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มปรับกลยุทธ์หันมาเน้นการพัฒนาคอนโดฯมากขึ้น เพราะสามารถบริหารจัดการและหมุนเวียนยอดขายได้เร็วกว่า

ขณะที่ลูกค้าคนจีนยังเป็นกลุ่มหลักประมาณ 50% ของยอดโอนต่างชาติ แต่เริ่มมีกลุ่มใหม่ที่น่าสนใจเข้ามาเติมเต็มตลาดเชียงใหม่ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการสร้างสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ขนาดใหญ่ในเชียงใหม่ ทำให้มีเจ้าหน้าที่และครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่และซื้อที่อยู่อาศัย และกลุ่มลูกค้าชาวพม่าที่นิยมส่งลูกหลานเข้ามาเรียนในโรงเรียนนานาชาติและมองหาที่พักอาศัยในเชียงใหม่เพื่อความสะดวกในการดูแลบุตรหลาน

ขยายฐานลูกค้าจากภาคเหนือบุกภาคใต้ ลุยคอนโดฯภูเก็ต-สมุย

ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมในหัวเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและสมุยยังคงเติบโตได้ดีจากกำลังซื้อต่างชาติ โดยเฉพาะในภูเก็ตที่มีความต้องการซื้อและกำลังซื้อที่เฉพาะเจาะจง ทำให้ผู้ประกอบการบางรายที่มีความชำนาญในพื้นที่ยังคงสามารถสร้างการเติบโตได้ดี แม้ในสภาวะที่ตลาดโดยรวมชะลอตัว ส่งผลให้มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในภูเก็ตเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่เคยอยู่ที่ประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาทต่อปี พุ่งขึ้นมาเป็นหลักหมื่นล้านบาทในช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องจากภูเก็ตยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวและผู้ซื้อทั่วโลกให้ความสนใจ โดยได้รับการโหวตให้เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งส่งผลดีต่อความต้องการซื้อที่พักอาศัย

โดยโครงการคอนโดฯของบริษัทที่ภูเก็ต อะไรซ์ ไวบ์ (Arise Vibe) มูลค่า 1,472 ล้านบาท ลูกค้าต่างชาติยอมวางเงินดาวน์สูงถึง 50% ของราคาขาย แม้ว่าโครงการจะยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนเงินดาวน์ในจังหวัดเชียงใหม่มาก ขณะที่ลูกค้าคนไทยจ่ายเงินดาวน์ 20% ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนทำงานในพื้นที่ภูเก็ตหรือผู้ที่ย้ายเข้ามาทำงานใหม่ รวมถึงกลุ่มที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่า โดยระดับราคาห้องชุดเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3 ล้านบาทหรือตารางเมตรละ 70,000-80,000 บาท ปัจจุบันโครงการทำยอดขายได้แล้ว 78%จากจำนวน 411 ยูนิต  โดยอยู่ระหว่างก่อสร้างจะเริ่มทยอยโอนในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

นอกจากนี้ยังมีแผนการสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ในพื้นที่ภูเก็ตเพิ่มเติม โดยจะเปลี่ยนอาคารสำนักงานขายให้กลายเป็นพื้นที่เช่าเชิงพาณิชย์ขนาดประมาณ 1,300-2,500 ตารางเมตร หลังจากโครงการคอนโดมิเนียมก่อสร้างแล้วเสร็จ

เหตุผลสำคัญที่บริษัทตัดสินใจเลือกลงทุนในจังหวัดภูเก็ตแทนที่จังหวัดเชียงราย ทั้งที่บริษัทเป็นผู้ประกอบการที่เติบโตอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือมาเกือบ 20ปี โดยเมื่อพิจารณาในเชิงปฏิบัติ การเดินทางจากเชียงใหม่ไปเชียงรายต้องใช้เวลาขับรถถึง 3 ชั่วโมง หากไปเปิดโครงการที่เชียงราย บริษัทจำเป็นต้องจัดตั้งทีมขายและทีมบริการหลังการขายใหม่ทั้งหมด ทำให้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาที่บริษัทตัดสินใจซื้อที่ดินในภูเก็ต ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดภูเก็ตกำลังเติบโตอย่างมาก และมีกำลังซื้อที่เฉพาะเจาะจงสูงมาก และมีความได้เปรียบด้านต้นทุนการเงิน เพราะตลาดภูเก็ตมีลักษณะพิเศษคือกลุ่มลูกค้าต่างชาติมีความมั่นใจสูงและยินดีวางเงินดาวน์สูง แม้โครงการจะยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งช่วยให้บริษัทมีสภาพคล่องสูงและมีต้นทุนทางการเงิน หรือภาระดอกเบี้ยที่ต่ำลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในพื้นที่อื่น

ส่วนภาพรวมของตลาดอสังหาฯในเกาะสมุยยังคงมีกำลังซื้อสูงเช่นเดียวกันกับจังหวัดภูเก็ตจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ แม้ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เช่น ค่าตั๋วเครื่องบินบางกอกแอร์เวย์สและค่าครองชีพจะสูงกว่าภูเก็ตประมาณ 2 เท่าก็ตาม โดยข้อมูลสถิติการโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2565 แทบไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯ แต่ในปี 2566 ยอดโอนพุ่งสูงถึงเกือบ 700-800 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นประมาณ 80% ภายใน 2 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการ (Demand) ที่แท้จริง

เกาะสมุย:อุปสงค์ที่มองไม่เห็น

สำหรับการลงทุนโครงการใหม่ในเกาะสมุย บริษัทมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและเป็น “New Frontier” หรือพื้นที่บุกเบิกใหม่ที่มีโอกาสเติบโตโดดเด่น โดยความต้องการซื้อในสมุยสูงกว่าตัวเลขที่บันทึกในกรมที่ดินมาก จะเห็นได้จากข่าวการกวาดล้างนอมินีที่ถือครองที่ดินมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการซื้อขายจริงผ่านบริษัทที่ไม่ได้ถูกบันทึกเป็นยอดโอนกรรมสิทธิ์อสังหาฯ ปกติอยู่ในระดับที่สูงมาก

โดยบริษัทได้เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ ดิ แอสตรา สมุย (The Astra Samui) ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงแรมอนันตรา บ่อผุด และห่างจากชายหาดในระยะเดินได้ประมาณ 200 เมตร บนเนื้อที่ 8 ไร่แบ่งการพัฒนาเป็น 2เฟส ระดับราคาขายประมาณ 110,000 – 120,000 บาทต่อตารางเมตร ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างสำนักงานขายและอยู่ในขั้นตอนการขออนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยคาดว่าจะสามารถเปิดขายอย่างเป็นทางการได้ในช่วงปลายปี 2569 นี้ เน้นกลุ่มลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะชาวจีนและชาติอื่น ๆ ที่มองหาที่พักอาศัยในเมืองท่องเที่ยว

ส่วนแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมเปิดตัว 4 โครงการ มูลค่ารวม 3,158  ล้านบาท ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม 3 โครงการ ได้แก่ เดอะ เน็กซ์ เจ็ดยอด 4, THE ASTRA SAMUI และ ARISE BUSINESS PARK และแนวราบ 1 โครงการ ได้แก่ บีลีฟ วงแหวน–สันกำแพง 2 ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างยอดขายและรายได้ในอนาคต

ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย โดยบริษัทมียอดขายสุทธิ (Net Presale) จำนวน 2,207 ล้านบาท และมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) กว่า 4,261 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 32% และโครงการแนวสูง 68% ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้เป็นต้นไป โดยมั่นใจว่าผลการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปีจะเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin REIC sansiri SC SC ASSET ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง