สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยภาคกลาง–ภาคตะวันตก ครึ่งแรกปี’69 หนุนยอดขายพุ่ง 108.4%

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่ภาคกลาง 2 จังหวัด ครึ่งแรกปี 2569 พบว่าพื้นที่ภาคกลางได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการขยายตัวของภาคการผลิตและแรงงานในนิคมอุตสาหกรรม ส่งผลให้หน่วยขายได้ใหม่ พุ่งขึ้นถึง 108.4% YoY สวนทางกับ ตลาดที่อยู่อาศัยในภาคตะวันตก ที่พึ่งพากลุ่มผู้ซื้อบ้านพักตากอากาศและนักลงทุน ซึ่งเผชิญภาวะชะลอตัว โดยยอดขายได้ใหม่ปรับลดลงถึง 25% YoY แต่ยังมีโอกาสเติบโตจากโครงสร้างพื้นฐานใหม่

ดร.มานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตกกำลังเข้าสู่ช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านและวางรากฐานการเติบโตรอบใหม่ในทิศทางบวกโดยได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ควบคู่กับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (New Economy) ส่งผลให้โครงสร้างอุปสงค์ในพื้นที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดท้องถิ่นเดิมอีกต่อไป
แต่กำลังยกระดับสู่การเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์รองรับการขยายตัวของเมืองหลวงและการลงทุนระดับประเทศโดยในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและสระบุรี  การเติบโตไม่ได้ขับเคลื่อนเพียงกลุ่มแรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป แต่ได้รับปัจจัยบวกโดยตรงจากนโยบายกระจายฐานการผลิตระดับโลก และยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ทำให้เกิดการจ้างงานบุคลากรทักษะสูง วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

รวมถึงจะมีการเปิดให้บริการส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข รังสิต–บางปะอิน (M5) และรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ช่วงกรุงเทพฯ–นครราชสีมา (ระยะที่ 1) จะพลิกโฉมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจากเมืองอุตสาหกรรมชานเมือง สู่การเป็น “Bangkok Neighbor” ที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อไป–กลับกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วและควบคุมเวลาได้แน่นอน ผลักดันให้เกิดอุปสงค์ที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง ทั้งบ้านจัดสรรขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์คนทำงานกรุงเทพฯ และคอนโดมิเนียมเพื่อเช่าพักอาศัยของกลุ่มวิศวกรและผู้บริหาร

ขณะที่ พื้นที่ภาคตะวันตก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรี  แม้ตัวเลขยอดขายในครึ่งแรกของปี 2569 จะส่งสัญญาณชะลอตัวจากการปรับฐานอุปทาน แต่ในเชิงโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสการเติบโตระลอกใหม่ จากการเปิดทดลองให้บริการมอเตอร์เวย์ M82 (ช่วงบางขุนเทียน–เอกชัย–บ้านแพ้ว) และความพร้อมของรถไฟทางคู่สายใต้ ช่วงนครปฐม–หัวหิน–ชุมพร  ซึ่งช่วยปลดล็อกปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพระราม 2 และลดระยะเวลาการเดินทางสู่เมืองท่องเที่ยวชายทะเลฝั่งตะวันตกลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ทำเลชะอำ–หัวหิน ยังคงมีศักยภาพโดดเด่นในการดึงดูดกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังที่สองของกลุ่มผู้เกษียณอายุทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนกลุ่มพำนักระยะยาว  ซึ่งการชะลอเปิดตัวโครงการใหม่และการเร่งระบายสต็อกของผู้ประกอบการในปัจจุบัน จะช่วยให้ตลาดปรับสมดุลอุปทานส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อพร้อมรองรับการฟื้นตัวของกำลังซื้อคุณภาพสูงที่จะหลั่งไหลเข้ามาตามโครงข่ายคมนาคมที่สมบูรณ์แบบในระยะข้างหน้า

สิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ผลสำรวจภาคสนามสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยภาคกลาง พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภาพรวมตลาดเติบโตจากแรงซื้อกลุ่มผู้ใช้แรงงานและพนักงานในนิคมอุตสาหกรรม โดยมี Total Supply รวม 8,691 หน่วย ลดลง 5.4% YoY มูลค่า 29,653 ล้านบาท จากการชะลอเปิดตัวโครงการใหม่  ส่วน New Sales ขยายตัวก้าวกระโดดถึง 121.9% YoY ส่งผลให้ Remaining Supply ลดลง 12.3% YoY เหลือ 7,648 หน่วย มูลค่า 26,336 ล้านบาท และทำให้อัตราดูดซับรวมปรับดีขึ้น คาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือลดลงเหลือประมาณ 44 เดือน

พื้นที่จังหวัดสระบุรี ตลาดขับเคลื่อนโดยโครงการบ้านจัดสรรเป็นหลัก โดยมี Total Supply รวม 3,991 หน่วย เพิ่มขึ้น 40.0% YoY มูลค่า 13,252 ล้านบาท New Sales ที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 80.8% YoY ทำให้ Remaining Supply รวมเพิ่มขึ้น 36.4% YoY อยู่ที่ 3,577 หน่วย มูลค่า 12,042 ล้านบาท อัตราดูดซับรวมขยับขึ้นเป็น 1.7% ต่อเดือน ส่งผลให้ระยะเวลาที่คาดว่าจะขายอุปทานคงเหลือหมดลดลงเหลือ 52 เดือน

ด้านสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยภาคตะวันตก โดยพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อตัดข้อมูลที่อยู่อาศัยประเภทวิลล่าออก พบว่ามี Total Supply รวม 2,439 หน่วย ลดลง  12.9% YoY มีสาเหตุหลักมาจากการหดตัวของอาคารชุดที่หน่วยเสนอขายลดลงถึง -45.59%  ด้าน New Sales ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 33.26% YoY ขณะที่ Remaining  Supply อยู่ที่ 2,116 หน่วย ลดลง 8.7% YoY  ส่งผลให้อัตราดูดซับรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 2.20% ต่อเดือน (บ้านจัดสรร 1.0% ต่อเดือน, อาคารชุด 3.9% ต่อเดือน) คาดว่าจะต้องใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือเฉลี่ย 66 เดือน

พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เมื่อตัดข้อมูลประเภทวิลล่าออก พบว่ามี Total Supply รวม 2,371 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.5% YoY เนื่องจากมี New Supply เข้าสู่ตลาด 246 หน่วย (ทั้งหมดเป็นบ้านจัดสรรในโซนชะอำ) ขณะที่ New Sales รวมกลับหดตัวลง 45.6% YoY โดยมีจุดเปราะบางสำคัญที่ ตลาดอาคารชุดซึ่งยอดขายใหม่ทรุดตัวลงถึง 81.9% ส่งผลให้ Remaining Supply รวมสะสมอยู่ที่ 2,235 หน่วย เพิ่มขึ้น 10.8% YoY (บ้านจัดสรร 1,346 หน่วย เพิ่มขึ้น 27.9%, อาคารชุด 889 หน่วย ลดลง 8.0%) อัตราดูดซับรวมเฉลี่ยต่ำเพียง 1.0% ต่อเดือน (บ้านจัดสรร 1.3%, อาคารชุด 0.4%) คาดว่าจะต้องใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือนานถึง 98 เดือน  โดยเฉพาะตลาดอาคารชุดที่อัตราดูดซับลดลงเหลือ 0.4% ต่อเดือน ส่งผลให้ต้องใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือนานถึง 232 เดือน (บ้านจัดสรรใช้เวลา 71 เดือน)

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin REIC sansiri SC SC ASSET ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ จับมือ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง