ความคืบหน้าของโครงการ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น การแพทย์ ดิจิทัล และยานยนต์สมัยใหม่ ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการอำนวยความสะดวกแบบเบ็ดเสร็จ แผนงานดังกล่าวครอบคลุมทั้งการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานหลัก อย่างรถไฟความเร็วสูงและสนามบินอู่ตะเภา ควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะบุคลากรเพื่อรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง
ไฮไลต์สำคัญคือโครงการ”EEC City” ในอำเภอบางละมุง ซึ่งถูกออกแบบให้เป็น เมืองอัจฉริยะน่าอยู่ ที่ใช้พลังงานสะอาดและมีการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ หน่วยงานตั้งเป้าให้เมืองใหม่นี้เป็นศูนย์กลางธุรกิจและนวัตกรรมแห่งอนาคตที่เชื่อมโยงการทำงานและการใช้ชีวิตเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร โดยมีการวางโรดแมปการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ชัดเจนจนถึงปี 2571
กอทอง ทองแถม ณ อยุธยา รักษาการผู้อ านวยการ ส านักบริหารโครงการ EECiti สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “เจาะลึก EECiti : พลิกโฉมภาคตะวันออก สู่ศูนย์กลางอสังหาฯ และเมืองอนาคต” จัดโดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ว่า โครงการ EEC จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. เมื่อปี 2561 โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาพื้นที่และพัฒนาเชิงฟังก์ชันทางอุตสาหกรรม ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด รวม 30 อำเภอ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา (10 อำเภอ), ชลบุรี (11 อำเภอ) และ ระยอง (8 อำเภอ) โดยมีภาพรวมการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
- 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ปรับย่อรวมจาก 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม มุ่งรองรับ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ การแพทย์ ดิจิทัล ยานยนต์สมัยใหม่ BCG หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ตลอดจนอุตสาหกรรมบริการ ซึ่งครอบคลุมการท่องเที่ยว การบิน โลจิสติกส์ และการพัฒนาบุคลากร โดยปัจจุบันมีเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่มากกว่า 30 แห่ง
- เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ มีการจัดตั้งเขตส่งเสริมฯ ประเภทนิคมอุตสาหกรรมรองรับแล้วประมาณ 32 แห่ง รวมถึงเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเฉพาะทาง เช่น EECD (Digital Park แหลมฉบัง), EECi (เขตนวัตกรรมวังจันทร์), EECa (Airport City) และ EEC City (เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ)
- โครงสร้างพื้นฐานหลัก 4 โครงการ ประกอบด้วย รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, สนามบินอู่ตะเภา, ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือมาบตาพุด
EECiti 15,000 ไร่ นำร่อง 6,000 ไร่ ปั้น CBD–Medical–Residential
โดยเฉพาะพื้นที่ EEC City หรือโครงการเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (Smart City) ที่ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและเมืองต้นแบบแห่ งอนาคตของเอเชีย เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจและความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่ EEC ตั้งอยู่ในพื้นที่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี บนพื้นที่รวมประมาณ 15,000 ไร่ โดยเป็นพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 100 เมตร อยู่ห่างจากจอมเทียนประมาณ 10 กิโลเมตร และห่างจากสนามบินอู่ตะเภาประมาณ 15 กิโลเมตร โดยจัดสรรพื้นที่ 6 โซนหลัก ประกอบด้วย
- CBD (ศูนย์กลางธุรกิจ) ศูนย์กลางเศรษฐกิจ ศูนย์ราชการ และแลนด์มาร์กหลักของเมือง
- โซนการแพทย์ (Medical Zone) ศูนย์บริการสุขภาพและการรักษาพยาบาล
- โซนการศึกษา สถานศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล โรงเรียนนานาชาติ ไปจนถึงมหาวิทยาลัยที่ร่วมมือกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
- โซนกีฬาและนันทนาการ (Play / Entertainment / Sports): รองรับสวนสนุก ศูนย์ความบันเทิง และคอมเพล็กซ์กีฬาระดับสากลเพื่อรองรับงานระดับโลก
- โซน BCG แหล่งงานและธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- โซนที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนทุกกลุ่ม ทั้งผู้ทำงาน นักเรียน นักศึกษา และนักลงทุน
ทั้งนี้หลังจากสำนักงาน EEC ได้นำแนวคิด EECiti ออกไปทำตลาดและหารือกับนักลงทุน รวมทั้งได้จัดรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชน (Market Sounding) พบว่ามีภาคเอกชนให้ความสนใจจำนวนมาก ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยมีการเข้ามาพูดคุยถึงแนวทางการพัฒนาและโอกาสการลงทุนในพื้นที่ ล่าสุดมีนักลงทุนเอกชนไทยและต่างชาติสนใจเข้าหารือจำนวนมาก และมี 15 บริษัททั้งไทยและต่างชาติแสดงความสนใจ ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดให้เอกชนจัดทำข้อเสนอโครงการ PPP 10 ระบบ มูลค่า 72,000 ล้านบาท โดยจะปิดรับข้อเสนอประมาณกลางปีหน้า คาดว่าจะคัดเลือกผู้ชนะและลงนามสัญญาเพื่อเริ่มพัฒนาพื้นที่นำร่องได้ภายในปี 2571 โดยชู Healthcare–Wellness–Longevity–Sports Performance และ Data Center เป็นธุรกิจอนาคต

ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดและหลักเกณฑ์สำหรับการคัดเลือกผู้พัฒนา โดยจะพิจารณาทั้งคุณสมบัติทางเทคนิค ทุนจดทะเบียน มูลค่าโครงการ และประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน หากมีผู้สนใจผ่านเกณฑ์หลายราย จะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกตามขั้นตอนต่อไป
ด้านโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อ ได้มีการออกแบบรายละเอียดการก่อสร้าง (Construction Design) ถนนเชื่อมต่อจากบริเวณจอมเทียนระยะทาง 4 กิโลเมตร เข้าสู่เมืองใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว รวมถึงถนนทางหลวงชนบท (สาย 3376) เชื่อมจากตำบลห้วยใหญ่ไปฝั่งระยอง และเส้นทางเชื่อมจากบริเวณตลาดชากแง้วเข้ามายังเมืองใหม่เริ่มมีการเชื่อมโยงโครงข่ายแล้วเช่นกัน
สำหรับประเด็นสำคัญของการเตรียมพื้นที่ EECiti คือการจัดการที่ดิน ส.ป.ก. ในพื้นที่ โดยเป็นการเจรจาและใช้กลไกการชดเชยแก่ผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดิน ไม่ใช่การซื้อขายที่ดินจากเกษตรกรโดยตรง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวมีการพิจารณาสิทธิของผู้ใช้ประโยชน์ รวมถึงกรณีที่มีปัญหาเรื่องสิทธิหรือมีผู้เกี่ยวข้องหลายราย โดยมีคณะกรรมการเข้ามาพิจารณาเรื่องสิทธิและค่าชดเชย เน้นการเจรจากับผู้มีสิทธิในพื้นที่ และการกำหนดค่าชดเชยตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยกระบวนการดังกล่าวดำเนินมาเป็นระยะเวลาหลายปี และมีการพูดคุยกับคนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การจัดการพื้นที่สามารถเดินหน้าต่อได้ ล่าสุดได้จ่ายเงินค่าชดเชยไปแล้วประมาณ 6,000ไร่
ถอดโมเดล “โยโกฮามา” ไม่สร้างกรุงเทพฯ 2
สำหรับแนวคิดของโครงการ EECiti ไม่ได้ต้องการสร้าง “กรุงเทพฯ 2” แต่ต้องการให้เกิดเมืองใหม่ที่มีบทบาททางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของตัวเอง พร้อมเชื่อมโยงกับศูนย์กลางเศรษฐกิจเดิม โดยนำตัวอย่างที่นำมาเปรียบเทียบคือ “โยโกฮามา” ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกรุงโตเกียว แต่สามารถพัฒนาเป็นเมืองที่มีศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการอยู่อาศัยของตัวเองได้
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ EECiti ที่ต้องการให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัย ทำงาน เรียน และเข้าถึงบริการต่างๆ ในพื้นที่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกด้าน ดังนั้น EECiti จึงถูกวางให้เป็นทั้งเมืองเศรษฐกิจและเมืองน่าอยู่ โดยเชื่อมโยงกับเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจโดยรอบ เพื่อให้การลงทุนสามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและโอกาสใหม่ให้กับพื้นที่โดยรอบด้วย
นอกจากนี้โครงการ EECiti ยังได้มีการศึกษาและนำแนวคิด รวมถึงมาตรฐานการพัฒนาจากประเทศสิงคโปร์ มาประยุกต์ใช้ในการจัดทำร่างเทศบัญญัติเมืองใหม่ (Town Ordinance) ร่วมกับหลักวิชาการผังเมืองและเกณฑ์มาตรฐานของไทย เพื่อออกแบบเมืองให้เป็นเมืองต้นแบบแห่งอนาคตของเอเชียที่มีความหลากหลาย และจัดแบ่งพื้นที่การพัฒนาออกเป็น 6 โซนหลัก (CBD, การแพทย์, BCG, กีฬาและนันทนาการ, การศึกษา และที่อยู่อาศัย)
ด้านระบบขนส่งมวลชนระดับสากล ได้นำรูปแบบการบริหารจัดการและเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะจากต่างประเทศมาวางผังเมือง โดยเฉพาะการออกแบบระบบขนส่งให้เข้าถึงพื้นที่จัดกิจกรรมและสนามกีฬาโดยตรงตามแนวคิด TOD เพื่อระบายผู้เข้าชมจำนวนมากออกไปยังพัทยาและสนามบินอู่ตะเภาได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้หนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ EECiti ให้ความสำคัญคือ Healthcare, Wellness, Longevity และ Sports Performance โดยแนวคิดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการมีโรงพยาบาล แต่ต้องการสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงกับที่อยู่อาศัย โรงแรม รีสอร์ต และบริการต่างๆ
เปิดพื้นที่ทดลองเมืองคาร์บอนต่ำดึงธุรกิจสีเขียว
ด้านสิ่งแวดล้อม EECiti มีแนวคิดกำหนดพื้นที่บางส่วนเป็น Sandbox สำหรับทดลองรูปแบบเมืองคาร์บอนต่ำ ทั้งพลังงานสะอาด ระบบขนส่งไฟฟ้า การใช้จักรยาน การจัดการขยะ และการบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดย EEC ตั้งเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาดในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 30% ขณะที่การผลักดันให้พื้นที่ทั้งหมดเป็น Net Zero อาจทำได้ยากในทางปฏิบัติ จึงมีแนวคิดเริ่มจากการกำหนดพื้นที่เฉพาะเพื่อทดลองระบบและเทคโนโลยีก่อน แล้วจึงขยายผลต่อไป พร้อมตั้งเป้ามุ่งสู่การเป็นเมืองความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2589 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์(Net Zero) ภายในปี 2593 เน้นการใช้พลังงานสะอาด และบูรณาการระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค 10 ระบบร่วมกันผ่านผู้บริหารจัดการรายเดียว (Single Operator) เพื่อวางแผนรองรับประชากรประมาณ 350,000 คนในระยะยาว 50 ปี โดยแบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ (ประมาณ 15–20 ปี)







