การขยายตัวทางธุรกิจของกลุ่มออริจิ้นฯในจังหวัดภูเก็ต เน้นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและโรงแรมเพื่อรองรับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติ เช่น รัสเซีย และชาติยุโรปใหม่อย่างโปแลนด์ ที่มองหาบ้านหลังที่สองหรือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง แม้จะมีการแข่งขันในตลาดที่เข้มข้นขึ้นและต้นทุนราคาที่ดินปรับตัวสูงอย่างรวดเร็ว แต่บริษัทยังชูจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง และรูปแบบโครงการที่หลากหลายเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน รวมถึงการรับรู้รายได้สะสมจำนวนมหาศาลภายในปี 2572

ธนกร วุฒิพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการบริหารธุรกิจตลาดต่างประเทศ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัททมองว่าจังหวัดภูเก็ตเป็น World Class Destination ด้านท่องเที่ยวระดับท็อปที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งเป็นทั้งเมืองพักผ่อนตากอากาศและ “Global Safe Zone” บ้านหลังที่สองของชาวต่างชาติ ซึ่งเครือออริจิ้น ถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯจากกรุงเทพฯรายแรกๆ ที่เข้ามาบุกตลาดเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมในภูเก็ตในรูปแบบการลงทุน Joint Venture (JV) หรือร่วมลงทุนกับพันธมิตร และลงทุนเองทั้งหมด 100% โดยเริ่มต้นเน้นพัฒนาการคอนโดมิเนียมผ่าน ORIGIN VERTICAL เปิดตัวโครงการแรก คือ ดิ ออริจิ้น กะทู้ ป่าตอง ในช่วงเดือนกันยายนปี 2566 ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างมาก หลังจากนั้นได้ขยายพอร์ตที่อยู่อาศัยแนวราบและพูลวิลล่า ผ่านบริษัทบริทาเนีย จำกัด(มหาชน) เปิดตัวบ้านซูเปอร์ลักชัวรีภายใต้แบรนด์ใหม่ชื่อ “บัลโค (Balco)” โครงการแรก คือ บัลโค บางเทา บีช มูลค่า 1,350 ล้านบาท เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติและตลาดลักชัวรีในพื้นที่ท่องเที่ยว และขยายสู่กลุ่มโรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ทำให้ตั้งแต่ปีแรกที่กลุ่มออรินจิ้น กรุ๊ป เข้ามาบุกลงทุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตตามทิศทางการเติบโตบริษัทภายใต้แนวคิด“Origin Infinity”ในปี 2566 ถึง ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 มูลค่าเงินลงทุนรวม 18,350 ล้านบาท

การบุกตลาดภูเก็ตของ Origin Group จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การขยายการลงทุนทางธุรกิจ แต่คือการปักหมุดสร้างรากฐานความเติบโตอย่างยั่งยืนบนทำเลศักยภาพระดับโลก ผ่านการส่งมอบที่อยู่อาศัยและบริการคุณภาพ ขับเคลื่อนให้ออริจิ้น ก้าวสู่การเป็นผู้นำอสังหาฯระดับแถวหน้าของภูเก็ต ด้วยพอร์ตการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งโครงการเพื่อขาย และธุรกิจโรงแรมที่สร้างรายได้ประจำ
ปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างควบคู่ไปกับการทำการตลาดเชิงรุกในหลากหลายรูปแบบ โดยในช่วงระยะเวลา 3 ปี (2569 – 2571) ต่อจากนี้จะมีการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่รวม 11,650 ล้านบาท ส่งผลให้พอร์ต ออริจิ้น ภูเก็ตเติบโตจาก 18,350 ล้านบาท ขยับขึ้นเป็น 31,600 ล้านบาทในปี 2571 โดยในช่วงปี 2566-2568 บริษัทได้เปิดตัวโครงการคอนโดฯและโรงแรมรวม 10 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 17,250 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดฯ 8 โครงการ มูลค่า 15,650 ล้านบาท และโรงแรม 2 แห่ง มูลค่า 1,880 ล้านบาท

โดยในปี 2569 จะมี 2 คอนโดฯ เปิดใหม่บนทำเลย่านเชิงทะเล และ กะทู้ -ป่าตอง รวมมูลค่า 3,500 ล้านบาท และโรงแรมอีก 1 โครงการ คือ โรงแรม Moxy Phuket Chaofah กำหนดเปิดให้บริการไตรมาส 4 นี้
ส่วนในช่วงปี 2570-2571 จะมีคอนโดฯใหม่เพิ่มจำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8,150 ล้านบาท บนทำเลหาดบางเทา, เชิงทะเล, หาดสุรินทร์, หาดกะตะ และ เมืองภูเก็ต แบ่งเป็นคอนโดฯ 5 โครงการและโรงแรม 2 โครงการ โดยปัจจุบันในส่วนของโรงแรมอยู่ในช่วงของการศึกษาข้อมูลและเจรจาร่วมกับพันธมิตร ประกอบด้วย
- โรงแรม Motto Phuket Kata กำหนดเปิดให้บริการ ไตรมาส 3/2571
- โรงแรม Moxy Cherngtalay กำหนดเปิดให้บริการ ไตรมาส 4/2571

ทั้งนี้ออริจิ้นจะสามารถสร้างคลื่นรายได้รอบใหม่ที่เริ่มตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี2569 เป็นต้นไปจากโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบให้กับลูกค้า 2 โครงการ คือ โครงการโซ ออริจิ้น บางเทา บีช มูลค่าโครงการ 2,800 ล้านบาท และโครงการบัลโค บางเทา บีช มูลค่า 600 ล้านบาท ส่วนในปี 2570 จะโอนเพิ่มอีก 2 โครงการ คือ โดยทั้ง 2 โครงการเป็นโครงการที่บริษัทพัฒนาเอง 100% และปี 2571 จะโอนคอนโดฯเพิ่มอีก 1 โครงการ และโรงแรม 1 แห่ง

โดยในช่วงปี 2567-2569 กลุ่มออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จะมีโครงการอสังหาฯในภูเก็ต ที่เริ่มรับรู้รายได้และโอนกรรมสิทธิ์ ประกอบด้วย โครงการโซ ออริจิ้น บางเทา (So Origin Bangtao) มูลค่าโครงการประมาณ 2,000 ล้านบาท มีกำหนดการเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงสิ้นปีนี้ โครงการ Balco พูลวิลล่าจำนวน 35 ยูนิต ปัจจุบันมี Backlog สะสมอยู่ประมาณ 600 ล้านบาท และกำลังอยู่ในช่วงทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและเปิดขายและเตรียมจะทยอยส่งมอบภายในปี 2569 มียอดขายรอรับรู้รายได้รวมเกือบ 10,000 ล้านบาท ได้แก่
- ออริจิ้น เรสซิเดนซ์ (Origin Residence) คอนโดฯประมาณ 300 กว่ายูนิต อยู่ห่างจากหาดเพียง 400 เมตร ระดับราคา 5-10 ล้านบาท ซึ่งเปิดขายแล้วและทำยอดขายได้ถึง 50% ภายใน 2 เดือนแรก
- โซ ลากูน (So Lagoon) โครงการขนาดใหญ่ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างรายได้หลักในอนาคต
- โครงการในโซนกะตะ ซึ่งเป็นกลุ่มโครงการขนาดใหญ่ที่เน้นเจาะกลุ่ม Family Lifestyle และเป็นทำเลใหม่ที่บริษัทให้ความสำคัญมากในช่วงปีนี้
กำไรขั้นต้นในภูเก็ตถึงสูงกว่ากรุงเทพฯเกือบเท่าตัว
สำกหรับเหตุผลที่กำไรขั้นต้น (Gross Profit ) ของโครงการในภูเก็ตสูงกว่าในกรุงเทพฯ เกือบเท่าตัว โดยพุ่งสูงถึง 50-60% เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ที่อยู่ประมาณ 25-30% มีปัจจัยหลักจาก ความสามารถในการทำราคาขายเมื่อเทียบกับต้นทุนที่ดิน โดยออริจิ้นฯสามารถทำราคาขายคอนโดฯได้ค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนที่ดิน (Land Cost) แม้ราคาที่ดินในบางโซนอย่างบางเทาจะพุ่งสูงไปถึง 60 ล้านบาทต่อไร่ แต่บริษัทยังสามารถหาที่ดินในทำเลอื่นที่ราคาประมาณ 20-25 ล้านบาทต่อไร่ได้ ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมในการทำกำไรได้สูง
นอกจากนี้ยังเน้นกลยุทธ์การปรับราคาขายในภูเก็ตเติบโตสูงมาก มี Capital Gain 15-20% ต่อปี ทำให้บริษัทสามารถปรับราคาขายขึ้นได้แทบทุกเดือน โดยเฉพาะโครงการที่ขายดีจะมีการปรับราคาขึ้นครั้งละ 5-10% ซึ่งเป็นการเพิ่มกำไรโดยตรง และการสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบ Mixed-use ที่มีการพัฒนาโครงการทั้งที่อยู่อาศัยและโรงแรมอยู่ในพื้นที่เดียวกันช่วยสร้าง Value หรือมูลค่าให้กับโครงการได้มากกว่าการสร้างคอนโดฯเพียงอย่างเดียว ทำให้สามารถตั้งราคาได้สูงขึ้น รวมทั้ง ความได้เปรียบด้านทำเล บริษัทเลือกที่ดินในทำเลที่มีคู่แข่งน้อยหรือมีจุดขายที่ชัดเจน เช่น โครงการที่สามารถเดินไปหาดได้ในระยะ 400 เมตร ซึ่งในตลาดที่มีระดับราคาใกล้เคียงกันแทบไม่มีตัวเลือกอื่น ทำให้ปิดการขายได้เร็วและทำราคาได้ดี และมีดีมานด์จากนักลงทุนที่ยอมรับราคาได้สูง โดยตลาดอสังหาฯภูเก็ตมีแรงจูงใจจากผลตอบแทนการเช่า (Yield) ที่สูงถึง 7-10% ซึ่งสูงกว่าการฝากเงินหรือซื้ออสังหาฯ ในกรุงเทพฯ มาก ทำให้ผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างชาติ เช่น รัสเซีย โปแลนด์ ยินดีจ่ายในราคาที่บริษัทกำหนด

สำหรับทำเลที่คนภูเก็ตนิยมซื้อเพื่อลงทุนนั้นแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป คือ ทำเลในเมือง ซึ่งเป็นทำเลดั้งเดิมที่คนภูเก็ตนิยมมากที่สุด โดยเฉพาะโครงการที่ตั้งอยู่หลังห้างเซ็นทรัล หากเป็นคอนโดมิเนียมในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท จะมีสัดส่วนผู้ซื้อที่เป็นคนท้องถิ่นสูงถึง 70-80% เพื่อซื้อไว้ทั้งอยู่อาศัยเองและปล่อยเช่าลงทุน และทำเลฝั่งตะวันตก ปัจจุบันเริ่มเห็นแนวโน้มคนภูเก็ตขยับมาลงทุนในฝั่งตะวันตกมากขึ้น แม้จะมีราคาสูงกว่าอยู่ในช่วง 3-4 ล้านบาท แต่คนท้องถิ่นก็ยอมจ่ายเพราะมองเห็นโอกาสจากการปล่อยเช่าที่ได้ผลตอบแทนดีกว่า
ขณะที่บริษัทกำหนดให้ลูกค้าจ่ายเงินดาวน์สูงถึง 90% ในบางโครงการ เช่น โครงการพูลวิลล่า Barco ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงให้กับการพัฒนาโครงการของออริจิ้นฯในภูเก็ตได้หลายด้าน เพราะการเก็บเงินดาวน์ในสัดส่วนที่สูงมากเกือบเต็มมูลค่าโครงการ ช่วยให้บริษัทมั่นใจได้ว่าลูกค้าจะมาทำการโอนกรรมสิทธิ์แน่นอนเมื่อโครงการสร้างเสร็จ เพราะลูกค้าได้ลงเงินไปเป็นจำนวนมากแล้ว และลดความเสี่ยงจากการกู้ยืมเงิน เมื่อลูกค้าจ่ายเงินดาวน์ถึง 90% ในช่วงระหว่างการก่อสร้าง จะทำให้ลูกค้าแทบไม่ต้องกู้เงินจากธนาคารเลย หรือไม่ต้องกังวลเรื่องการขอสินเชื่อไม่ผ่าน (Reject Rate) ในวันโอน เนื่องจากเหลือยอดเงินที่ต้องชำระในวันโอนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
นอกจากนี้ยังช่วยให้บริษัทบริหารกระแสเงินสดได้ดี โดยรูปแบบการจ่ายเงินจะเป็นลักษณะการทยอยจ่ายเป็นงวดๆ เช่น ทุก 3 เดือน ซึ่งช่วยให้โครงการมีกระแสเงินสดเข้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการก่อสร้าง และเป็นการคัดกรองกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อจริง ซึ่งบริษัทนำเกณฑ์นี้มาใช้บังคับทั้งกับลูกค้าคนไทยและชาวต่างชาติเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน





