ออริจิ้นกางโรดแมป3 ปี (2569 – 2571) ลงทุนภูก็ตพัฒนาโครงการใหม่รวม 11,650 ล้านบาท

การขยายตัวทางธุรกิจของกลุ่มออริจิ้นฯในจังหวัดภูเก็ต เน้นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและโรงแรมเพื่อรองรับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติ เช่น รัสเซีย และชาติยุโรปใหม่อย่างโปแลนด์ ที่มองหาบ้านหลังที่สองหรือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง แม้จะมีการแข่งขันในตลาดที่เข้มข้นขึ้นและต้นทุนราคาที่ดินปรับตัวสูงอย่างรวดเร็ว แต่บริษัทยังชูจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง และรูปแบบโครงการที่หลากหลายเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน รวมถึงการรับรู้รายได้สะสมจำนวนมหาศาลภายในปี 2572

ธนกร วุฒิพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการบริหารธุรกิจตลาดต่างประเทศ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัททมองว่าจังหวัดภูเก็ตเป็น World Class Destination ด้านท่องเที่ยวระดับท็อปที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งเป็นทั้งเมืองพักผ่อนตากอากาศและ “Global Safe Zone” บ้านหลังที่สองของชาวต่างชาติ ซึ่งเครือออริจิ้น ถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯจากกรุงเทพฯรายแรกๆ ที่เข้ามาบุกตลาดเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมในภูเก็ตในรูปแบบการลงทุน Joint Venture (JV) หรือร่วมลงทุนกับพันธมิตร และลงทุนเองทั้งหมด 100% โดยเริ่มต้นเน้นพัฒนาการคอนโดมิเนียมผ่าน ORIGIN VERTICAL เปิดตัวโครงการแรก คือ ดิ ออริจิ้น กะทู้ ป่าตอง ในช่วงเดือนกันยายนปี 2566 ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างมาก หลังจากนั้นได้ขยายพอร์ตที่อยู่อาศัยแนวราบและพูลวิลล่า ผ่านบริษัทบริทาเนีย จำกัด(มหาชน) เปิดตัวบ้านซูเปอร์ลักชัวรีภายใต้แบรนด์ใหม่ชื่อ “บัลโค (Balco)” โครงการแรก คือ บัลโค บางเทา บีช มูลค่า 1,350 ล้านบาท เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติและตลาดลักชัวรีในพื้นที่ท่องเที่ยว และขยายสู่กลุ่มโรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ทำให้ตั้งแต่ปีแรกที่กลุ่มออรินจิ้น กรุ๊ป เข้ามาบุกลงทุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตตามทิศทางการเติบโตบริษัทภายใต้แนวคิด“Origin Infinity”ในปี 2566 ถึง ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 มูลค่าเงินลงทุนรวม 18,350 ล้านบาท

การบุกตลาดภูเก็ตของ Origin Group จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การขยายการลงทุนทางธุรกิจ แต่คือการปักหมุดสร้างรากฐานความเติบโตอย่างยั่งยืนบนทำเลศักยภาพระดับโลก ผ่านการส่งมอบที่อยู่อาศัยและบริการคุณภาพ ขับเคลื่อนให้ออริจิ้น ก้าวสู่การเป็นผู้นำอสังหาฯระดับแถวหน้าของภูเก็ต ด้วยพอร์ตการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งโครงการเพื่อขาย และธุรกิจโรงแรมที่สร้างรายได้ประจำ

ปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างควบคู่ไปกับการทำการตลาดเชิงรุกในหลากหลายรูปแบบ โดยในช่วงระยะเวลา 3 ปี (2569 – 2571) ต่อจากนี้จะมีการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่รวม 11,650 ล้านบาท ส่งผลให้พอร์ต ออริจิ้น ภูเก็ตเติบโตจาก 18,350 ล้านบาท ขยับขึ้นเป็น 31,600 ล้านบาทในปี 2571 โดยในช่วงปี 2566-2568 บริษัทได้เปิดตัวโครงการคอนโดฯและโรงแรมรวม 10 โครงการ  มูลค่าโครงการรวม 17,250 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดฯ 8 โครงการ มูลค่า 15,650 ล้านบาท และโรงแรม 2 แห่ง มูลค่า 1,880 ล้านบาท

โดยในปี 2569 จะมี 2 คอนโดฯ เปิดใหม่บนทำเลย่านเชิงทะเล และ กะทู้ -ป่าตอง รวมมูลค่า 3,500 ล้านบาท และโรงแรมอีก 1 โครงการ  คือ โรงแรม Moxy Phuket Chaofah กำหนดเปิดให้บริการไตรมาส 4 นี้

ส่วนในช่วงปี 2570-2571 จะมีคอนโดฯใหม่เพิ่มจำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8,150 ล้านบาท บนทำเลหาดบางเทา, เชิงทะเล, หาดสุรินทร์, หาดกะตะ และ เมืองภูเก็ต แบ่งเป็นคอนโดฯ 5 โครงการและโรงแรม 2 โครงการ โดยปัจจุบันในส่วนของโรงแรมอยู่ในช่วงของการศึกษาข้อมูลและเจรจาร่วมกับพันธมิตร ประกอบด้วย

  • โรงแรม Motto Phuket Kata กำหนดเปิดให้บริการ ไตรมาส 3/2571
  • โรงแรม Moxy Cherngtalay กำหนดเปิดให้บริการ ไตรมาส 4/2571

ทั้งนี้ออริจิ้นจะสามารถสร้างคลื่นรายได้รอบใหม่ที่เริ่มตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี2569 เป็นต้นไปจากโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบให้กับลูกค้า 2 โครงการ คือ โครงการโซ ออริจิ้น บางเทา บีช มูลค่าโครงการ 2,800 ล้านบาท และโครงการบัลโค บางเทา บีช  มูลค่า 600 ล้านบาท  ส่วนในปี 2570 จะโอนเพิ่มอีก 2 โครงการ คือ โดยทั้ง 2 โครงการเป็นโครงการที่บริษัทพัฒนาเอง 100% และปี 2571 จะโอนคอนโดฯเพิ่มอีก 1 โครงการ และโรงแรม 1 แห่ง

โดยในช่วงปี 2567-2569 กลุ่มออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จะมีโครงการอสังหาฯในภูเก็ต ที่เริ่มรับรู้รายได้และโอนกรรมสิทธิ์ ประกอบด้วย โครงการโซ ออริจิ้น บางเทา (So Origin Bangtao)  มูลค่าโครงการประมาณ 2,000 ล้านบาท มีกำหนดการเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงสิ้นปีนี้ โครงการ Balco พูลวิลล่าจำนวน 35 ยูนิต ปัจจุบันมี Backlog สะสมอยู่ประมาณ 600 ล้านบาท และกำลังอยู่ในช่วงทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและเปิดขายและเตรียมจะทยอยส่งมอบภายในปี 2569 มียอดขายรอรับรู้รายได้รวมเกือบ 10,000 ล้านบาท ได้แก่

  • ออริจิ้น เรสซิเดนซ์ (Origin Residence) คอนโดฯประมาณ 300 กว่ายูนิต อยู่ห่างจากหาดเพียง 400 เมตร ระดับราคา 5-10 ล้านบาท ซึ่งเปิดขายแล้วและทำยอดขายได้ถึง 50% ภายใน 2 เดือนแรก
  • โซ ลากูน (So Lagoon) โครงการขนาดใหญ่ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างรายได้หลักในอนาคต
  • โครงการในโซนกะตะ ซึ่งเป็นกลุ่มโครงการขนาดใหญ่ที่เน้นเจาะกลุ่ม Family Lifestyle และเป็นทำเลใหม่ที่บริษัทให้ความสำคัญมากในช่วงปีนี้

กำไรขั้นต้นในภูเก็ตถึงสูงกว่ากรุงเทพฯเกือบเท่าตัว

สำกหรับเหตุผลที่กำไรขั้นต้น (Gross Profit ) ของโครงการในภูเก็ตสูงกว่าในกรุงเทพฯ เกือบเท่าตัว โดยพุ่งสูงถึง 50-60% เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ที่อยู่ประมาณ 25-30% มีปัจจัยหลักจาก ความสามารถในการทำราคาขายเมื่อเทียบกับต้นทุนที่ดิน โดยออริจิ้นฯสามารถทำราคาขายคอนโดฯได้ค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนที่ดิน (Land Cost) แม้ราคาที่ดินในบางโซนอย่างบางเทาจะพุ่งสูงไปถึง 60 ล้านบาทต่อไร่ แต่บริษัทยังสามารถหาที่ดินในทำเลอื่นที่ราคาประมาณ 20-25 ล้านบาทต่อไร่ได้  ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมในการทำกำไรได้สูง

นอกจากนี้ยังเน้นกลยุทธ์การปรับราคาขายในภูเก็ตเติบโตสูงมาก มี Capital Gain 15-20% ต่อปี ทำให้บริษัทสามารถปรับราคาขายขึ้นได้แทบทุกเดือน โดยเฉพาะโครงการที่ขายดีจะมีการปรับราคาขึ้นครั้งละ 5-10% ซึ่งเป็นการเพิ่มกำไรโดยตรง และการสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบ Mixed-use ที่มีการพัฒนาโครงการทั้งที่อยู่อาศัยและโรงแรมอยู่ในพื้นที่เดียวกันช่วยสร้าง Value หรือมูลค่าให้กับโครงการได้มากกว่าการสร้างคอนโดฯเพียงอย่างเดียว ทำให้สามารถตั้งราคาได้สูงขึ้น รวมทั้ง ความได้เปรียบด้านทำเล บริษัทเลือกที่ดินในทำเลที่มีคู่แข่งน้อยหรือมีจุดขายที่ชัดเจน เช่น โครงการที่สามารถเดินไปหาดได้ในระยะ 400 เมตร ซึ่งในตลาดที่มีระดับราคาใกล้เคียงกันแทบไม่มีตัวเลือกอื่น ทำให้ปิดการขายได้เร็วและทำราคาได้ดี และมีดีมานด์จากนักลงทุนที่ยอมรับราคาได้สูง โดยตลาดอสังหาฯภูเก็ตมีแรงจูงใจจากผลตอบแทนการเช่า (Yield) ที่สูงถึง 7-10% ซึ่งสูงกว่าการฝากเงินหรือซื้ออสังหาฯ ในกรุงเทพฯ มาก ทำให้ผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างชาติ เช่น รัสเซีย โปแลนด์ ยินดีจ่ายในราคาที่บริษัทกำหนด

สำหรับทำเลที่คนภูเก็ตนิยมซื้อเพื่อลงทุนนั้นแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป  คือ ทำเลในเมือง ซึ่งเป็นทำเลดั้งเดิมที่คนภูเก็ตนิยมมากที่สุด โดยเฉพาะโครงการที่ตั้งอยู่หลังห้างเซ็นทรัล หากเป็นคอนโดมิเนียมในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท จะมีสัดส่วนผู้ซื้อที่เป็นคนท้องถิ่นสูงถึง 70-80% เพื่อซื้อไว้ทั้งอยู่อาศัยเองและปล่อยเช่าลงทุน และทำเลฝั่งตะวันตก ปัจจุบันเริ่มเห็นแนวโน้มคนภูเก็ตขยับมาลงทุนในฝั่งตะวันตกมากขึ้น แม้จะมีราคาสูงกว่าอยู่ในช่วง 3-4 ล้านบาท แต่คนท้องถิ่นก็ยอมจ่ายเพราะมองเห็นโอกาสจากการปล่อยเช่าที่ได้ผลตอบแทนดีกว่า

 ขณะที่บริษัทกำหนดให้ลูกค้าจ่ายเงินดาวน์สูงถึง 90% ในบางโครงการ เช่น โครงการพูลวิลล่า Barco ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงให้กับการพัฒนาโครงการของออริจิ้นฯในภูเก็ตได้หลายด้าน เพราะการเก็บเงินดาวน์ในสัดส่วนที่สูงมากเกือบเต็มมูลค่าโครงการ ช่วยให้บริษัทมั่นใจได้ว่าลูกค้าจะมาทำการโอนกรรมสิทธิ์แน่นอนเมื่อโครงการสร้างเสร็จ เพราะลูกค้าได้ลงเงินไปเป็นจำนวนมากแล้ว และลดความเสี่ยงจากการกู้ยืมเงิน เมื่อลูกค้าจ่ายเงินดาวน์ถึง 90% ในช่วงระหว่างการก่อสร้าง จะทำให้ลูกค้าแทบไม่ต้องกู้เงินจากธนาคารเลย หรือไม่ต้องกังวลเรื่องการขอสินเชื่อไม่ผ่าน (Reject Rate) ในวันโอน เนื่องจากเหลือยอดเงินที่ต้องชำระในวันโอนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นอกจากนี้ยังช่วยให้บริษัทบริหารกระแสเงินสดได้ดี โดยรูปแบบการจ่ายเงินจะเป็นลักษณะการทยอยจ่ายเป็นงวดๆ เช่น ทุก 3 เดือน ซึ่งช่วยให้โครงการมีกระแสเงินสดเข้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการก่อสร้าง และเป็นการคัดกรองกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อจริง ซึ่งบริษัทนำเกณฑ์นี้มาใช้บังคับทั้งกับลูกค้าคนไทยและชาวต่างชาติเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin REIC sansiri SC SC ASSET ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19 โรงแรม

โพสที่เกี่ยวข้อง