กทม. ลงพื้นที่จัดกิจกรรม “อโศกโมเดล” พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กทม. ร่วมกับภาคีเครือข่ายจาก กองบัญชาการตำรวจนครบาล, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ทีม Mayday! และ Grab ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ถนนอโศกมนตรี เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร

วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานคร มีแนวคิดจัดกิจกรรม “อโศกโมเดล” ขึ้น โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างกรุงเทพมหานคร กับภาคีเครือข่ายสุขอโศก และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการยกระดับพื้นที่ย่านอโศก – สุขุมวิท ให้เป็นย่านน่าอยู่ น่าทำงาน และปลอดภัย ผ่านแนวทางต่างๆ เพื่อต้องการให้ถนนเส้นนี้เป็นตัวอย่างในการเดินทางที่ปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน นอกจากนี้ กรุงเทพมหานคร ยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการเดินทางเชื่อมต่อแบบ ไร้รอยต่อ ภายใต้แนวคิด “First-Mile/Last-Mile” เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้สะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยมีการพัฒนาศาลาที่พักผู้โดยสาร จุดจอดรถโดยสาร และทางเชื่อมสำคัญ อาทิ Covered Walkway และเส้นทางจักรยานเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล และเปลี่ยนการใช้รถจากความจำเป็นให้กลายเป็น ทางเลือกในการเดินทาง
ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครมีศาลาและจุดจอดรวมทั้งสิ้น 2,528 แห่ง แบ่งเป็นศาลาที่พักผู้โดยสารในช่วงปี พ.ศ. 2566–2568 จำนวน 196 แห่ง ศาลาปรับปรุงรักษา 1,641 แห่ง และศาลาให้สิทธิ 691 แห่ง พร้อมทั้งเตรียมพัฒนาศาลาที่พักผู้โดยสารรูปแบบใหม่รวม 350 แห่ง ซึ่งติดตั้งแล้ว 50 แห่ง

ขณะเดียวกัน ยังมีแผนติดตั้ง “ป้ายหยุดรถโดยสารดิจิทัลเสาเดี่ยว” จำนวน 500 จุดทั่วกรุงเทพมหานครภายในปี พ.ศ. 2569 เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการเดินทางแบบ Real-time จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ,Thai Smile Bus (TSB) , สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) มาไว้ในจุดเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยป้ายเสาเดี่ยวรูปแบบใหม่นี้ จะมีจอแสดงการมาถึงของรถประจำทางในแต่ละสาย พร้อมข้อมูลเพิ่มเติมเช่น อุณหภูมิ และการประชาสัมพันธ์ต่างๆ นอกจากนั้นยังมีการแสดงข้อมูลโครงข่ายเส้นทางรถประจำบริเวณด้านล่างของป้ายอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้ผู้โดยสารวางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้น รวมถึงรู้เวลาแน่นอนในการรอรถประจำทาง นอกจากนั้นยังออกแบบให้มีป้ายเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ แบบเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าสาธารณะ และแบบติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ใช้งานในแต่ละจุด และช่วยสนับสนุนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะให้สะดวกและเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานคร ยังร่วมมือกับทีม MAYDAY!, Grab และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าปรับปรุงป้ายรถเมล์รูปแบบเดิม จำนวนอีก 600 จุดในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน เพื่ออัปเดตข้อมูลเส้นทางรถเมล์ให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน พร้อมทดแทนป้ายชุดเดิมที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ซึ่งจัดทำข้อมูลและออกแบบโดยทีม MAYDAY! ภายใต้แนวคิด User-Centric ที่อ้างอิงจากพฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้งานจริง ผสานกับข้อมูลเส้นทางเดินรถที่อัปเดตอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนข้อมูลเส้นทางที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบ Route Box (ข้อมูลเส้นทางแสดงแบบเดี่ยว) สำหรับจุดที่มีรถเมล์ผ่านไม่มาก และ รูปแบบ Route Map (โครงข่ายแผนที่เส้นทาง) สำหรับจุดสำคัญหรือจุดที่มีรถเมล์ผ่านจำนวนมาก หรือมีผู้ใช้งานจำนวนมาก พร้อมแผนที่บริเวณโดยรอบ (Area Map) ที่ด้านหลังป้าย แสดงสถานที่สำคัญ ถนนและซอย ในระยะการเดินต่อจากป้าย 5 นาที เพื่อช่วยให้ประชาชนวางแผนการเดินทางได้สะดวกและมั่นใจมากขึ้น ปัจจุบันติดตั้งแล้วกว่า 100 ป้ายในพื้นที่นำร่อง เช่น สี่พระยา รามคำแหง เจริญกรุง และพระราม 4 และคาดว่าจะติดตั้งครบทั้งสองรูปแบบจำนวน 600 จุดภายในเดือนมิถุนายนนี้ เมื่อรวมกับโครงการอื่น ของกรุงเทพมหานคร จะมีป้ายรถเมล์พร้อมข้อมูลเส้นทางรวมทั้งหมด 1,400 จุดทั่วเมือง

โดยบริเวณถนนอโศกมนตรี กรุงเทพมหานคร ได้ปรับปรุงทางข้ามม้าลาย เพื่อลดอุบัติเหตุ และปรับปรุงป้ายศาลาและป้ายหยุดรถโดยสาร ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างปรับปรุงป้ายบริเวณถนนอโศก 2 จุด ดังนี้ จุดที่ 1 อาคารเสริมมิตร (ตรงข้ามตึกชิโนไทย) จุดที่ 2 แยกสุขุมวิท-อโศก (เทอร์มินอล 21) คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปลายปี พ.ศ. 2569 พร้อมเพิ่มโครงการจักรยานสาธารณะ BMA Bike Sharing เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงจักรยานได้ง่ายขึ้น และใช้เดินทางแทนการใช้รถยนต์หรือรถสาธารณะได้
อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานคร ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในการใช้ถนน โดยเฉพาะบริเวณทางข้าม ได้ปรับปรุงทางข้าม ในปี พ.ศ. 2569 ทั้งหมด จำนวน 3,123 แห่ง โดยปรับปรุงทางข้ามสีเทอร์โบพลาสติก (สีขาว) จำนวน 1,018 แห่ง และปรับปรุงทางข้ามสีโคลด์พลาสติก (สีแดง) จำนวน 2,105 แห่ง จุดไฟกระพริบเตือนทางข้าม จำนวน 1,024 แห่ง และแบบทางข้ามไฟกดปุ่ม จำนวน 353 แห่ง นอกจากนี้มีการปรับปรุงทางข้าม ในรูปแบบการยกระดับทางข้าม (Raised Crosswalk) เพื่อชะลอความเร็วรถอัตโนมัติ เพิ่มความปลอดภัยคนข้าม ยกระดับทางข้าม ให้มองเห็นชัดขึ้น ลดอุบัติเหตุในพื้นที่ชุมชนและหน้าโรงเรียน และรองรับการใช้งานของผู้สูงอายุและผู้ใช้วีลแชร์ ช่วยจัดระเบียบการสัญจรให้ปลอดภัยมากขึ้น เพิ่มความต่อเนื่องของทางเท้า ทำให้เมืองเดินง่ายขึ้น และรูปแบบการเพิ่มอุปกรณ์จราจร (เกาะพักคอย) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้คนข้ามถนนหลายช่องจราจร มีพื้นที่พักคอยกลางทาง ลดความเสี่ยงจากรถสวน ช่วยให้ข้ามถนนได้เป็นจังหวะ และเพิ่มการมองเห็นผู้ข้ามถนนให้ชัดเจนขึ้น เหมาะกับถนนกว้าง พื้นที่ชุมชน และหน้าโรงเรียน ช่วยชะลอความเร็วรถบริเวณทางข้ามได้ดีขึ้น

โดยในงานวันนี้ กรุงเทพมหานครได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการดำเนินงานรณรงค์ พร้อมมอบ “ธงแดง” เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ “หยุดให้คนข้าม” เตือนผู้ขับขี่ให้เพิ่มความระมัดระวัง ชะลอความเร็ว และหยุดให้คนข้ามถนนอย่างปลอดภัย ซึ่งขณะนี้ กรุงเทพมหานครได้ติดตั้งกล่องใส่ธงแดงและธงแดงแล้วเสร็จ จำนวน 15 จุด ในจุดทางข้ามหน้าสถานศึกษาและโรงพยาบาลทั่วกรุงเทพมหานคร และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ยังร่วมสนับสนุนการดูแลความปลอดภัยบริเวณทางข้าม ผ่านการกวดขันวินัยจราจร การบังคับใช้กฎหมาย และการส่งเสริมให้ผู้ขับขี่ชะลอความเร็วเมื่อเข้าใกล้ทางข้าม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ตามสโลแกน “หยุด มอง ยก ข้าม”
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การบังคับใช้กฎหมายการสื่อสารรณรงค์ และการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ประชาชนสามารถ “เดินได้ เดินดี และเดินอย่างปลอดภัย” อย่างแท้จริง





