ไทยจ่อเคาะเกณฑ์กำกับ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ดันเกณฑ์ใหม่คุมไฟ-สิ่งแวดล้อม ต่างชาติสนทุน แต่ต้องแฟร์

การก้าวเข้าสู่การจัดทำกรอบการกำกับดูแลเฉพาะสำหรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย ถือเป็นวิวัฒนาการตามปกติของตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยดาต้าเซ็นเตอร์ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นธุรกิจที่พึ่งพาพลังงาน ไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่ดินในปริมาณมหาศาล ความท้าทายหลักของภาครัฐจึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการเปิดรับโอกาสการลงทุนดิจิทัลกับการบริหารทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นิตา อรรถไกวัลวที Senior Manager – Data Centre Advisory & Transactions บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า กรอบการกำกับดูแลที่กำลังพัฒนาจะช่วยสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากช่วงที่ตลาดเติบโตอย่างรวดเร็ว ไปสู่การเติบโตที่มีระบบและมีการกลั่นกรองมากขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่กฎหมายอาคาร ผังเมือง มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการวางแผนพลังงานระยะยาว

ความท้าทายในการแยกแยะโจทย์ความต้องการของแต่ละโครงการ

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการออกแบบกฎระเบียบ คือการเข้าใจว่าดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้มีรูปแบบเดียว แต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์ ขนาด และความต้องการที่ต่างกัน

  • ดาต้าเซ็นเตอร์ในเมือง (In-City Data Centre) ขนาดประมาณ 1–40 MW จำเป็นต้องตั้งใกล้ศูนย์กลางเศรษฐกิจเพื่อรองรับแอปพลิเคชันที่ต้องการความรวดเร็วในการรับส่งข้อมูลสูง (Low Latency) เช่น ธุรกรรมการเงินและการสั่งซื้อออนไลน์ ภาครัฐจึงควรกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย Environmental & Safety เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างปลอดภัย มากกว่าการย้ายออกจากเมืองทั้งหมด
  • โครงการขนาดใหญ่ (Hyperscale & AI Data Centre) ขนาดตั้งแต่ 100 MW ไปจนถึงหลายร้อยเมกะวัตต์ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC เน้นการใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ โครงข่ายเคเบิลใต้ทะเล และพลังงานไฟฟ้าปริมาณมากเพื่อการประมวลผล AI ซึ่งภาครัฐต้องวางแผนโครงข่ายไฟฟ้าและสายส่งให้สอดคล้อง เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ใช้ไฟกลุ่มอื่นในระยะยาว

ยกระดับคุณภาพตลาด แลกต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น

การปรับเปลี่ยนกติกาอาจส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์และต้นทุนการดำเนินงานปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการวางหลักประกันการใช้ไฟฟ้า แต่ในอีกมุมหนึ่ง กฎเกณฑ์ที่เข้มแข็งจะช่วยคัดกรองโครงการเก็งกำไร หรือโครงการที่ไม่พร้อมด้านเงินทุน ออกจากตลาด เปิดทางให้เฉพาะโครงการที่มีศักยภาพจริงเข้าใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่อย่างจำกัด

ต่างชาติตั้งเป้าลงทุนต่อเนื่อง ขอเพียงกติกาชัดและแข่งขันได้

ผลการสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนต่างชาติโดย คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ระบุว่า ความสนใจต่อประเทศไทยยังคงแข็งแกร่งจากแนวโน้มการเติบโตของ Cloud และ AI สิ่งที่นักลงทุนต้องการมากที่สุดไม่ใช่การปราศจากข้อบังคับ แต่คือ “กติกาที่ชัดเจน คาดการณ์ได้ เสมอภาค และมีต้นทุนที่สมเหตุสมผล” หากต้นทุนเพิ่มสูงจนเกินขีดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ก็อาจเกิดการย้ายฐานการลงทุนได้

“เป้าหมายของรัฐไม่ควรเป็นเพียงการดึงดูดการลงทุนให้ได้มากที่สุด แต่คือการสร้างสมดุลเพื่อให้ทุกหน่วยของทรัพยากรที่นำมาใช้ สามารถสร้างมูลค่ากลับคืนสู่ประเทศได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว แม้การเปลี่ยนผ่านจะนำมาซึ่งต้นทุนเพิ่มเติม แต่กติกาที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้คือสิ่งที่นักลงทุนต้องการ เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนระยะยาวมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์” นิตา กล่าว

ประเทศไทยยังคงมีข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ ทั้งเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และทำเลที่ตั้ง ซึ่งหากมีกรอบการกำกับดูแลที่ลงตัว จะช่วยผลักดันให้เกิดการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ทั้งในด้านห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน และเทคโนโลยีในระยะยาว

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin REIC sansiri SC SC ASSET ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ จับมือ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง