เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบส่งเสริมนโยบายด้านสุขภาพด้านและการแพทย์หลายด้าน โดยมีวงเงินรวมกว่า 23,000 ล้านบาท จับตาการส่งผู้แทนไทยชิงตำแหน่ง “ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก”
1 . คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการศูนย์สุขภาพอันดามัน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วงเงินรวม 6,431.74 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 – 2573 เพื่อยกระดับระบบบริการสุขภาพในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดอันดามัน
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ลดภาระการส่งต่อผู้ป่วยโรคซับซ้อนไปยังพื้นที่อื่น และเพิ่มศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่อันดามัน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ
โครงการประกอบด้วย 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ วิทยาลัยสุขภาพอันดามัน โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยสงขลานครินทร์ ภูเก็ต ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์สงขลานครินทร์ ภูเก็ต ศูนย์ทันตกรรมดิจิทัลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต ซึ่งจะเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางระดับตติยภูมิ รองรับการรักษาโรคซับซ้อน การแพทย์แม่นยำ การแพทย์ทางไกล และการผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ
สำหรับโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต จะมีการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาล วงเงิน 4,845.14 ล้านบาท โดยใช้เงินงบประมาณ 2,907.09 ล้านบาท และเงินนอกงบประมาณ 1,938.06 ล้านบาท พร้อมจัดหาครุภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2573
2. คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการศูนย์นวัตกรรมทางการแพทย์ชั้นเลิศบูรพาทิศ มหาวิทยาลัยบูรพา วงเงินรวม 5,374.85 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 – 2575 เพื่อยกระดับศักยภาพบริการทางการแพทย์ การผลิตบุคลากร และนวัตกรรมสุขภาพในพื้นที่ภาคตะวันออกและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อพัฒนาโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพาให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ระดับตติยภูมิ รองรับผู้ป่วยที่มีความซับซ้อน เพิ่มขีดความสามารถการรักษาเฉพาะทาง และสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ครบวงจรของพื้นที่ EEC ซึ่งมีประชากร แรงงาน และชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สาระสำคัญของโครงการประกอบด้วย การก่อสร้างอาคารใหม่ 3 อาคาร และปรับปรุงอาคารเดิม 1 อาคาร ได้แก่ อาคารศูนย์การเรียนรู้และปฏิบัติการทางการแพทย์ อาคารสนับสนุนทางการแพทย์ อาคารอเนกประสงค์ และการปรับปรุงอาคารศรีนครินทร์ เพื่อรองรับบริการผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ ห้องประชุม หอพักนิสิต และพื้นที่สนับสนุนการเรียนรู้
ทั้งนี้ โครงการจะช่วยเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพาไปสู่โรงพยาบาลขนาด 500 เตียง และต่อยอดสู่ 800 เตียงในอนาคต พร้อมรองรับการเพิ่มจำนวนนิสิตแพทย์ การฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง แพทย์ประจำบ้าน และบุคลากรทางการแพทย์ในสาขาที่จำเป็นต่อพื้นที่
นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมทางการแพทย์ เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันวิจัย เพื่อพัฒนางานวิจัยทางคลินิก เทคโนโลยีสุขภาพ และบริการการแพทย์เฉพาะทางให้ตอบโจทย์ทั้งประชาชนในพื้นที่และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศ
3. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแผนความต้องการครุภัณฑ์ โครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ปีงบประมาณ 2570–2574 วงเงินรวม 8,430 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2575
โครงการนี้มีเป้าหมายให้สถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ เป็นสถาบันการแพทย์ภาครัฐต้นแบบของประเทศ และเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือ Medical Hub ที่ให้บริการด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับเหนือตติยภูมิ เทียบเท่ามาตรฐานสากล
สาระสำคัญคือ การจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง รวม 42 รายการ โดยเฉพาะครุภัณฑ์สำหรับศูนย์รังสีรักษาชนิดอนุภาค ได้แก่ เครื่องฉายรังสีชนิดลำแสงอนุภาคโปรตอน หรือ Proton Therapy และเครื่องบำบัดรักษามะเร็งด้วยเทคนิคการจับนิวตรอนโบรอน หรือ BNCT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน ต้องใช้เวลาผลิตและติดตั้งเฉลี่ยประมาณ 4–5 ปี จึงจำเป็นต้องวางแผนจัดซื้อและติดตั้งล่วงหน้าให้สอดคล้องกับการก่อสร้างอาคาร
นอกจากนี้ ยังมีครุภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงอื่น ๆ เพื่อรองรับศูนย์บริการรักษาระดับสูงและศูนย์การรักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่องฉายรังสีพร้อมระบบภาพนำวิถี เครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพร้อมระบบจำลองภาพ และเครื่องเอกซเรย์เต้านมแบบดิจิทัลพร้อมระบบเจาะชิ้นเนื้อ
งบประมาณรวม 8,430 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินงบประมาณ 6,744 ล้านบาท และเงินนอกงบประมาณ 1,686 ล้านบาท โดยดำเนินการระหว่างปีงบประมาณ 2570–2574 ในลักษณะก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณตามขั้นตอนของกฎหมาย
4. คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการศูนย์รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน ศูนย์กลางการแพทย์ขั้นเลิศ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วงเงินรวม 3,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 – 2573
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ และมีผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงได้ใกล้บ้าน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย
สาระสำคัญของโครงการ คือ การจัดตั้งศูนย์รักษามะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีรังสีรักษาขั้นสูงที่มีความแม่นยำ สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ และลดผลกระทบต่ออวัยวะข้างเคียง เหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งบางกลุ่มที่ต้องการความละเอียดสูงในการรักษา
โครงการจะตั้งอยู่ภายในพื้นที่ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยขอนแก่น บนพื้นที่ประมาณ 4.9 ไร่ โดยก่อสร้างอาคารบริการสูง 6 ชั้น พร้อมชั้นหลังคา พื้นที่ใช้สอยประมาณ 9,979 ตารางเมตร และจัดหาเครื่องเร่งอนุภาคโปรตอน รวมถึงระบบวางแผนการรักษา ระบบจัดการข้อมูลด้านมะเร็งวิทยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง
สำหรับกรอบวงเงิน 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินงบประมาณ 1,820 ล้านบาท และเงินนอกงบประมาณ 1,180 ล้านบาท โดยโครงการมีกำหนดเริ่มให้บริการรักษาผู้ป่วยด้วยเครื่องเร่งอนุภาคโปรตอนในปี 2574 และคาดว่าจะรองรับผู้ป่วยฉายรังสีและผู้ป่วยติดตามผลการรักษาได้ประมาณ 6,000 รายต่อปี
นอกจากนี้ ศูนย์ดังกล่าวยังจะเป็นศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ด้านรังสีรักษา ฟิสิกส์การแพทย์ และเทคโนโลยีอนุภาคโปรตอน รวมถึงเป็นฐานการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการรักษามะเร็งของประเทศ
นอกจากนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบ ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอให้ประเทศไทยส่งผู้แทนไทยเข้าสมัครรับการเลือกตั้งตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) โดยให้ สธ. ดำเนินการสรรหาผู้แทนไทยที่มีความเหมาะสม และให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และหน่วยงานอื่น ๆให้การสนับสนุนในการสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้ หากผู้แทนจากประเทศไทยได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ฯ จะส่งผลดีทั้งในเชิงนโยบายและการยกระดับบทบาทนำของประเทศในเวที่สุขภาพโลก
สำหรับกระบวนการเือกตั้ง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 : การเสนอชื่อผู้สมัคร
ขั้นตอนที่ 2 : การนำเสนอวิสัยทัศน์และกิจกรรมหาเสียงของผู้สมัคร
ขั้นตอนที่ 3 : การคัดเลือก
ขั้นตอนที่ 4 : การแต่งตั้ง
“ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก” มีบทบาทในการกำหนดทิศทางและนโยบายด้านสุขภาพโลก เป็นผู้กำหนดแนวทางและมาตรฐานสากลให้ประเทศต่างๆยึดถือ ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศและบริหารจัดการทรัพยากรขององค์การ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดวาระสุขภาพโลก การลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพในระดับนานาชาติ





