พราว เรียล เอสเตทชูความสำเร็จ World-Class Benchmark ผ่านแนวคิด Luxury Wellness Residences เพื่อยกระดับการเป็นพื้นที่ส่งเสริมสุขภาวะ ผสานการออกแบบเพื่อสุขภาพจับมือโรงพยาบาลBNH และ BeDee by BDMS บริการดูแลสุขภาพ Exclusive 24 ชม. ด้วย Health Butler ผสาน Prompt Solution Management เชื่อมโยงบริการสุขภาพเข้ากับการอยู่อาศัยอย่างไร้รอยต่อ ดันยอดขายพุ่งสูงถึง 90%

พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัทพราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีในย่านสาทรและพื้นที่ CBD มีแนวโน้มที่น่าสนใจในหลายแง่มุมทั้งในด้านราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น พฤติกรรมผู้ซื้อที่เปลี่ยนไป และสภาพคล่องของซัพพลายในตลาด โดยราคาเฉลี่ยของยูนิตที่นำออกมาขายในย่านสาทรเติบโตขึ้นถึง 24.7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ซัพพลายใหม่มีน้อยในย่านสาทรมีโครงการใหม่เปิดตัวน้อยลง ทำให้เมื่อมีของใหม่ออกมา ราคาจึงขยับขึ้นสูงกว่าของเดิมค่อนข้างมาก เนื่องจากในโซนนี้ไม่ค่อยมีที่ดินเหลือให้พัฒนาแล้ว โดยโครงการแบบ Freehold ราคาเฉลี่ยในพื้นที่รอบ ๆ อาจพุ่งสูงถึง 500,000 – 600,000 บาทต่อตารางเมตร ในขณะที่บางโครงการที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนอาจทำราคาได้ต่ำกว่า 300,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งถือเป็นจุดแข็งในการแข่งขัน
ตลาด “ซึม” แต่ยังมีกลุ่มสินค้าที่ขายดี
แม้ภาพรวมตลาดอสังหาฯในช่วงนี้อาจจะดูนิ่งๆหรือ “ซึม” เล็กน้อย แต่โครงการที่ตั้งอยู่ใน Micro-location ที่ดีหรือมีองค์ประกอบของโครงการที่ตอบโจทย์จะยังคงมียอดขายที่ดีจากกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) แต่ลูกค้าจะใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้นประมาณ 3 เดือนขึ้นไปและมีความเป็น Selective สูง คือจะเลือกเฉพาะ “ของที่ใช่” เท่านั้น ที่สำคัญลูกค้ากลุ่มนี้มักจะซื้อที่อยู่อาศัยด้วยเงินสด จะเห็นได้จากโครงการรมย์ คอนแวนต์มีลูกค้าที่โอนสดสูงถึง 40% และในกลุ่มที่กู้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้กู้เต็มวงเงิน สะท้อนถึงความมั่งคั่งของกลุ่มเป้าหมายในตลาดนี้
ด้านผลตอบแทนจากการเช่า (Rental Yield)ในย่าน CBD ยังสามารถสามารถทำ Yield ได้ประมาณ 6-7% โดยอัตราค่าเช่าในย่านนสีลม-สาทรจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 กว่าบาทต่อตารางเมตร แม้จะเป็นห้องเปล่าที่ผู้เช่าต้องมาตกแต่งเองก็ตาม โดยกลุ่มผู้เช่าที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ปกครองโรงเรียนในย่านสาทรที่เช่าให้บุตรหลานพักอาศัย
ขณะที่เทรนด์ของตลาด Branded Residence มาแรง ปัจจุบันการพัฒนาโครงการในรูปแบบ Branded Residence กำลังเป็นกระแสหลักของกรุงเทพฯ เนื่องจากสามารถดึงดูดความต้องการได้ทั้งจากทั้งคนไทยและต่างชาติได้ดี แต่ความเสี่ยงที่ต้องระวัง คือ Ultra-Luxury Over-supply หากมีการเปิดตัวโครงการระดับ Ultra-Luxury ราคา 200-300 ล้านบาทต่อยูนิตออกมาในทำเลเดียวกันมากเกินไป อาจเกิดภาวะซัพพลายล้นตลาดและใช้เวลาในการระบายนานขึ้น โดยทำเลศักยภาพใหม่นอกจากทำเลย่านสาทรแล้ว ทำเลรอบสวนลุมพินีถูกมองว่าเป็นโซนที่จะมีการพัฒนาโครงการระดับ Ultra-Luxury ใหม่ ๆ เกิดขึ้นในอนาคต
ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวโครงการ Branded Residence ในภูเก็ต ปัจจุบันสามารถขายไปได้แล้วถึง 50% ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปีหลังจากเปิดตัว ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทที่เน้นยึดหัวหาดในทำเลสำคัญอย่างกรุงเทพฯ หัวหิน และภูเก็ต โดยกำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปีหน้า เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งกลุ่มชาวยุโรปและตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่ม “หัวทอง” ที่มีสัดส่วนค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะชาวรัสเซียและชาวยุโรปกลุ่มอื่น ๆ ที่มีกำลังซื้อสูง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชาวเอเชีย ที่มีความหลากหลายของสัญชาติสูงมาก ประกอบด้วยลูกค้าจากอินเดีย จีน ไต้หวัน และสิงคโปร์ รวมถึงกลุ่มชาวไทย
ขณะที่โครงการเวหา หัวหิน ได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าชาวรัสเซียและชาวยุโรปที่อยู่ในวัยเกษียณอายุเป็นพิเศษ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้มักจะมองหาที่พักอาศัยเพื่อการอยู่ยาวและอยู่จริงหลังจากที่โครงการก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งพบว่ามีสัดส่วนชาวต่างชาติอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เกษียณอายุแล้ว ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนกลุ่มเดียวกัน โดยลูกค้ากลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มาจากประเทศแถบยุโรปและรัสเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมาก ทำให้สามารถเข้าถึงโครงการระดับลักชัวรีในทำเลที่ดีได้ โดยในช่วงปลายปีนี้บริษัทมีแผนจะเปิดตัวคอนโดฯใหม่ในหัวหินตั้งอยู่ใกล้กับอารีน่าหัวหิน เพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์การพักผ่อนและการดูแลสุขภาพของวัยเกษียณ บนที่ดินขนาดใหญ่ประมาณ 7 ไร่

ส่วนความคืบหน้าของโครงการ “รมย์ คอนแวนต์” (ROMM Convent)เป็นคอนโดมิเนียมแบบ Freehold ย่านสาทร-สีลม ปัจจุบันสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ มีมูลค่าโครงการรวม 4,150 ล้านบาท เน้นความเป็นส่วนตัวและเอ็กซ์คลูซีฟเพียง 175 ยูนิต ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Redefined Luxury Wellness Living” ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะทั้งกายและใจตั้งแต่วันแรกที่เข้าอยู่อาศัย ผสานการออกแบบเพื่อสุขภาพ พื้นที่ส่วนกลางด้านเวลเนส การออกแบบอาคารตามมาตรฐานดูแลสุขภาพ Fitwel จากประเทศสหรัฐอเมริกา และบริการดูแลสุขภาพองค์รวม Holistic Care Ecosystem ผ่านความร่วมมือกับโรงพยาบาล BNH, BeDee by BDMS และ Prompt Solution Management เพื่อเชื่อมโยงบริการสุขภาพเข้ากับการอยู่อาศัยอย่างไร้รอยต่อ

โดยลูกบ้านจะได้รับสิทธิประโยชน์ผ่าน BNH Loyal Heritage Privileges ครอบคลุมตั้งแต่ Welcome Health Screening Package, โปรแกรมตรวจสุขภาพและคัดกรองโรค (Health Check-up) เพื่อการดูแลเชิงป้องกัน , Family Doctor คุณหมอประจำบ้าน, ทีมแพทย์เฉพาะทาง และบริการ Telehealth ผ่าน BeDee by BDMS นอกจากนี้ยังมี Health Butler ผู้ช่วยดูแลสุขภาพประจำโครงการ คอยทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและออกแบบโปรแกรมดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Wellness Program) ร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด พร้อมการดูแลเบื้องต้นในกรณีฉุกเฉินถึงมือหมอภายใน 5 นาที เพื่อให้ลูกบ้านสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องตลอดการอยู่อาศัย

โครงการ “รมย์ คอนแวนต์” (ROMM Convent) ในฐานะโครงการต้นแบบของ World-Class Luxury Wellness Residences การันตีด้วยมาตรฐาน Fitwel Certification ที่สร้างความต่างมากกว่ามาตรฐานคอนโดมิเนียมลักชัวรีทั่วไป ด้วยพื้นที่ส่วนกลางด้านเวลเนสกว่า 2,000 ตารางเมตรครอบคลุม 5 ชั้นและ Rooftop พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับท็อปถึง 23 รายการ อาทิ Aquasymphony Luxury Experience Shower และFamily Onsen ออนเซ็นฟื้นฟูสุขภาพสำหรับทุกคนในครอบครัว Gym จากแบรนด์ Technogym นวัตกรรมอุปกรณ์ออกกำลังกายระดับไฮเอนด์ พร้อมเครื่อง Technogym Checkup ให้วัดผลด้านสุขภาพได้ นอกจากนี้ยังมี Fitlab Café และ Wellness Lounge พื้นที่เชื่อมต่อบริการและให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาล BNH, BeDee by BDMS และ Prompt Solution Management
ปัจจุบัน Wellness Living ได้เปลี่ยนจากเทรนด์มาเป็นความต้องการพื้นฐาน โดยผลสำรวจจาก Terra Research พบว่าผู้บริโภคกว่า 90% สนใจซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้นหากเน้นเรื่องสุขภาพและคุณภาพชีวิต ซึ่งโครงการรมย์ คอนแวนต์สามารถตอบโจทย์อินไซต์นี้ได้อย่างตรงจุด ด้วยการเป็นโครงการหนึ่งเดียวที่เชื่อมโยงการออกแบบและบริการสุขภาพเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบเพื่อผู้อยู่อาศัยทุกเจเนอเรชัน
ล่าสุดโครงการมียอดขายสูงถึง 90% แบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่มลูกค้าคนไทย 70% และต่างชาติ 30% ส่วนยอดโอนอยู่ที่ 40%หลังจากเริ่มทยอยโอนในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สอดคล้องกับข้อมูลจาก CBRE ที่ระบุว่าตั้งแต่ปี 2566 พื้นที่ย่านสาทร-สีลม มีซัพพลายใหม่ค่อนข้างจำกัด แต่ราคาเสนอขายเฉลี่ยกลับเติบโตสูงถึง 24.7% อีกทั้งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทำเลสาทร สีลม และลุมพินี ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทั้งพื้นที่สีเขียว โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า โรงแรมชั้นนำ และอาคารสำนักงานระดับเกรดเอ โดยโครงการได้จัดข้อเสนอพิเศษสำหรับ 10 ยูนิตสุดท้ายแบบ 2 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 21.9 ล้านบาท





