ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ปี 2569 คาดว่าจะการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจำนวน 153,462 ยูนิต เพิ่มขึ้น 4.2% โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 137,261 – 177,527 ยูนิต และจะมีการเปลี่ยนระหว่าง -6.8% ถึง 20.5% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 147,347 ยูนิต และคาดว่าจะมีมูลค่า 513,114 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 508,473 – 539,215 ล้านบาท หรือเปลี่ยนแปลงระหว่าง 1.9% ถึง 8% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่มีมูลค่า 499,157 ล้านบาท
ขณะที่ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ – ปริมณฑลในช่วงไตรมาส 4ปี 2568 ชะลอตัวทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอุปสงค์การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า เช่นเดียวกับด้านอุปทานที่ปรับตัวลดลง ทั้งใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน ใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัย ที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่และที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน สะท้อนให้เห็นถึงการระมัดระวังของผู้ประกอบการต่อการเปิดขายโครงการใหม่ แต่หากพิจารณารายไตรมาสพบว่าการโอนกรรมสิทธิ์ปรับตัวดีขึ้นทั้งด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า ส่วนหนึ่งเป็นผลแรงหนุนของมาตรการรัฐ ได้แก่ การลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองเหลือ0.01% รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ทุกระดับราคา นอกจากนี้ในช่วงปลายปีตลาดอสังหาฯยังได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากมาตรการ Quick Big Win ของรัฐบาล ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นถึงปานกลาง และช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ซื้อที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยโดยรวมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยข้อมูลการขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน กรุงเทพฯ – ปริมณฑลไตรมาส 4 มีที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยจำนวน 4,306 ยูนิต ลดลง -2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบ้านเดี่ยวได้รับใบอนุญาตจัดสรรมากที่สุด 1,837 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 42.7% ขณะที่บ้านแฝดได้รับใบอนุญาตจัดสรรเพิ่มขึ้น ถึง 72.4% และทาวน์เฮ้าส์ลดลง -21.1%

ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี 2568 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลมีการขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยลดลงทุกจังหวัดจำนวน 19,802 ยูนิต ลดลง –47.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และพบว่าทาวน์เฮาส์มีจำนวนมากที่สุด คือ 8,705 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 44% รองลงมาได้แก่ บ้านเดี่ยวมีจำนวน 8,082 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 40.8%
ขณะที่กรุงเทพฯมีการขอใบอนุญาตจัดสรรมากที่สุด 7,181 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 36.3% รองลงมาคือ จังหวัดสมุทรปราการจำนวน 6,584 ยูนิต ส่วนจังหวัดนครปฐมและนนทบุรี ไม่มีโครงการที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย
ส่วนการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ – ปริมณฑลปี 2568 มีประมาณ 61,304 ยูนิต ลดลง–12.5% โดยเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ 32,357 ยูนิต ลดลง –24.4% และอาคารชุด 28,947 ยูนิต เพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดยมีเพียงจังหวัดกรุงเทพฯท่านั้นที่มีใบอนุญาตก่อสร้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1% ขณะที่ใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยแนวราบลดลงทุกจังหวัด โดยปทุมธานีลดลงมากที่สุด –35.6% ส่วนอาคารชุด มีเพียงพื้นที่กรุงเทพฯและสมุทรปราการที่ได้รับใบอนุญาตเพิ่มขึ้น 13.7% และ1.8% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนจังหวัดสมุทรสาครไม่มีจำนวนใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดในปี 2568 ที่ผ่านมา
โครงการเปิดตัวใหม่ในกรุงเทพฯ–ปริมณฑลปี’68 จำนวน 252 โครงการจำนวน 32,887 ยูนิตลดลง–47.2%
ด้านข้อมูลการเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ – ปริมณฑลทั้งปี 2568 มีจำนวน 252 โครงการเท่านั้น ลดลง–30% มีจำนวนหน่วยในผังรวม 32,887 ยูนิต ลดลง–47.2% มูลค่าโครงการรวม 253,720 ล้านบาท ลดลง–49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่จำนวน 13,890 ยูนิต ลดลง–57.2% มูลค่ารวม 151,097 ล้านบาท ลดลง–54.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนโครงการอาคารชุดมีจำนวนรวม 18,997 ยูนิต ลดลง–36.3% มูลค่ารวม 102,623 ล้านบาท ลดลง–37.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ลดลงทุกจังหวัดมีจำนวนรวม 72,584 ยูนิต
ขณะที่จำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ลดลงทุกจังหวัดมีจำนวนรวม 72,584 ยูนิต ลดลง–25.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 97,284 ยูนิต โดยเป็นผลมาจากการลดลงของแนวราบทั้งบ้านจัดสรรและบ้านที่ประชาชนสร้างเอง ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน โดยปทุมธานีลดลงมากที่สุด –41.8% ขณะที่จังหวัดนครปฐมมีอาคารชุดสร้างเสร็จเพิ่มขึ้นถึง 112.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนจังหวัดสมุทรสาครไม่มีอาคารชุดสร้างเสร็จจดทะเบียนในปี 2568
ส่วนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลตลอดทั้งปี 2568ลดลงทุกประเภท และทุกระดับราคา ยกเว้นอาคารชุดระดับราคา 1.01 – 1.50 ล้านบาท ที่เพิ่มขึ้นทั้งหน่วยและมูลค่า โดยมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 147,347 ยูนิต ลดลง -13.9% เมื่อเทียบกับปี 2567 มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์รวม 499,157 ล้านบาท โดยอาคารชุดมีการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 71,718 ยูนิต ลดลง -16.4% มูลค่าการโอน 177,058 ล้านบาท ส่วนบ้านแนวราบมีจำนวน 75,629 ยูนิต ลดลง -11.4% มูลค่าการโอนอยู่ที่ 322,099 ล้านบาท
ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยสร้างใหม่หรือที่อยู่อาศัยที่โอนจากนิติบุคคล มีจำนวน 67,297 ยูนิต ลดลง–17.5% และมีมูลค่า 310,216 ล้านบาท ส่วนที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองมีจำนวนมากถึง 80,050 ยูนิต ลดลง–10.6% มูลค่า 188,941 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ของที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ต่อที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2568มีสัดส่วนเท่ากับ 46 : 54
ด้านภาพรวมที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ทั้งปี 2568 มีจำนวน 72,584 ยูนิต ลดลง–25.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีจำนวน 97,284 ยูนิต โดยเป็นผลมาจากการลดลงของบ้านแนวราบทั้งบ้านจัดสรรและบ้านที่ประชาชนสร้างเอง โดยปทุมธานีมีจำนวนบ้านสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ลดลงมากที่สุด–41.8% และมีเพียงนครปฐมที่มีอาคารชุดสร้างเสร็จเพิ่มขึ้นถึง 112.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนจังหวัดสมุทรสาครไม่มีอาคารชุดสร้างเสร็จจดทะเบียนในปี 2568 ที่ผ่านมา







