ส่องอาณาจักรที่ดินแปลงใหญ่ ใครทำอะไรบ้าง? ตอนที่ 1 : ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำไมอสังหาฯไทยถึงเลิกสร้าง “อาณาจักรบ้านจัดสรร” แบบยุค 2540

ชวนย้อนเวลามองโมเดลธุรกิจของยักษ์ใหญ่อสังหาฯ ไทยในอดีต เมื่อ วิกฤตต้มยำกุ้ง สั่นคลอนอาณาจักรเมกะโปรเจกต์ ส่งผลให้บ้านหรูพร้อมสนามกอล์ฟผืนใหญ่นับพันไร่ถูกลดบทบาทลง ก่อนพลิกโฉมสู่โครงการสเกลพอดีๆ เน้นราคาจับต้องได้ และชูจุดขายเรื่องการเดินทางที่สะดวกสบายแบบเช่นทุกวันนี้

ย้อนกลับไปในช่วง 20–30 ปี ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง 2540 วงการอสังหาริมทรัยพ์ไทยมีโมเดลการพัฒนาโครงการที่น่าสนใจ คือ ผู้ประกอบการบางรายนิยมกว้านซื้อที่ดินแปลงใหญ่ในโซนเดียวกัน แล้วทยอยแบ่งพื้นที่เปิดตัวโครงการบ้านจัดสรรทีละเฟสอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีทั้งโครงการที่เหมือนกัน แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความนิยมในช่วงเวลานั้นๆ เรียกได้ว่าเป็นการสร้าง “อาณาจักร” ของตัวเอง หรือที่ปัจจุบันนี้ เรียกว่า “คอมมูนิตี้” หรือ “ดิสทริค” นั้น เป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้น คือ

บริษัท กฤษดานคร จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ดังอย่าง “หมู่บ้านกฤษดานคร” ซึ่งทำเลสร้างชื่อที่โดดเด่นที่สุดคือ โซน ปิ่นเกล้า – บรมราชชนนี – พุทธมณฑล โดยเน้นพัฒนาโครงการบิ๊กโปรเจกต์ขนาดหลายร้อยไปจนถึงหลักพันยูนิต

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2530 กฤษดานคร เริ่มเปิดขายบ้านพื้นที่ในโซนนี้ และทยอยแบ่งพัฒนาเป็นโครงการย่อยนับ 10 โครงการ บนเนื้อที่มหาศาลรวมแล้วอาจเกิน 1,000 ไร่ มีให้เลือกทั้งที่ดินเปล่าจัดสรรและบ้านเดี่ยวหลากหลายดีไซน์ นอกจากทำเลนี้แล้ว ยังมีโครงการในพื้นที่อื่นอีกรวมแล้วมากกว่า 30 โครงการ ซึ่งหลายแห่งถูกแบ่งพัฒนาให้เป็นเฟสย่อยของอาณาจักรใหญ่ ทว่าน่าเสียดายที่หลายโครงการยังพัฒนาไม่เสร็จสมบูรณ์และต้องหยุดการก่อสร้างลงอย่างถาวร หลังเผชิญเข้ากับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540

ในขณะที่ กฤษดานคร เน้นปักหมุดโครงการขนาดใหญ่แยกตามทำเลต่างๆ แต่ช่วงปี 2530 ก็เริ่มมีผู้ประกอบการบางรายหันมาใช้วิธีกว้านซื้อที่ดินแปลงใหญ่ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่มีทั้งที่อยู่อาศัยและพื้นที่เชิงพาณิชย์หลากรูปแบบ ซึ่งถือเป็นโมเดลที่ได้รับความสนใจและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็น่าเสียดายที่หลายแห่งต้องหยุดพัฒนาไปกลางคันจากพิษวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 จนกระทั่งเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและกำลังซื้อกลับมา โครงการเหล่านี้จึงได้รับการปัดฝุ่นและพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เช่น

บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) โดยตระกูลกาญจนพาสน์ คือผู้เนรมิตอาณาจักร เมืองทองธานี บนเนื้อที่กว่า 4,500 ไร่ ในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มาตั้งแต่ปี 2532 ในยุคนั้น โครงการตั้งเป้าพัฒนาคอนโดมิเนียมมากถึง 20,000 ยูนิต พร้อมอาคารพาณิชย์ สำนักงาน สนามกีฬา และสาธารณูปโภคครบวงจร

แต่แล้ววิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ก็ทำให้ตึกสูงหลายแห่งต้องหยุดชะงักไปกลางคัน กลายเป็นตึกร้างที่ตั้งตระหง่านที่ไม่ว่าใครไปเมืองทองธานีจะต้องเคยเห็น อย่างไรก็ตาม เมืองทองธานีได้พลิกโฉมครั้งใหญ่หลังผ่านพ้นวิกฤต ด้วยการ Re Positioning สู่การเป็นศูนย์กลาง MICE และ Entertainment Hub ระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การประชุมอิมแพ็ค (IMPACT) ศูนย์การค้า ร้านอาหาร โรงแรม อาคารสำนักงาน สถาบันการศึกษา ตลอดจนการมาถึงของรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายที่เปิดให้บริการรองรับการเดินทางเข้าสู่โครงการอย่างสมบูรณ์

 

หากทิศเหนือของกรุงเทพฯมีเมืองทองธานี ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ จะมีโครงการ “ธนาซิตี้” ที่พัฒนาโดย บริษัท ธนายง จำกัด อีกหนึ่งบริษัทในเครือตระกูลกาญจนพาสน์ เป็นผู้เนรมิตโครงการ ถือเป็นอาณาจักรที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 1,600 ไร่ ครบครันด้วยสนามกอล์ฟมาตรฐาน 18 หลุม ที่ดินจัดสรร บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม แม้จะเคยชะงักลงจากพิษวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ ธนาซิตี้ ก็กลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งหลังการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ของธนายงสู่ BTS Group Holdings มีการเติมเต็มส่วนของโรงแรม การปรับโฉมสนามกอล์ฟและคลับเฮาส์ให้ทันสมัย สอดรับกับการเติบโตของพื้นที่ตามแนวถนนบางนา-ตราด ที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ เข้ากับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

บริษัท นวธานี จำกัด ถือเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยุคแรกๆ ที่ริเริ่มทำโครงการขนาดใหญ่ โดยเปิดตัวโครงการ “นวธานี” พร้อมเปิดขายที่ดินจัดสรรมาตั้งแต่ปี 2516 บนพื้นที่มหาศาลกว่า 1,450 ไร่ ชูจุดเด่นด้วยสนามกอล์ฟระดับมาตรฐาน 18 หลุม พร้อมแปลงที่ดินจัดสรรขนาดใหญ่เริ่มต้นที่ 100 ตารางวาขึ้นไป และพื้นที่สำหรับสร้างบ้านเดี่ยวหลังใหญ่

หมู่บ้านปัญญา ซึ่งเปิดขายอย่างเป็นทางการช่วงปี 2520 – 2530 คือ อีกหนึ่งบิ๊กโปรเจกต์ระดับตำนานของกรุงเทพฯ ที่นำสนามกอล์ฟขนาดใหญ่มาเป็นจุดขายหลักตามค่านิยมในยุคนั้น จุดเด่น คือ การครอบครองที่ดินผืนใหญ่ แล้วนำมาแบ่งพัฒนาเป็นเฟสย่อยที่เชื่อมต่อกันด้วยถนนหลักภายในโครงการ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของ “คอมมูนิตี้” ยุคนี้ เพราะเป็นหมู่บ้านจัดสรรแบบปิดที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแยกส่วนอย่างชัดเจน ตอบโจทย์ลูกค้าระดับไฮเอนด์และเหล่าคนดังในอดีต ซึ่งหลายครอบครัวยังคงเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงมาถึงปัจจุบัน

หมู่บ้านเมืองเอก รังสิต บิ๊กโปรเจกต์ระดับตำนานที่เริ่มเปิดขายช่วงปี 2527 – 2538 บนเนื้อที่กว่า 4,000 ไร่ รวมที่อยู่อาศัยไว้ราว 8,000 ยูนิต ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และคอนโดมิเนียม ความโดดเด่นคือการเป็น “เมืองบริวาร” ที่ครบวงจร มีสนามกอล์ฟ 18 หลุม มากถึง 2 สนาม และมีสถานศึกษา ตั้งแต่ ก่อนอนุบาล ยาวไปจนถึง ระดับมหาวิทยาลัย แต่หมัดเด็ดที่เป็นจุดขายสร้างชื่อในยุคนั้นคือ “ซื้อบ้านแถมเบอร์โทรศัพท์” โดยทุกยูนิตจะได้เบอร์โทรศัพท์บ้านพร้อมใช้งานทันที ถือเป็นสิทธิประโยชน์ที่ดึงดูดใจอย่างมาก เพราะยุคนั้นการยื่นขอเบอร์โทรศัพท์บ้านเองทำได้ยากมาก และอาจต้องรอนานหลายปีกว่าจะได้ใช้งาน

เลควูด คันทรี่ คลับ อีกหนึ่งอาณาจักรที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์บนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ เน้นเปิดขายที่ดินจัดสรรแปลงใหญ่ตั้งแต่ 200 ตารางวาขึ้นไป และบ้านเดี่ยวพร้อมอยู่ ชูจุดเด่นด้วยสนามกอล์ฟขนาดใหญ่ถึง 27 หลุม ตัวโครงการถูกออกแบบให้เป็นหมู่บ้านปิดที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวด มุ่งตอบโจทย์กลุ่มผู้บริหาร ถูกใจคนทำงานในนิคมอุตสาหกรรมด้วยทำเลศักยภาพติดถนนบางนา-ตราด กม.18 รวมถึงกลุ่มชาวต่างชาติที่ชื่นชอบกีฬากอล์ฟเป็นพิเศษ

ในยุคเดียวกันหรือช่วงใกล้เคียงกับการแจ้งเกิดของ “นวธานี” “หมู่บ้านปัญญา” และ “เมืองเอก รังสิต” ซึ่งตรงกับช่วงก่อนปี 2530 ตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีโครงการบ้านจัดสรรและที่ดินจัดสรรขนาดใหญ่เปิดตัวอย่างคึกคัก แม้ว่าสเกลพื้นที่ของหลายๆ โครงการอาจจะไม่ได้ใหญ่ยักษ์เท่าระดับเมกะโปรเจกต์ก็ตาม อาทิ

หมู่บ้านเสรี (พระราม 9 – หัวหมาก) บุกเบิกการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2514 – 2515 บนพื้นที่มหาศาลหลายร้อยไร่ จุดเด่น คือ การทยอยเปิดขายและก่อสร้างไปทีละเฟส พร้อมสะสมที่ดินข้างเคียงเพิ่มเรื่อยๆ จนโครงการขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับ มีการแบ่งแปลงที่ดินขายตั้งแต่ขนาด 50 ตารางวา ไปจนถึง 1 ไร่

หมู่บ้านธนินทร บ้านจัดสรรระดับตำนานย่านวิภาวดีรังสิต ปักหมุดตรงข้ามสนามบินดอนเมือง เปิดตัวในช่วงปี 2515 – 2517 ซึ่งเป็นเวลาไล่เลี่ยกับนวธานีและหมู่บ้านเสรี รูปแบบโครงการเน้นแบ่งแปลงที่ดินขนาดใหญ่สำหรับบ้านเดี่ยว ตั้งแต่ 60 ตารางวา ไปจนถึงเกิน 100 ตารางวา มุ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนอย่างทหารอากาศ ข้าราชการระดับสูง และบุคลากรสนามบินดอนเมือง ที่น่าสนใจ คือ โครงการนี้ไม่ได้สร้างสนามกอล์ฟมาเป็นจุดขายเหมือนค่านิยมในยุคนั้น แต่เน้นชูจุดแข็งเรื่องทำเลทองและการเดินทางที่สะดวกสบายเป็นหลัก

ทว่าหลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 เป็นต้นมา ภาพการพัฒนา “เมกะโปรเจกต์” สไตล์อาณาจักรใหญ่โตก็แทบจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย ผู้ประกอบการเลิกพัฒนาโครงการขนาดใหญ่แบบเดิม แล้วหันมาปรับตัวให้สอดรับกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป เพราะคนส่วนใหญ่ประสบปัญหาการเงิน ในขณะที่เมืองเริ่มเติบโตพร้อมการหลั่งไหลของคนทำงานต่างจังหวัด ความต้องการที่อยู่อาศัยจึงหลากหลายและกระจายไปตามระดับรายได้ ตลาดไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยกลุ่มคนเศรษฐีที่มองหาบ้านหรูพร้อมสนามกอล์ฟอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มคนที่ต้องการบ้านในราคาจับต้องได้ มีความปลอดภัย และเดินทางสะดวก ตลาดบ้านจัดสรรหลังปี 2540 จึงเปลี่ยนโฉมมาเป็นโครงการขนาดสเกลพอดีๆ จำนวนยูนิตไม่เยอะ แต่เน้นราคาย่อมเยาและทำเลที่เข้าถึงได้ง่าย

ติดตามตอนต่อไป >>> จาก “เมกะโปรเจกต์พันไร่” สู่การซอยที่ดินกระจายความเสี่ยง ยุคหลังต้มยำกุ้ง

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin REIC sansiri SC SC ASSET ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19 โรงแรม

โพสที่เกี่ยวข้อง