ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra-Luxury เซกเมนต์ที่น่าจับตามองและเติบโตอย่างร้อนแรงมากที่สุดคงหนีไม่พ้น “Branded Residences” หรือโครงการที่อยู่อาศัยระดับหรูที่จับมือร่วมกับแบรนด์ดังระดับโลก ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นเครือโรงแรมหรูระดับ 5-6 ดาว หรือแบรนด์แฟชั่น ยานยนต์ระดับไฮเอนด์ เพื่อมอบการบริการและมาตรฐานชีวิตเหนือระดับให้กับผู้อยู่อาศัย ขณะที่ตลาด Branded Residence ในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯและภูเก็ต เป็น 2 เมืองสำคัญที่น่าจับตามอง ขณะเดียวกันประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยการผสานการออกแบบที่หรูหรา บริการระดับเวิลด์คลาส และมาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวด ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อ

มูลค่าตลาดรวมทั่วโลกแตะ 2.4 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ตลาด Branded Residences ทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยจากรายงานวิจัยตลาดล่าสุด พบว่า มูลค่าตลาดรวมทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.73 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.3 – 2.4 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเติบโตต่อเนื่องทะลุ 1.18 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงถึง 6.8%
ปัจจุบันมีโครงการประเภทนี้มากกว่า 900 โครงการทั่วโลก และยังคงขยายตัวไปยังประเทศใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องตามจำนวนประชากรกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (UHNWIs) ที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี จากรายงานวิจัยเชิงลึกของ Savills Branded Residences ระบุว่า ประเทศที่เป็นผู้นำและครองแชมป์ตลาด Branded Residences มากที่สุด ได้แก่
–สหรัฐอเมริกา ครองแชมป์อันดับ 1 ของโลก โดยมีเมืองหลักอย่างไมอามี และนิวยอร์ก เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาโครงการทั้งรูปแบบโรงแรม (Hotel branded) และแบรนด์ไลฟ์สไตล์ (Non hotel branded เช่น รถยนต์และแฟชั่นหรู
-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยเฉพาะในนครดูไบที่กลายเป็นฮับระดับโลกสำหรับ Branded Residences ยุคใหม่ มีการเปิดตัวตึกสูงเสียดฟ้าภายใต้แบรนด์ดังระดับโลกมากมายเพื่อตอบโจทย์เศรษฐีต่างชาติ
-เม็กซิโก มีจุดขายด้านทำเลที่เป็นรีสอร์ทตากอากาศริมทะเลระดับพรีเมียมที่ดึงดูดกลุ่มผู้ซื้อจากอเมริกาเหนือ
ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของตลาด Branded Residence โดยปัจจุบันมีสัดส่วนโครงการที่สร้างเสร็จแล้วคิดเป็น 24% ของทั้งโลก รองจากอเมริกาเหนือที่มีสัดส่วน 34% และเมื่อรวมทั้งโครงการที่สร้างเสร็จและโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา คาดว่าส่วนแบ่งตลาดของ APAC จะเพิ่มขึ้นเป็น 23% เทียบเท่ากับอเมริกาเหนือ สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตของภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน
โดยปัจจุบันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการขยายตัวของอุปทาน (Supply) ทั้งโครงการที่เปิดขายแล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาใน 14 ประเทศทั่วเอเชียจำนวนสูงถึง 64,581 ยูนิต จาก 268 โครงการ ในจำนวนยูนิตทั้งหมดนี้มีโครงการที่ประกาศแผนพัฒนาแล้วแต่ยังไม่เปิดขายอย่างเป็นทางการอีกประมาณ 14,556 ยูนิต

ทั้งนี้ประเทศไทยและเวียดนามถือเป็น 2 ประเทศดาวรุ่งพุ่งแรงที่ติดอันดับ Top 10 ของโลกเช่นกัน โดยข้อมูลล่าสุดจากรายงานวิจัยเชิงลึก Asia Branded Residences Market Review 2026 ของสถาบันวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับภูมิภาค C9 Hotelworks ได้ระบุถึงตัวเลขมูลค่าตลาดรวมและจำนวนยูนิตเสนอขายของตลาด Branded Residences ในภูมิภาคเอเชียเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมูลค่าตลาดรวมปีนี้พุ่งสูงถึงประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 30.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 992,000,000,000 ล้านบาท
ขณะที่มูลค่าตลาด Branded Residences ของไทยในปี 2569 มีจำนวน 205.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.3% จากปีก่อน พร้อมจำนวนยูนิตที่เปิดตัวสะสม 13,124 ยูนิต โดยประเทศไทยครองสัดส่วน 26% ของจำนวนยูนิตแบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์ที่เปิดตัวในเอเชีย ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในภูมิภาค ปัจจุบันมีโครงการ Branded Residencesที่เตรียมเปิดตัวและเปิดตัวไปแล้วจำนวน 63 โครงการ รวมทั้งสิ้น 13,947 ยูนิต
โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนโครงการ Branded Residence ที่สร้างเสร็จและพร้อมเข้าอยู่อาศัยมากที่สุดในเอเชียแปซิฟิกกว่า 40 โครงการ ส่งผลให้ประเทศไทยครองอันดับหนึ่งในภูมิภาค และเป็นอันดับสองรองจากเวียดนามในด้านจำนวนโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา แต่เมื่อรวมทั้งโครงการที่แล้วเสร็จและโครงการในอนาคต ประเทศไทยมีแนวโน้มก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีจำนวน Branded Residence มากที่สุดในเอเชียแปซิฟิก และเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเม็กซิโก
จุดขายของตลาด Branded Residences
สำหรับปัจจัยที่ทำให้กลุ่มคนรวยระดับโลกยอมจ่ายเงินก้อนโตที่มากกว่าการซื้อคอนโดมิเนียมทั่วไปเพื่อครอบครอง Branded Residences คือ มาตรฐานการบริการระดับ 5 ดาว (Premium Services) โดยผู้พักอาศัยจะได้รับบริการในระดับเดียวกันกับโรงแรมหรูตลอด 24 ชั่วโมง เช่น บริการ Concierge, บริการทำความสะอาด (Housekeeping), บริการจัดเตรียมอาหารโดยเชฟส่วนตัว, และ In-residence dining ความน่าเชื่อถือและการันตีคุณภาพ การนำชื่อแบรนด์ระดับโลก เช่น Four Seasons, Ritz-Carlton, Mandarin Oriental, หรือ Aman มาใช้ในโครงการถือเป็นตัวรับประกันคุณภาพการก่อสร้าง การออกแบบ และการบำรุงรักษาระยะยาวที่ดีเยี่ยม สิทธิพิเศษเหนือระดับ (Elite Privileges) เจ้าของห้องจะได้รับสิทธิ์สมาชิกพิเศษ (Loyalty Program) ของเครือนั้น ๆ ซึ่งสามารถใช้สิทธิประโยชน์ ลิมิเต็ดอิดิชัน หรือส่วนลดในโรงแรมสาขาต่าง ๆ ทั่วโลกได้ และสินทรัพย์ที่ทวีมูลค่าและปล่อยเช่าง่าย เนื่องจากแบรนด์ที่แข็งแกร่งช่วยเพิ่มมูลค่าขายต่อ (Resale Value) และเพิ่มแรงดึงดูดในตลาดเช่า โดยมี “Brand Premium” หรือส่วนต่างราคาที่สูงกว่าโครงการทั่วไปถึง 30% – 40%

กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย Branded Residences ในประเทศไทย
สำหรับกลุ่มผู้ซื้อหลักของ Branded Residences ในไทย สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มเศรษฐีไทยและผู้บริหารระดับสูง ที่ซื้อเพื่อเป็นบ้านหลังที่สองสะสมเป็นมรดกให้ลูกหลาน หรือซื้อเพื่อสถานะทางสังคมที่สะท้อนถึงรสนิยมความสำเร็จ
กลุ่มชาวต่างชาติที่ต้องการย้ายถิ่นฐานหรือพักผ่อนระยะยาว โดยเฉพาะชาวรัสเซีย ยุโรป จีน และชาวเอเชียตะวันออก เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ที่มองหาบ้านพักตากอากาศในภูเก็ต หรือคอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีความปลอดภัยสูงและเดินทางสะดวก
กลุ่มนักลงทุนระดับสากล ที่มองหาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มั่นคง มีการันตีผลตอบแทน (Rental Yield) และมีระบบการบริหารจัดการผู้เช่าที่เป็นมืออาชีพโดยเครือโรงแรมแบรนด์ดังระดับโลก

“ริมแม่น้ำเจ้าพระยา-สุขุมวิท-ชิดลม-หลังสวน” ทำเล Branded Residences ของไทย
ทั้งนี้หากแบ่งสัดส่วนทำเลที่มีการพัฒนาโครงการ Branded Residences มากที่สุดในไทย พบว่ากระจุกตัวอยู่ใน 2 โซนหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ในโซน CBD ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น โซนสุขุมวิท-ชิดลม-หลังสวน ซึ่งมีแหล่งช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์ระดับไฮเอนด์ โดยโครงการที่เปิดตัวอยู่ในโซนนี้ เช่น SLS Residences Bangkok Sukhumvit 24, The Residences at Sindhorn Kempinski และพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นทำเลระดับไอคอนิกที่เน้นวิวแม่น้ำและความเงียบสงบ เช่น โครงการของ Four Seasons Private Residences, The Residences at Mandarin Oriental
ส่วนอีกโซนจะตั้งอยู่ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของ Branded Residences สไตล์รีสอร์ท ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ในระดับเมือง ภูเก็ต และ กรุงเทพมหานคร ต่างได้รับการยอมรับว่าเป็นจุดหมายสำคัญของ Branded Residence ระดับโลก และอยู่ในอันดับ 5 ของโลกในด้านจำนวนโครงการ ขณะที่กรุงเทพมฯอยู่อันดับ 7 ของโลก โดยโครงการ Branded Residence ในภูเก็ตจะกระจุกตัวอยู่ในโซนหาดบางเทา, หาดกมลา เช่น โครงการ MontAzure และหาดลายัน ซึ่งรวมแบรนด์หรูอย่าง Banyan Tree, Aman, และ InterContinental ไว้มากมาย
ลูกค้า”ไต้หวัน”มาแรงแห่ซื้อคอนโดฯ Branded Residence ในกรุงเทพ

ปพิณริยา พึ่งเขื่อนขันธ์ หัวหน้าแผนกซื้อ ขาย เช่าที่พักอาศัย ซีบีอาร์อี ประเทศไทย (CBRE) กล่าวว่า แม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมอาจจะไม่ดีนัก แต่กลุ่มตลาดระดับบนที่มีกำลังซื้อยังคงมีอยู่ หากโครงการมีความน่าสนใจ ดีไซน์ตอบโจทย์ และลูกค้ารู้สึกว่าราคาเหมาะสมกับสิ่งที่ได้รับ ก็ยังสามารถปิดการขายได้ดี ทั้งนี้โครงการ Branded Residence ที่ยังได้รับความสนใจเป็นพิเศษและยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ดี แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าระดับบนและกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth Individuals: HNWI) ยังคงมีกำลังซื้อและพร้อมลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพ โดยเฉพาะโครงการที่มีแบรนด์โรงแรมระดับโลกเข้ามาบริหารและให้บริการ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพชีวิต การบริการ และการลงทุนระยะยาว เช่น Banyan Tree เป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงมากและมีฐานลูกค้าที่จงรักภักดี (Brand Loyalty) อย่างเหนียวแน่น โดยโครงการที่เปิดขายสามารถทำยอดขายได้รวดเร็วถึงเกือบ 90% ตั้งแต่ช่วงเปิดตัว เนื่องจากลูกค้าเชื่อมั่นในมาตรฐานของแบรนด์,แบรนด์ Aman ล่าสุดได้มีการเปิดตัว Nai Lert Aman ตั้งอยู่ในซอยชิดลม ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างโรงแรมและที่พักอาศัยระดับบน
โครงการ SLS Residences Bangkok Sukhumvit 24 ของบริษัทวาลันที กรุ๊ป จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาฯระดับลักชัวรีของไทย ร่วมกับเอ็นนิสมอร์ (Ennismore) บริษัทด้านไลฟ์สไตล์ฮอสพิทาลิตี้ที่ คาดว่าจะเปิดการขายในช่วงต้นปี 2569
และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2572 เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีความหรูหราและราคาสูง โดยราคาต่อยูนิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70 ล้านบาท หรือเริ่มที่ 50 ล้านบาทขึ้นไป

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ที่ดินผืนใหญ่ที่น่าสนใจของสถานทูตเนเธอร์แลนด์เดิม ซึ่งมีการบิดราคาซื้อขายกันไปแล้วและคาดว่าจะมีการพัฒนาเป็นโครงการระดับ Ultra Luxury ในอนาคต แต่ข้อมูลแบรนด์ที่จะมาพัฒนายังคงเป็นความลับอยู่ในขณะนี้
สำหรับทำเลทองของตลาด Branded Residence ยังคงเป็นย่าน CBD ที่กระจุกตัวอยู่ในเขตชั้นในของกรุงเทพฯ เช่น หลังสวน, วิทยุ และสุขุมวิท ส่วนการตัดสินใจซื้อของลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่นิยมซื้อด้วยเงินสด และมักจะรอตัดสินใจซื้อหลังจากได้เห็น “ห้องตัวอย่าง” จริง เพื่อให้เห็นรูปธรรมของโครงการก่อนตัดสินใจลงทุน โดยราคาในตลาดระดับนี้พุ่งสูงไปถึง 500,000 – 800,000 บาทต่อตารางเมตร และปัจจุบันพบว่ากลุ่มผู้ซื้อมีช่วงอายุที่น้อยลงกว่าแต่ก่อน

ส่วนกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติในปัจจุบันมีการกระจายตัวไปในหลายประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน เป็นกลุ่มหลักที่มีแรงซื้อสูงมากในตลาดระดับบนของกรุงเทพฯ ในช่วงปีที่ผ่านมา, ญี่ปุ่น เป็นกลุ่มที่น่าจับตามองและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมที่ญี่ปุ่นมักไม่ค่อยซื้ออสังหาฯในไทย แต่ปัจจุบันเริ่มกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในอเมริกามายังไทยมากขึ้น เนื่องจากคุ้นเคยกับประเทศไทยและมองเห็นโอกาสในเรื่องของ Geopolitics และเศรษฐกิจ, ยุโรป ยังคงมีเข้ามาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องแต่ไม่หวือหวา และกลุ่มตะวันออกกลาง ส่วนใหญ่เน้นไปที่ตลาดภูเก็ตเป็นหลัก
แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่ตลาด Branded Residence ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีความแข็งแกร่ง สามารถผ่านพ้นช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวในหลายวัฏจักรได้เป็นอย่างดี เพราะตลาด Branded Residence ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยมาตรฐานเดียวกับโรงแรมระดับ 5 ดาวที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก พร้อมมอบความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของอสังหาฯระดับพรีเมียมอย่างแท้จริง ทำให้ Branded Residence เป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความต้องการสูง ทั้งเพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุน





